วันนี้ (7 กันยายน) รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงนามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 725/2569 แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ พ.ศ. 2569 ซึ่งกำหนดให้มีรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นประธาน และมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งได้ไม่เกิน 3 คน
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 3 คน ได้แก่ 1. โชติ ตราชู อดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 2. สุพจน์ เตชวรสินสกุล อดีตคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ3. ธีร เจียศิริพงษ์กุล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์รังสิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 3 ก.ย. ที่ผ่านมา
การแต่งตั้งดังกล่าวได้รายงานต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งมี เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐคลัง เป็นประธานการประชุม เมื่อวันที่ 4 ก.ย. ที่ผ่านมา โดยมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับแต่งตั้งเข้าร่วมประชุม 2 คน ได้แก่ สุพจน์ และธีร ส่วนโชติติดภารกิจ ไม่ได้เข้าร่วมประชุมครั้งดังกล่าว ทั้งนี้ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระคราวละ 2 ปี และดำรงตำแหน่งได้ไม่เกิน 2 วาระ
หลังการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเพิ่มเติม ทำให้บอร์ดนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์มีกรรมการรวม 21 คน ประกอบด้วย รองประธานกรรมการ 3 คน ได้แก่ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นรองประธานคนที่ 1 รมว.มหาดไทย เป็นรองประธานคนที่ 2 และ รมว.พลังงาน เป็นรองประธานคนที่ 3
นอกจากนี้ มีกรรมการโดยตำแหน่ง 14 ตำแหน่ง ได้แก่ ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปลัดกระทรวงพลังงาน ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เลขาธิการบีโอไอ เลขาธิการ กกพ. เลขาธิการ กสทช. เลขาธิการ สทนช. ผู้อำนวยการ สนพ. ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และเลขาธิการ สศช. หรือสภาพัฒน์ โดยมีเลขาธิการ สศช. เป็นกรรมการและเลขานุการ
สำหรับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ได้แก่ เสนอนโยบาย มาตรฐาน และกรอบปฏิบัติของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติ อนุญาต ออกบัตรส่งเสริมการลงทุน หรือให้บริการแก่ผู้ประกอบธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ในราชอาณาจักรต่อ ครม. รวมทั้งศึกษา วิเคราะห์ ติดตาม และประเมินผลกระทบจากการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ เสนอต่อ ครม. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ และปฏิบัติงานอื่นตามที่ ครม. หรือนายกรัฐมนตรีมอบหมาย
ทั้งนี้ กรอบการอนุมัติโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ของไทยตามระเบียบดังกล่าว ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม การใช้พลังงานสะอาด ความมั่นคงทางพลังงาน ราคาพลังงานที่เป็นธรรม การจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรมและเกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้าและน้ำ ผังเมือง ความปลอดภัยสาธารณะ โดยเฉพาะอัคคีภัย การป้องกันและเยียวยาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ความเป็นอยู่ของประชาชนและชุมชน เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน และการรักษาอธิปไตยด้านข้อมูลของประเทศ
หากหน่วยงานรัฐพบปัญหาขัดข้องในการปฏิบัติตามมติ ครม. ให้รายงานคณะกรรมการเพื่อพิจารณาและเสนอแนะต่อ ครม. เพื่อแก้ไข ขณะที่เมื่อ ครม. เห็นชอบแนวทางใดแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการตามและรายงานผลต่อคณะกรรมการทุก 3 เดือน เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์ของไทยมีความต่อเนื่องและตรวจสอบได้


