ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. … ในวาระที่ 2 และ 3 ด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วย 434 คน ไม่เห็นด้วย 0 คน และงดออกเสียง 1 คน จากจำนวนผู้ลงมติทั้งหมด 435 คน
โดยคณะกรรมาธิการวิสามัญได้พิจารณาเสร็จสิ้นและยึดเนื้อหาตามร่างของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นหลัก อย่างไรก็ตาม การพิจารณาในครั้งนี้มีการอภิปรายสงวนความเห็นจากกรรมาธิการสัดส่วนพรรคประชาชน ซึ่งมุ่งเน้นประเด็นการจัดระเบียบโครงสร้างอำนาจระหว่างฝ่ายการเมืองและฝ่ายประจำ รวมถึงการวางแผนจัดหายุทโธปกรณ์ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ความมั่นคงสมัยใหม่
ประเด็นสำคัญที่มีการสงวนความเห็นคือการทบทวนอำนาจของสภากลาโหม เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการที่รัฐบาลพลเรือนต้องมีอำนาจเหนือกองทัพ ชยพล สท้อนดี สส. กทม. พรรคประชาชน ได้อภิปรายในมาตรา 5 ซึ่งแก้ไขมาตรา 24 วรรคห้า โดยเสนอให้ตัดข้อความที่ระบุถึงมติของสภากลาโหมออกจากฐานอำนาจที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสามารถมอบหมายให้บุคคลอื่นปฏิบัติราชการแทน
ชยพลระบุว่ากฎหมายเดิมให้อำนาจสภากลาโหมไว้สูงมาก โดยเฉพาะมาตรา 43 ที่กำหนดให้รัฐมนตรีต้องปฏิบัติตามมติสภากลาโหมในหลายด้าน ทั้งนโยบายการทหาร การระดมสรรพกำลัง การปกครองบังคับบัญชา งบประมาณ และการร่างกฎหมาย ซึ่งสภากลาโหมประกอบด้วยนายทหารระดับสูงโดยตำแหน่งจำนวนมาก หากรัฐมนตรีไม่มีอำนาจบริหารกระทรวงอย่างแท้จริง อำนาจบริหารราชการก็จะไม่ยึดโยงกับฝ่ายการเมือง
สอดคล้องกับ กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่ย้ำว่ารัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งต้องมีอำนาจสั่งการและอนุมัติเหนือกองทัพ โดยสภากลาโหมควรมีสถานะเป็นเพียงสภาที่ปรึกษาเท่านั้น
สำหรับการวางแผนพัฒนากองทัพ ชยพลได้อภิปรายในมาตรา 3 ซึ่งแก้ไขมาตรา 13 โดยเสนอให้บรรจุแผนการจัดหายุทโธปกรณ์เข้าเป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิรูปกระทรวงกลาโหมหรือ ‘สมุดปกขาว’ เพื่อแก้ปัญหาการจัดซื้อที่ไม่สนับสนุนแผนป้องกันประเทศในภาพใหญ่ เช่น กรณีที่แต่ละเหล่าทัพใช้ระบบสื่อสารต่างกันจนไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลได้ หรือการจัดหาเรือดำน้ำก่อนเรือฟริเกตของกองทัพเรือ
พร้อมเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบแผนดังกล่าวแทนสภากลาโหม เนื่องจากแผนพัฒนากองทัพและการจัดหายุทโธปกรณ์มีระยะเวลายาวนานกว่าวาระของผู้บัญชาการเหล่าทัพแต่ละคน จึงต้องยึดโยงกับนโยบายรัฐบาลและสถานการณ์โลก
นอกจากนี้ ชยพลยังสนับสนุนให้ใช้กรอบเวลา 90 วันในการจัดทำแผนปฏิรูปกระทรวงกลาโหมแทนกรอบ 6 เดือนตามร่างของคณะรัฐมนตรี เนื่องจากกองทัพมีข้อมูลพื้นฐานสำหรับการจัดทำแผนอยู่แล้ว หากอ้างอิงว่าแนวทางใหม่เป็นการวางแผนจากบนลงล่าง ย่อมสะท้อนคำถามว่าที่ผ่านมากองทัพวางแผนจากเหล่าทัพขึ้นมาโดยไม่ได้พัฒนาไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่
กิตติพงษ์ได้อภิปรายเสริมถึงการกำหนดยุทธศาสตร์กระทรวงกลาโหม โดยเสนอว่าไม่ควรผูกแผนปฏิรูปกองทัพเข้ากับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เนื่องจากเทคโนโลยีทางการทหาร เช่น อากาศยานไร้คนขับและปัญญาประดิษฐ์ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว กรอบเวลา 20 ปีจึงยาวนานเกินไปสำหรับการวางแผนด้านความมั่นคง
กิตติพงษ์ยังเน้นย้ำว่าการพัฒนากองทัพต้องประกอบด้วยแผนด้านยุทโธปกรณ์ กำลังพล และแผนการทางทหาร หากต้องการให้กองทัพปฏิบัติการร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องจัดตั้งหน่วยบัญชาการขีดความสามารถร่วม (Joint Capability Command: JCC) รวมถึงต้องมีแผนจัดหายุทโธปกรณ์ระยะยาวร่วมกัน เพื่อความสะดวกในการปฏิบัติงานและช่วยประหยัดงบประมาณในขั้นตอนการจัดหาและการซ่อมบำรุง


