×

ทำไม ‘หุ้นเทคจีน’ ถึงกลายเป็นพระเอก? ถอดรหัสกลยุทธ์ลงทุน AI ในวันที่ตลาดโลกผันผวน

14.07.2026
  • LOADING...
ภาพกราฟแสดงการเติบโตของหุ้นเทคโนโลยีจีนท่ามกลางตลาดโลกที่ผันผวน

เข้าสู่ครึ่งปีหลัง 2026 แล้ว คลื่นลูกใหญ่ที่กำลังแกว่งโลกลงทุน นั่นก็คือ ‘ฟองสบู่ AI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้’ แตกซะแล้ว!! หลังจากพุ่งทะยานขึ้นทำ All Time High ไปเมื่อเดือนมิถุนายนช่วงสั้นๆ เท่านั้นเอง เป็นม้ามืดวิ่งแรงแหกโค้งก่อนเพื่อนทีเดียว

 

 
 

เกมพลิกเหนือคาด จากที่โลกเฝ้าระวังแต่ ‘ฟองสบู่ AI สหรัฐฯ’ มายาวข้ามปี หลังวิ่งทะลุปรอทแตกมาเข้าสู่ปีที่ 4 แล้ว แม้มีเสียงเตือนออกมาระลอกแล้วระลอกเล่าก็ยังไม่ออกอาการหนักสักที มีแต่อาการเซจากแรงเทขายทำกำไรในหุ้นเทคฯ AI ใหญ่เมื่อช่วงกลางปีนี้เท่านั้น

 

เสียงในหัวของนักลงทุนทั่วโลกเต็มไปด้วยคำถามต่างๆ ‘ลางร้ายจากเกาหลีใต้’ จะกระชากตลาดหุ้นทั่วโลกอย่างไรบ้าง? แล้วหุ้นเทคฯ สหรัฐฯ จะแตกเมื่อไหร่กันแน่…ปีนี้ ปีหน้าหรือปีไหน? นักลงทุนที่ถือหุ้นเทคฯ สหรัฐฯ อยู่เอายังไงต่อดี? ในเมื่อโลกกำลังขับเคลื่อนด้วยโครงสร้างพื้นฐาน AI ควรวางกลยุทธ์ลงทุนหุ้น AI / เซมิคอนดักเตอร์อย่างไรดี และมีตลาดไหนที่น่าสนใจให้เป็นหลุมหลบภัยลงทุนระยะยาวได้บ้าง

 

ผมเชื่อว่า ในช่วงครึ่งปีหลัง ตลาดกำลังย่อยสัญญาณเตือนภัยรอบตัวอยู่ครับ เพราะฉะนั้น สิ่งแรกที่ผมแนะนำตอนนี้ คือ ‘ตั้งสติ’ อย่าไหลตามอารมณ์ตลาด และติดตามข่าวสารอย่างระมัดระวัง หาคำตอบด้วยการแยกแยะสิ่งไหนที่ควบคุมไม่ได้ และสิ่งไหนที่ควบคุมได้ก่อน พร้อมกับตรวจสุขภาพพอร์ตของเราเพื่อมองหาโอกาสในวิกฤติกันดีกว่าครับ

 

ส่องตลาด AI ฟองสบู่… หลัง ‘สหรัฐฯ – เกาหลีตกม้าตาย’

 

ปี 2026 นี้เป็นอีกปีที่ตลาดหุ้นโลกยังขับเคลื่อนด้วยธีม AI แห่งอนาคตเมื่อโลกเข้าสู่ AI Supercycle ยิ่งทำให้โมเมนตัมหุ้นเทคฯ AI เซมิคอนดักเตอร์และหุ้นที่เกี่ยวข้อง วิ่งแรลลี่แรงต่อเนื่องจาก 2-3 ปีที่ผ่านมา

 

แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปในปีนี้ คือ ‘ตลาดไม่ได้กระจุกอยู่ที่หุ้น AI สหรัฐฯ’ เพียงอย่างเดียวแล้ว เมื่อนักลงทุนเริ่มกระจายลงทุนข้ามฝั่งมายังตลาดหุ้นในเอเชียหลังจากที่เห็นสัญญาณโครงสร้างตลาดหุ้นอเมริกากำลังเปลี่ยนไป โดยกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีมีสัดส่วนหนักกว่า 35% ของ S&P 500 แล้ว ส่วนกลุ่มบริการการเงินลดเหลือ 11.79% ตามด้วยบริการสื่อสาร 11.35% สินค้าอุปโภคบริโภคตามวัฏจักรเศรษฐกิจ 10.25% เฮลธ์แคร์ 8.41% ทำให้เกิดความกังวลความเสี่ยงอาจเกิดภาวะฟองสบู่แตกขึ้นในระยะข้างหน้า

 

ช่วงที่ผ่านมาบรรยากาศการลงทุนในสหรัฐฯ เต็มไปด้วยความระมัดระวัง คงต้องยอมรับว่า หุ้นกลุ่ม Magnificent 7 และผู้ผลิตชิป เช่น Nvidia เผชิญแรงขายทำกำไรอย่างหนักในรอบนี้ เพื่อลดความเสี่ยงราคารหุ้นที่แพงเกินไป และ ‘Rotate’ เข้าหุ้นที่ราคาถูกโดยย้ายมาในเอเชียแทน โดยเฉพาะ ‘หุ้นเทคฯ ต้นน้ำ’ ของ ‘เกาหลี และไต้หวัน’ เจ้าตลาดผู้ผลิตชิป AI (หน่วยความจำ) ของโลก หลังกระแสโลกขาดแคลนชิป AI สำหรับใช้ในโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่สหรัฐฯ มีความต้องการสูง ทำให้ตลาดเกาหลีใต้พุ่งทะยานทำสถิติสูงสุดเกือบ 4 เท่านับตั้งแต่ปี 2025 ขับเคลื่อนจากหุ้นใหญ่ 2 ตัว คือ Samsung Electronics และ SK Hynix ที่มีมาร์เก็ตแคปสัดส่วนรวมกันครึ่งหนึ่งของตลาด

 

ขณะที่ตลาดวอลล์สตรีทปรับตัวผสมผสานบวกและลบ ในบางวันที่ดัชนี Dow Jones Industrial Average ร่วงลงแรง ขณะที่ดัชนีอ้างอิง S&P 500 ปิดลบเบาๆ สะท้อนตลาดยังเชื่อมั่นต่อการเติบโตของกำไรบริษัทในตลาดแม้มีแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์

 

ส่วน NASDAQ Composite ที่เน้นหุ้นเทคโนโลยีสวนทางความอ่อนแอของตลาดรวม ด้วยการปรับขึ้นเล็กน้อยในเดือนมิถุนายน เนื่องจากนักลงทุนได้หมุนเวียนเงินลงทุนไปยังหุ้นเทคโนโลยีบางตัวและการเพิ่มขึ้นของหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ โดยยังมีข่าวบวกหนุน อาทิ Broadcom ประกาศข้อตกลงจัดหาชิปครั้งสําคัญกับ Apple ขณะที่ Nvidia ก็ปรับตัวขึ้นเช่นกัน จุดเด่นของ NASDAQ ยังทำผลงานได้ดีคงมาจากแรงซื้อหุ้น AI และเซมิคอนดักเตอร์โดยเฉพาะกลุ่มชิปและโครงสร้างพื้นฐาน AI

 

แต่เชื่อมั้ยครับว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่งอยู่ ทั้งที่ตลาดร่วงแรงในช่วงกลางปีต่างจากภาพต้นปีที่ยังทำ All Time High ต่อเนื่องแม้จะเผชิญกับความผันผวนจากสงครามตะวันออกกลาง ราคาน้ำมัน แต่มีแรงหนุนสำคัญของตัวเลขกำไรไตรมาสแรกของบริษัทในตลาดโดยเฉพาะหุ้นเทคฯ ที่ออกมาดีเกินคาด ประกอบกับกระแส IPO หุ้นเทคฯ ใหญ่อย่าง SpaceX เข้าตลาดได้เรียบร้อย

 

ณ วันนี้ ผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงครึ่งปีแรก ดัชนี S&P 500 ยังให้ผลตอบแทนบวก 10-11% YTD (9 ก.ค.) ส่วน NASDAQ บวกถึง 19% และ Dow Jones บวก 9% เมื่อรวมกับผลตอบแทนในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ราวๆ 60-70% หากรวมทั้งหมดสำหรับคนที่ถือระยะยาว 4 ปีนี้ รับผลตอบแทนอย่างน้อยๆ 70-80%

 

ส่วนตลาดหุ้นเกาหลีฟองสบู่แตกเป็นประเทศแรกในโลก และวันนี้กำลังเข้าสู่ ‘ภาวะตลาดหมีทางเทคนิค’ (Technical Bear Market) เรียบร้อยแล้ว โดยดัชนี KOSPI ทรุดฮวบ 22% ( 8 ก.ค.) จากจุดสูงสุดประวัติการณ์เมื่อเดือนมิถุนายนเพียง หุ้นทั้ง 2 ตัวถูกแรงเทขายอย่างหนัก ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มระยะยาวของกลุ่มผู้ผลิตชิป AI เกาหลี ขณะที่ ‘SK Hynix’ มีแผนจะลดกำลังการผลิตชิป Memory และย้ายกำลังผลิตชิป HBM ไปยัง DRAM หลังวัฏจักรชิปความจำความเร็วสูง (HBM) อาจผ่านจุดพีค แม้บริษัทกำไรจะโตแกร่งก็ตาม นอกจากนี้ยังกังวลต่อข่าวเสนอเก็บภาษี Unrealized Gain ในเกาหลีใต้ กระทบตลาดหุ้นทั่วโลก

 

นอกจากนี้ยังซ้ำเติมความเชื่อมั่นเมื่อดัชนีชิปโลก (SOX) ทรุดตัว 16%ในวันเดียวหลังมีกระแสข่าวว่า ‘DeepSeek’ แพลตฟอร์ม AI จีน เตรียมจะพัฒนาชิปขึ้นมาเองเพื่อลดต้นทุน และกรณี ChangXin Memory ของจีนที่กำลังส่งชิปให้ Apple ทดสอบเพื่อกระจายซัพพลายเชน ยิ่งสร้างความกังวลต่อส่วนแบ่งการตลาดในอนาคตของเกาหลีใต้

 

ช่วงนี้ตลาดกำลังย่อยข่าวร้ายสัญญาณลบต่างๆ ไม่ว่าจะสถานการณ์ฟองสบู่ AI กำลังฝุ่นตลบ และธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ประเมินว่าต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจากความวุ่นวายทางภูมิรัฐศาสตร์ อาจทําให้ความพยายามในการควบคุมเงินเฟ้อซับซ้อนยิ่งขึ้น ล่าสุด ประธานาธิบดี ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ของสหรัฐฯ ประกาศว่าข้อตกลงสันติภาพชั่วคราวกับอิหร่านสิ้นสุดลง นักลงทุนกลับมากังวลว่าจะเกิดการสู้รบ กระทบต่อราคาน้ํามันพุ่งสูงขึ้น นักลงทุนกำลังรอการส่งสัญญาณการดำเนินนโยบายการเงินจาก ‘เควิน ว็อร์ช’ ประธานเฟดคนใหม่ ที่จะเกิดขึ้นในกลางเดือนกรกฎาคมนี้

 

ขณะที่สัญญาซื้อขายล่วงหน้าอัตราดอกเบี้ย สะท้อนว่าตลาดเลื่อนการคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยจากเดิมที่มองไว้ในเดือนตุลาคม ไปเป็นช่วงปลายปีแทน

 

ทั้งนี้ เมื่อปลายเดือนมิถุนายนเฟดได้คงดอกเบี้ย 3.50-3.75% และ Dot Plot ระบุว่า อาจมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยในปลายปีนี้ อย่างไรก็ตาม ล่าสุด นักลงทุนได้ลดการเดิมพันว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม หลังจากตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ในเดือนมิถุนายน ออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ การชะลอตัวของตลาดแรงงานอาจลดแรงกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นในระยะต่อไป ซึ่งคาดจะเป็นผลบวกต่อตลาดหุ้นในครึ่งปีหลัง

 

แนวโน้มหุ้นเทคฯ ทั่วโลกจะเป็นอย่างไรหลังฟองสบู่ตลาดเกาหลี?

 

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่กลับมองว่า นี่เป็นเพียง ‘การปรับฐานที่จำเป็น’ ของกลุ่มหุ้นเทคฯ ที่มี Valuation แพง ขณะที่เทรนด์ขาขึ้นยังไม่จบรอบเพราะโลกเพิ่งเข้าสู่วัฏจักรเริ่มต้นของโครงสร้างพื้นฐาน AI เท่านั้น โดยมีสหรัฐฯ เป็นผู้นำโลกสะท้อนได้จากผลตอบแทนของตลาดในช่วงครึ่งปีแรก (YTD) ยังบวกราว 10%

 

ส่วนตัวผมก็ยังมองเชิงบวกต่อหุ้นเทคฯ สหรัฐฯ ระยะยาว ด้วยปัจจัยที่ยังหนุนตลาดสหรัฐฯ คือ การลงทุนด้าน AI ของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ผลประกอบการของบริษัทเทคยังถูกคาดการณ์เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ซึ่งกำลังเริ่มเข้าสู่ฤดูกาลประกาศไตรมาสสองในปลายเดือนกรกฎาคมนี้ การลงทุนของบริษัทบริษัทเทคโนโลยีที่ทุ่มเงินสร้าง Data Center ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ภาพรวมทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย

 

‘Mark Hackett’ หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนของ Nationwide มองว่าการปรับตัวลงในครั้งนี้เป็นเพียงการพักฐานของตลาด เขาเชื่อว่าปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจยังแข็งแกร่ง

 

ขณะที่ John Flood หัวหน้าฝ่ายบริการการดำเนินธุรกรรมซื้อขายหุ้นในภูมิภาคอเมริกาของ Goldman Sachs Global Banking & Markets ประเมินว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นหลังผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 1 ที่ผ่านมาเติบโตดีที่สุดในรอบหลายสิบปี​

 

ในช่วงครึ่งปีหลัง จะเป็นตลาดเปลี่ยนผ่านจากช่วง ‘เก็งกำไรความคาดหวัง AI’ เข้าสู่ช่วง ‘พิสูจน์ (กำไร) ของจริง’ ที่จับต้องได้ บริษัทใดที่สร้างรายได้กลับมาไม่ทันใจ ย่อมจะโดนหั่นมูลค่า (Valuation) ลงมา และระยะเวลาคืนทุน (ROI) ของเม็ดเงินลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐาน AI ทำให้ภาพรวมของกลุ่มหุ้นเทคฯ ปรับตัวขึ้นในกรอบจำกัด และเห็นการแยกแยะหุ้นน้ำดีออกมาจากตลาดชัดเจนครับ

 

ดังนั้น โอกาสสำหรับนักลงทุน การย่อตัวหรือพักฐานนี้มักถูกมองเป็นการปรับสมดุลทางเศรษฐกิจ เพื่อให้สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานมากขึ้นครับ

 

การลงทุนหุ้นเทคฯ สหรัฐฯ จึงต้องปรับกลยุทธ์เป็น ‘เลือกหุ้นรายตัว’ และเน้นที่มีกำไรโตจริงแทนการซื้อเหมาเข่งทั้งดัชนี เนื่องจากหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ในปีนี้มีโอกาสที่จะเผชิญกับการปรับฐานครั้งใหญ่ หลังจากพุ่งทะยานอย่างรุนแรงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผมขอย้ำว่า มีโอกาสสูงที่จะปรับฐานครั้งใหญ่

 

ส่วนประเด็นสหรัฐฯ จะเกิดฟองสบู่แตกหรือไม่ เมื่อไหร่ ผมไม่สามารถคาดเดาล่วงหน้าได้จริงๆ ครับ แต่ที่แน่นอน ทุกตลาดมีวัฏจักรขาขึ้นและขาลงเสมอครับ อย่างตลาดหุ้นเกาหลีที่ร่วงดิ่ง ปัจจุบัน Forward P/E เพียง 7.6 เท่า ถูกกว่าตลาดหุ้นเกิดใหม่ และ S&P 500 อย่างมีนัยสำคัญ ทุกอย่างมันมี Valuation ค้ำยันในตัวเองครับ

 

หลุมหลบภัย ‘หุ้นเทคฯ จีน’ เบอร์สองของโลก ถึงเวลาฟื้นคืนชีพ

 

ปัจจุบัน ‘หุ้นเทคโนโลยีจีน’ กำลังกลายเป็นหลุมหลบภัยราคาถูก (Safe Haven) ที่ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนทั่วโลก เนื่องจากดัชนีฝั่งสหรัฐฯ และเกาหลีใต้เริ่มเผชิญแรงเทขายทำกำไรจากความกังวลด้านมูลค่าหุ้นที่สูงเกินไป ขณะที่จีนเป็นหนึ่งในตลาดที่ปรับตัวขึ้นช้ากว่าตลาดโลกในช่วงที่ผ่านมา ทำให้หุ้นเทคโนโลยีจีนมี Valuation ที่ต่ำกว่าหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ที่สำคัญ ยังเป็นหนึ่งในตลาดที่ปรับตัวขึ้นช้ากว่าตลาดโลกในช่วงที่ผ่านมา

 

ในเดือนมิถุนายน ตลาดหุ้นจีนและฮ่องกงฟื้นตัวกลับมาอีกครั้ง หลังนักลงทุนคลายความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยดัชนี Hang Seng China Enterprises Index (HSCEI) และดัชนี Hang Seng TECH Index ดีดตัวขึ้นแรง 4-8% แรงหนุนหลักของตลาดมาจากหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่มีข่าวบวก

 

ทั้งนี้ หุ้น Tencent ใกล้จะเปิดตัว AI Assistant บนแพลตฟอร์ม WeChat ขณะที่ Meituan โชว์ผลประกอบการไตรมาส 1 ออกมาดีกว่าคาด ส่วน Alibaba, JD.com, SMIC, Kuaishou และ BYD Electronic ต่างปรับตัวขึ้นแข็งแกร่งตาม Sentiment เชิงบวกของกลุ่ม AI และ Digital Economy สำหรับ BYD โชว์ยอดขายรถยนต์ในต่างประเทศทำสถิติสูงสุดใหม่ สะท้อนความแข็งแกร่งของผู้ผลิตเทคโนโลยีจีนในตลาดโลก

 

ขณะที่สภาพตลาดของหุ้นเทคฯ จีนในปีนี้ มีความแตกแยกกันอย่างชัดเจนตามกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี โดยดูผลดำเนินงานแยกตามกลุ่ม ได้แก่

 

กลุ่มฮาร์ดแวร์ AI และชิป ในตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ (CSI 300 / Star 50) ในครึ่งปีแรก หุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐาน อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ AI และเซมิคอนดักเตอร์ในจีนแผ่นดินใหญ่พุ่งทะยานอย่างรุนแรง ในบางช่วงดัชนีกลุ่มฯ พุ่งแรงกว่า 65% เนื่องจากได้แรงหนุนจากมาตรการสนับสนุนและงบวิจัยพัฒนาอย่างหนักจากรัฐบาลจีน แม้จะมีการปรับฐานหรือเกิดแรงเทขายทำกำไรลงมาบ้างในช่วงกรกฎาคมจากความกังวลเรื่องฟองสบู่ AI สหรัฐฯ

 

ส่วนกลุ่มแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตในตลาดฮ่องกง (H-Shares – Hang Seng TECH) นำโดยหุ้นกลุ่ม Big Tech ที่จดทะเบียนในฮ่องกง เช่น Alibaba, Tencent, Meituan เผชิญความกดดันและปรับตัวลงค่อนข้างแรงในช่วงต้นปีถึงกลางปี หรือ YTD ที่ติดลบราว 19% ในครึ่งปีแรก จากปัญหาการแข่งขันที่ดุเดือดและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศที่ยังค่อยเป็นค่อยไป แต่ล่าสุดในเดือนกรกฎาคม เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวกลับขึ้นมาอย่างรุนแรงนำโดย Alibaba และ Tencent หลังรายงานผลประกอบการดีกว่าคาด และเริ่มสร้างรายได้จริงจากการใช้งาน AI แพลตฟอร์ม

 

แนวโน้มหุ้นเทคฯ จีนในปีนี้ยังมีปัจจัยสำคัญขับเคลื่อน ได้แก่

 

  • กำไรสุทธิฟื้นตัวโดดเด่น หลังจากผ่านมรสุมการจัดระเบียบของรัฐบาลและการแข่งขันที่รุนแรง นักวิเคราะห์จากหลายสถาบันคาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS Growth) ของกลุ่มเทคฯ จีน (Hang Seng TECH) จะฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งในช่วงปีนี้จนถึงปีหน้า
  • จุดเปลี่ยนจากกระแส AI ต้นทุนต่ำ อานิสงส์จาก DeepSeek Effect จีนประสบความสำเร็จอย่างมากในการนำเสนอโมเดล AI สายประหยัดพลังงานและเน้นความคุ้มค่า ส่งผลให้บริษัทยักษ์ใหญ่ในจีน ไม่จำเป็นต้องทุ่มงบลงทุน capex มหาศาลเพื่อสร้าง Data Center เท่าฝั่งสหรัฐฯ ช่วยหนุนให้อัตรากำไรปรับตัวสูงขึ้น

 

  • การแข่งขันด้วยความคุ้มค่า (AI Efficiency Edge) หลังจากได้จุดกระแส AI ต้นทุนต่ำ ทำให้นักลงทุนหันมาให้ความสนใจหุ้นเทคฯ จีนมากขึ้น เนื่องจากความเสี่ยงด้านงบลงทุนต่ำกว่าหุ้นเทคฯ สหรัฐฯ
  • มูลค่าหุ้นอยู่ในระดับที่ถูกมาก (ปัจจุบันค่า P/E ของตลาดหุ้นจีนเฉลี่ยอยู่ระดับ 12-13 เท่า ต่ำกว่าตลาดหุ้นโลกและสหรัฐฯ มาก ทำให้ความเสี่ยงขาลง (Downside Risk) อยู่ในกรอบค่อนข้างจำกัด
  • มาตรการซื้อหุ้นคืนพยุงตลาด ปัจจุบัน บริษัทยักษ์ใหญ่ของจีนหลายแห่งหันมาเน้นการคืนเงินให้ผู้ถือหุ้นผ่านการซื้อหุ้นคืนอย่างต่อเนื่องอย่างกลุ่ม Big Tech นำโดย Alibaba และ Tencent ที่เดินหน้าซื้อหุ้นคืนและจ่ายเงินปันผลต่อเนื่อง ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นและพยุงราคาหุ้นในกระดาน
  • นโยบายรัฐมีความชัดเจน แผนพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาวของจีนเน้นน้ำหนักที่ระบบ Digital Economy, EV, และ Quantum Tech ทำให้หุ้นกลุ่มนี้ยังมีแรงพยุงด้านนโยบายอย่างสม่ำเสมอ

 

ขณะเดียวกันยังคงมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระวังและกดดันตลาด

 

  • ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า การควบคุมและสั่งห้ามส่งออกชิปเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงจากสหรัฐฯ ยังคงเป็นปัจจัยกดดันการพัฒนาเทคโนโลยีระดับบนสุดของจีน
  • เศรษฐกิจจีนยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ โดยเฉพาะกำลังซื้อในประเทศยังฟื้นตัวจำกัด​ แม้ภาคการส่งออกและเทคโนโลยีจะเติบโตดี แต่ตัวเลขเงินเฟ้อผู้บริโภค (CPI) ล่าสุดชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 1% สะท้อนว่าภาคการบริโภคภายในประเทศและการฟื้นตัวของอสังหาริมทรัพย์ยังคงค่อยเป็นค่อยไป

 

โบรกเกอร์และสถาบันการเงินหลายแห่ง เริ่มแนะนำให้นักลงทุนทยอยสะสมหุ้นเทคฯ จีนในระยะกลางถึงยาว โดยเฉพาะกลุ่มผู้ให้บริการแพลตฟอร์มที่มีรายได้แข็งแกร่ง เช่น Alibaba Tencent ส่วนหุ้นเทคฯ จีนในตลาดฮ่องกง ยังมองแนวโน้มการเติบโตของ AI Cloud, Semiconductor และ Digital Platform ที่ยังต่อเนื่องตามวัฏจักร AI Supercycle ของโลก

 

ตลาดปรับฐาน ถึงเวลาตรวจสุขภาพพอร์ตครึ่งปีหลัง

 

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า แม้ตลาดหุ้นใหญ่จะปรับฐาน แต่กลุ่ม AI ยังคงเป็นเมกะเทรนด์ในระยะยาว เพียงแต่หัวใจสำคัญ คือ นักลงทุนต้องเลือกลงทุนในหุ้นที่สามารถทำกำไรได้จริง

 

การคว้าโอกาสลงทุนยังต้องให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยง เพราะตลาดตอนนี้ไม่ใช่โหมดที่ซื้ออะไรก็ขึ้นแบบเดิมแล้ว แต่เป็นโหมดที่เลือกซื้อแบบมีเหตุผล ลองนึกภาพเหมือนคิวต่อแถว ใครพื้นฐานดีสุดจะได้คิวแรกเสมอครับ

 

ผมมักแนะนำกระจายลงทุน (Asset Allocation) ผ่านการจัดพอร์ตแบบ Core & Satellite Portfolio (สูตรปลอดภัยเสี่ยงต่ำ 80:20)

 

โดย Core Portfolio หรือพอร์ตหลักที่กระจายความเสี่ยงครอบคลุมทั้งในแง่ของสินทรัพย์ที่หลากหลายและภูมิภาค เช่น หุ้นทั่วโลกร่วมกับพันธบัตรและตราสารหนี้คุณภาพ ซึ่งจะให้น้ำหนักกับตลาดหลักของโลก อย่างสหรัฐฯ ญี่ปุ่น ยุโรป จีน เพื่อให้พอร์ตค่อยๆ สร้างผลตอบแทนเติบโตอย่างมั่นคงก่อน

 

หลังจากนั้น ค่อยคว้าโอกาสเพิ่มผ่าน Satellite Portfolio หรือพอร์ตรอง ที่ลงทุนในกลุ่มที่เน้นโอกาสเติบโตสูงในช่วงนี้อย่างกลุ่มเทคโนโลยี AI เซมิคอนดักเตอร์ หรือกลุ่มประเทศที่เติบโตสูง อย่าง อินเดีย เวียดนาม หรือจะเป็นการลงทุนในธีมเมกะเทรนด์ต่างๆ เช่น หุ้นเทคฯ จีน พลังงานสะอาดจีน EV เฮลท์แคร์ เป็นต้น

 

ทั้งนี้ พอร์ตรองแนะนำว่า ไม่ควรให้น้ำหนักลงทุนเกิน 50% ของพอร์ตรวม เนื่องจากหากพอร์ตรองเสียหายหนัก อย่างน้อยยังมีพอร์ตหลักเป็นกันชนสร้างผลตอบแทนได้ต่อเนื่อง

 

อีกกลยุทธ์ที่สำคัญ ‘DCA’ (Dollar Cost Averaging) หรือการทยอยเพิ่มทุนสม่ำเสมอ จะยิ่งเพิ่มความได้เปรียบ เพราะสามารถสะสมหุ้นได้มากขึ้น เท่ากับเพิ่มโอกาสทำกำไรในระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงตลาดปรับฐานแต่แนวโน้มระยะยาวยังดี การ DCA อย่างต่อเนื่องจะทำให้พอร์ตชนะความผันผวนของตลาดในช่วงนั้นๆ ครับ

 

‘Rebalance’ หรือปรับสมดุลพอร์ต เป็นอีกสิ่งสำคัญของนักลงทุนต้องทบทวนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเช็คสุขภาพพอร์ต ตรวจน้ำหนักสัดส่วนลงทุนยังอยู่ในกรอบเป้าหมายที่ตั้งไว้หรือไม่

 

ผมขอยกตัวอย่างการช่วงที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นแรง ทำให้หุ้นสหรัฐฯ ที่ถือในพอร์ตมีน้ำหนักเกินสัดส่วนที่กำหนดไว้ และมีกำไรมากกว่า 5-10% แนะนำให้ขายหุ้นบางส่วนเพื่อทำกำไรและนำเงินพักในพันธบัตรรับดอกเบี้ย เพื่อรอจังหวะเข้าลงทุนในหุ้นหรือสินทรัพย์คุณภาพ ราคาถูกในรอบใหม่ ในทางกลับกัน จังหวะตลาดหุ้นปรับตัวลงแรง สามารถโยกเงินจากพันธบัตรเข้าลงทุนในหุ้นดีที่เล็งไว้ เช่น หุ้นเทคฯ จีนที่ราคายังถูกกว่าหุ้นสหรัฐฯ เป็นต้น

 

โลกลงทุนในวันนี้ ความจริงที่ต้องยอมรับคือ ไม่มีใครเดาจังหวะตลาดได้แม่นยำ 100% หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่เลือกหุ้นเก่งแล้ว แต่คือการจัดพอร์ตให้แกร่ง เป็นสิ่งเดียวที่เราสามารถควบคุมได้เพื่อให้พอร์ตเติบโตในระยะยาวฝ่าทุกความผันผวนหรือวิกฤติต่างๆไปได้

 

การใช้ ‘เงินทำงาน’ ให้ถูกที่ถูกทางเป็นระยะเวลานาน พอร์ตของคุณจะมั่งคั่งเป็นหลักล้านได้อย่างยั่งยืน พร้อมรองรับชีวิตอิสระทางการเงินของคุณได้เร็วขึ้น โดยไม่ต้องรอถึงวัยเกษียณครับ

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories