×

เปิดเบื้องลึกฟ้อง ป.ป.ช. ปกปิดข้อมูลนาฬิกา พล.อ.ประวิตร ประชาชนชนะองค์กรอิสระ ครั้งแรกในประวัติศาสตร์

โดย THE STANDARD TEAM
28.05.2026
  • LOADING...
ภาพ พล.ต.อ. วัชรพล ประสารราชกิจ และ สุภา ปิยะจิตติ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. ผู้ถูกศาลตัดสินจำคุก

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง 1 มีคำพิพากษาลงโทษจำคุก พล.ต.อ. วัชรพล ประสารราชกิจ อดีตประธานกรรมการ ป.ป.ช. และ สุภา ปิยะจิตติ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. คนละ 3 ปี ฐานความผิดร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 ก่อนที่ศาลฯ จะให้ประกันตัว โดยได้ตีราคาหลักประกันคนละ 400,000 บาท และมีเงื่อนไขว่า ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ

 

คดีนี้ สืบเนื่องจากความพยายามของ วีระ สมความคิด นักสิทธิมนุษยชน และประธานเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน (คปต.) ในการขอเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของทางราชการ เพื่อตรวจสอบการทำงานของ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

 

กรณีการไต่สวนข้อเท็จจริง เรื่องการจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ของ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี สมัยดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยเฉพาะประเด็นที่ไม่ได้แสดงรายการครอบครองนาฬิกาข้อมือราคาแพงและแหวนประดับมีค่าจำนวนหลายรายการ

 

วีระเปิดใจหลังศาลฯ อ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้นว่า พอใจที่กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปอย่างตรงไปตรงมา

 

อย่างไรก็ตาม วีระเปิดเผยอีกมุมกับ THE STANDARD ว่า รู้สึกเฉยๆ กับผลคำตัดสินเช่นกัน เนื่องจากเคยผ่านคดีระดับประเทศมาแล้ว เช่น ปี 2543 ได้ยื่นตรวจสอบ พล.ต. สนั่น ขจรประศาสน์ กรณีแจ้งบัญชีทรัพย์สินเท็จ จนศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุติบทบาททางการเมือง 5 ปี และปี 2549 ได้ตรวจสอบทักษิณ ชินวัตร กรณีที่ดินรัชดา ซึ่งต่อมาในปี 2551 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้พิพากษาจำคุก 2 ปี ทำให้ทักษิณต้องลี้ภัยออกนอกประเทศไป 17 ปี จนหมดอายุความ และกลับประเทศไทยในปี 2566

 

‘ประชาชนชนะองค์กรอิสระได้ครั้งแรก’ ย้อนไทม์ไลน์คดีนาฬิกาประวิตร รอคอย 9 ปีเต็ม

 

“นี่เป็นคดีแรกในประวัติศาสตร์ไทย ที่ประชาชนทั่วไปสามารถฟ้องร้อง และเอาชนะองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญได้สำเร็จ” วีระกล่าว

 

หากไล่ไทม์ไลน์ของคดีมหากาพย์นี้ จุดเริ่มต้นที่แท้จริงของคดี “นาฬิกายืมเพื่อน” ต้องย้อนไปวันที่ 4 ธันวาคม 2560

 

โดยเป็นวันที่สื่อมวลชนจับภาพนาฬิกาหรู (Richard Mille) และแหวนเพชรบนข้อมือของ พล.อ. ประวิตร ขณะยกมือบังแดด ระหว่างการถ่ายภาพหมู่คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่ทำเนียบรัฐบาล ทั้งนี้ ประชาชนตั้งข้อสังเกตว่า นาฬิกาหรูนี้ ไม่ได้มีการแจ้งไว้ในบัญชีทรัพย์สินที่ยื่นต่อ ป.ป.ช.

 

ก่อนที่ พล.อ. ประวิตร จะชี้แจงต่อ ป.ป.ช. ว่า นาฬิกาทั้งหมดเป็นการยืมเพื่อนมาใส่ และได้คืนไปหมดแล้ว ซึ่ง ป.ป.ช. มีมติเสียงข้างมากตีตกคดีดังกล่าว โดยระบุว่าไม่มีเจตนาจงใจปกปิดทรัพย์สิน และการยืมเพื่อนมาใส่ไม่ถือเป็นความผิด

 

ภาพ พล.ต.อ. วัชรพล ประสารราชกิจ และ สุภา ปิยะจิตติ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. ผู้ถูกศาลตัดสินจำคุก 1

 

แต่วีระไม่คิดแบบนั้น วันที่ 26 ธันวาคม 2560 ได้ตัดสินใจส่งหนังสือถึงคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ไต่สวน พล.อ. ประวิตร ในข้อหาจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริง

 

โจทก์ได้ฟ้องร้องว่า ระหว่างวันที่ 22 สิงหาคม 2562 ถึงวันที่ 23 พฤษภาคม 2567 กลุ่มจำเลยทั้ง 12 คน ได้ร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมต่างวาระ ด้วยการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพิกเฉยไม่ยอมส่งมอบข้อมูลข่าวสารจำนวน 3 รายการตามที่โจทก์ร้องขอ

 

สำหรับข้อมูลสำคัญ 3 รายการ ประกอบด้วย รายงานการแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานเอกสารทั้งหมด ความเห็นของพนักงานเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ทุกคนที่รับผิดชอบ และรายงานการประชุมของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว

 

แม้คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาสังคมฯ มีคำวินิจฉัยให้ ป.ป.ช. เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวแก่โจทก์แล้ว แต่กลุ่มจำเลยกลับฝ่าฝืนคำวินิจฉัย รวมถึงฝ่าฝืนคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดที่สั่งให้เปิดเผยข้อมูลทั้ง 3 รายการ

 

ภาพ พล.ต.อ. วัชรพล ประสารราชกิจ และ สุภา ปิยะจิตติ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. ผู้ถูกศาลตัดสินจำคุก 2

 

สำหรับคดีนี้ จำเลยที่ 1 กับพวกรวม 12 คน ได้แก่

 

  • นิวัติไชย เกษมมงคล อดีตเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.
  • วรวิทย์ สุขบุญ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.
  • พล.ต.อ. วัชรพล ประสารราชกิจ อดีตประธานกรรมการ ป.ป.ช.
  • ปรีชา เลิศกมลมาศ
  • พล.ต.อ. สถาพร หลาวทอง
  • ณรงค์ รัฐอมฤต
  • สุภา ปิยะจิตติ
  • วิทยา อาคมพิทักษ์
  • สุวณา สุวรรณจูฑะ
  • พล.อ. บุณยวัจน์ เครือหงส์
  • ณัฐจักร ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา
  • สุชาติ ตระกูลเกษมสุข ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ ป.ป.ช.

 

เปิดเบื้องหลังที่แท้จริง ฟ้อง ป.ป.ช. ปกปิดข้อมูลนาฬิกา

 

เดิมทีคุณวีระยื่นฟ้องกรรมการ ป.ป.ช. 12 คน

 

ในระหว่างรอการไต่สวนมูลฟ้อง ปรีชา เลิศกมลมาศ ได้นำหลักฐานมาแสดงว่าตนเองพ้นตำแหน่งไปก่อนที่ ป.ป.ช. จะมีมติไม่ให้เอกสาร

 

วีระไม่เคยเห็นหลักฐานนี้มาก่อน เพราะ ป.ป.ช. ไม่เคยให้เอกสาร แต่เมื่อเห็นว่าปรีชาเกษียณอายุจริง และไม่เกี่ยวข้องจึงได้ถอนฟ้องให้ และศาลฯ ก็อนุญาต

 

ต่อมา ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ศาลฯ ได้พิจารณายกฟ้องจำเลย 7 คน ทำให้เหลือจำเลยที่ศาลรับไว้พิจารณาเพียง 4 คน ได้แก่ พล.ต.อ. วัชรพล (จำเลยที่ 3), สุภา (จำเลยที่ 7), วิทยา (จำเลยที่ 8) และณัฐจักร (จำเลยที่ 11) โดยศาลได้กำหนดวันพิจารณาคดีเป็นวันที่ 7 และ 8 เมษายน 2569

 

ก่อนถึงวันพิจารณาคดี จำเลยที่ 8 กับ 11 ได้รีบมาขอความเมตตาตนให้ถอนฟ้อง ซึ่งตนตั้งข้อสังเกตในใจว่า “หากพวกเขาไม่ผิดแล้วจะมาขอทำไม”

 

วีระยอมยื่นเรื่องให้ศาลฯ ใช้ดุลพินิจพิจารณาถอนฟ้องให้ โดยมีเงื่อนไขว่าทั้ง 2 คนต้องทำหนังสือยอมรับผิด และต้องให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างมากต่อคดี (วีระยังเปิดเผยรายละเอียดไม่ได้ เพราะคดีหลักยังไม่ถึงที่สุด) ซึ่งศาลฯ อนุญาตให้ถอนฟ้องทั้ง 2 คนได้

 

ภาพ พล.ต.อ. วัชรพล ประสารราชกิจ และ สุภา ปิยะจิตติ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. ผู้ถูกศาลตัดสินจำคุก 3

 

ก่อนวันพิจารณาคดี ‘วัชรพล-สุภา’ ขอเจรจาวีระ ปมปกปิดข้อมูลนาฬิกาหรู

 

ก่อนวันพิจารณาคดี (7 เมษายน 2569) มีคนของ พล.ต.อ. วัชรพล และสุภา ติดต่อมาเพื่อขอพบและเจรจา

 

โดยเวลา 9.00 น. ของวันเดียวกันนั้น อัยการแผ่นดิน ที่รับหน้าที่เป็นทนายความให้จำเลย ได้ไปขอร้องศาลอย่าเพิ่งเริ่มพิจารณาคดี เพื่อขอเจรจากับตนเองก่อน

 

วีระระบุว่า อัยการมาอ้อนวอนรบเร้าประวิงเวลาข้ามชั่วโมงไปจนถึงเกือบ 11.00 น. ซึ่งตนมองว่า เป็นพฤติกรรมที่น่าเกลียด และรู้สึกไม่สบายใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ที่อัยการซึ่งเป็นทนายแผ่นดิน กลับมารับหน้าที่เป็นทนายให้จำเลยในคดีนี้

 

สุดท้ายตนปฏิเสธที่จะคุยกับทนายความ และบอกว่า “ให้ตัวความเขามาคุยเองดีกว่า” จึงต้องขอปิดห้องคุย และเป็นฝ่ายกล่าวขอโทษ

 

ขณะนั้น ตนเองมีความคิดว่าจะถอนฟ้องทั้งสองคน แต่ศาลฯ แจ้งว่า การถอนฟ้องต้องทำเป็นคำร้องเป็นหนังสือ วีระจึงยื่นเงื่อนไขเด็ดขาดว่า จำเลยทั้งสองต้องเขียนหนังสือ “ขอโทษตนเองและขอโทษประชาชน”

 

ตอนแรกทั้ง 2 คนปฏิเสธที่จะเขียน แต่วีระขู่กลับว่า “ถ้าไม่ยอม ผมก็ไม่ยอมเหมือนกัน” จนสุดท้ายจำเลยทั้งสองต้องยอมจำนน และเขียนหนังสือดังกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง ศาลใช้เวลาประชุม 1 ชั่วโมง และมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ถอนฟ้อง โดยให้เหตุผลว่า มันช้าไปแล้ว เพราะเข้าสู่วันพิจารณาคดีแล้ว ซึ่งผลลัพธ์นี้ตรงกับที่ตนเองคาดการณ์ และมั่นใจไว้อยู่แล้วตั้งแต่แรก ก่อนที่สุดท้าย 2 จำเลยสุดท้ายจะโดนตัดสินจำคุกในที่สุด

 

ภาพ พล.ต.อ. วัชรพล ประสารราชกิจ และ สุภา ปิยะจิตติ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. ผู้ถูกศาลตัดสินจำคุก 4

ภาพ พล.ต.อ. วัชรพล ประสารราชกิจ และ สุภา ปิยะจิตติ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. ผู้ถูกศาลตัดสินจำคุก 5

 

ทั้งนี้ วีระยืนยันว่า เหตุการณ์นี้ ไม่มีการเสนอทรัพย์สินเพื่อติดสินบนแต่อย่างใด มีเพียงการรบเร้าประวิงเวลาเท่านั้น

 

สำหรับผลของคดีนี้ ไม่ได้เป็นบรรทัดฐานเฉพาะกับองค์กรอิสระเท่านั้น แต่อาจส่งผลครอบคลุมถึงเจ้าหน้าที่รัฐทั้งหมด ที่ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐต้องตระหนักเหมือนกันว่า

 

การทำหน้าที่ การใช้อำนาจ หรือการใช้ดุลพินิจใดๆ จะต้องมีความโปร่งใส และ เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้

 

มิฉะนั้น หากเจ้าหน้าที่รัฐทำงานอย่างไม่โปร่งใส ประชาชนก็จะไม่ยอม และจะต้องลุกขึ้นมาตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐเช่นเดียวกัน

 

 

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising