รถไฟความเร็วสูงในจีนนอกจากจะใช้เพื่อการขนส่งผู้คนและสินค้าแล้ว ในแง่ของสัญลักษณ์ยังเป็นการแสดงถึงอำนาจทางเศรษฐกิจ ความทะเยอทะยาน ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัย และยังสะท้อนให้เห็นถึงความเจริญและการประกาศตัวเป็นประเทศมหาอำนาจ เช่นเดียวกับรถไฟชินคันเซ็นในช่วงทศวรรษ 1960 ที่เคยประกาศความยิ่งใหญ่ให้กับญี่ปุ่น
ประเด็นสำคัญ
26 ปี จากศูนย์ถึงเครือข่ายรถไฟความเร็วสูงที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ย้อนกลับไปก่อนยุค Y2K (ปี 2000) ประชากรจีนยังใช้บริการรถไฟธรรมดาที่ให้ความรู้สึก “ถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง” แต่เส้นทางปักกิ่ง-กว่างโจวเป็นหนึ่งในเส้นทางที่สะท้อนให้เห็นภาพการเดินทางที่เปลี่ยนแปลงของอดีตกับปัจจุบันได้เป็นอย่างดี โดยทางรถไฟจากเหนือสู่ใต้ที่มีระยะทางกว่า 2,200 กิโลเมตรนี้ จากที่เคยใช้เวลา 30-40 ชั่วโมงในวันนั้น กลับกลายมาเป็น “ทริปคืนเดียว” ตามคอนเซ็ปต์ “นอนจากสถานีต้นทางและตื่นที่สถานีปลายทาง” (Sleep and Arrive) ในวันนี้
ตั้งแต่ปี 2000 จีนเริ่มวางแผนการสร้างเครือข่ายรถไฟความเร็วสูงในยุคของประธานาธิบดี หูจิ่นเทา โดยการเปิดประมูลโครงการรถไฟความเร็วสูงขนาดใหญ่ให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่น เยอรมนี ฝรั่งเศส และแคนาดา ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าบริษัทเหล่านั้นต้องมาเป็นบริษัทร่วมทุนและถ่ายทอดเทคโนโลยีทั้งหมดให้กับวิศวกรจีน
ภายในเวลา 3-5 ปี จีนได้รถไฟความเร็วสูงรุ่นแรกที่ชื่อว่า “เหอเสีย” (和谐号) ที่แปลว่า “สามัคคี” เพราะเทคโนโลยีของรถไฟความเร็วสูงรุ่นนี้คือการดึงเอาความโดดเด่นจากของทุกประเทศที่เป็นคู่ค้ามารวมอยู่ในรถไฟความเร็วสูงรุ่นนี้และเริ่มเดินรถในปี 2007
จนถึงปี 2008 จีนได้เปิดตัวรถไฟความเร็วสูงสายแรก ปักกิ่ง-เทียนจิน ต้อนรับโอลิมปิกปักกิ่ง เป็นรถไฟความเร็วสูงที่ให้บริการเชิงพาณิชย์สายแรกที่วิศวกรจีนนำเทคโนโลยีของประเทศร่วมค้ามาพัฒนาต่อยอดและสามารถทำความเร็วได้ถึง 350 กม./ชม.
หลังจากนั้นในปี 2017 จีนได้เปิดตัวรถไฟความเร็วสูงรุ่น “ฟู่ซิง” (复兴号) ที่เป็นเทคโนโลยีจีนแท้ 100% และใช้มาจนถึงปัจจุบัน นอกจากจะให้บริการอำนวยความสะดวกทั้งส่งคนและส่งของแล้ว เทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูง “ฟู่ซิง” ยังกลายเป็นสินค้าส่งออกของจีนไปยังประเทศต่างๆ เช่น อินโดนีเซีย สปป.ลาว เซอร์เบีย ฮังการี เป็นต้น
ความยิ่งใหญ่ที่สะดวก รวดเร็ว ทางเลือกใหม่และราคาที่จับต้องได้
มาร์ค สมิธ (Mark Smith) อดีตผู้จัดการสถานีรถไฟในลอนดอนและผู้เชี่ยวชาญด้านการเดินทางด้วยรถไฟที่มีชื่อเสียงระดับโลก เจ้าของเว็บไซต์ The Man in Seat 61 เคยพูดถึงรถไฟความเร็วสูงในจีนว่า “คนจีนสร้างเครือข่ายรถไฟความเร็วสูงขนาดใหญ่แบบที่ไม่เคยมีมาก่อน – หลายครั้งที่เดินทางได้เร็วกว่าและแน่นอนกว่าเที่ยวบินภายในประเทศ”
รถไฟความเร็วสูงของจีนมีจำนวนสถานีอยู่กว่า 1,300 แห่งทั่วประเทศ ครอบคลุม 95% ของเมืองในประเทศจีน ตามนโยบาย 1 เมืองใหญ่ (มีประชากร 5 แสน – 1 ล้านคนขึ้นไป) ต้องมีอย่างน้อย 1 สถานี แต่หากเป็นเมืองระดับมหานครอย่างปักกิ่งหรือเซี่ยงไฮ้ก็จะมีมากกว่า 1 สถานี แบ่งตามทิศและเส้นทางเดินรถ
ในแต่ละวันจะมีการเดินรถอยู่ที่กว่า 10,000 ขบวน และขนส่งผู้โดยสารกว่า 11-16 ล้านคน ราคาตั๋วต่ำที่สุดอยู่ที่ประมาณ 10 หยวน ต่อเที่ยว (ที่มีระยะทางน้อยกว่า 50 กิโลเมตร)
ปัจจุบันรถไฟความเร็วสูงของจีนมีระยะทางรวม 50,400 กิโลเมตร หากนำมาเรียงต่อกันสามารถวิ่งรอบโลกได้ 1 รอบกว่าๆ และมีนโยบายที่จะสร้างเพิ่มจนถึง 70,000 กิโลเมตรภายในปี 2035
ด้วยความเร็วสูงสุด 350-400 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในหลายเส้นทาง รถไฟความเร็วสูงจึงเป็นตัวเลือกที่ดีในการเดินทางระหว่างเมืองหรือต่างมณฑล ลดการผูกขาดของสายการบิน รวมถึงเพิ่มความสะดวกสบายในการเข้าสู่ตัวเมืองที่มากกว่าในขณะที่ราคาก็มีความใกล้เคียงกัน เช่น เส้นทางปักกิ่ง-เซี่ยงไฮ้ ตั๋วรถไฟความเร็วสูงและตั๋วเครื่องบินชั้นประหยัดจะมีราคาที่เกือบจะเท่ากัน เมื่อรวมเวลาเช็กอินของสายการบิน และระยะทางจากสนามบินเข้าเมืองก็จะใกล้เคียงกับเวลาของรถไฟความเร็วสูง แต่รถไฟความเร็วสูงจะมีที่นั่งที่สบายกว่า สามารถลุกขึ้นเปลี่ยนอิริยาบถและเล่นอินเทอร์เนตได้ จึงเป็นทางเลือกที่คนจีนส่วนใหญ่นิยมใช้เดินทางโดยเฉพาะในช่วงเทศกาล
ปัจจุบันการซื้อตั๋วและตรวจตั๋วของรถไฟความเร็วสูงในจีนเป็นระบบดิจิทัล 100% ผู้โดยสารสามารถจองตั๋วผ่านแอปพลิเคชัน 12306 ของการรถไฟจีน หรือ mini program ในแอปพลิเคชัน WeChat/Alipay ได้ล่วงหน้าเป็นเวลา 7 วัน เพียงแค่ใช้บัตรประชาชน หรือหนังสือเดินทาง (สำหรับคนต่างชาติ) ก็สามารถสแกนผ่านประตูอัตโนมัติเพื่อขึ้นรถไฟได้โดยไม่ต้องพิมพ์ตั๋วออกมา
นอกจากนั้นในปี 2025 รถไฟความเร็วสูงของจีนยังได้เพิ่มบริการรับจ้างคนขนสัมภาระ (轻装行) จากหน้าประตูบ้านถึงตู้โดยสาร และขนส่งสัตว์เลี้ยงที่มีเจ้าของไปด้วย หรือสัตว์เลี้ยงเดินทางเองด้วยกรงพิเศษ
หนี้สิน อุปทาน และความทะเยอทะยานที่มากเกินไป
การเติบโตแบบก้าวกระโดดของรถไฟความเร็วสูงจีนมาพร้อมกับการสร้างภาระหนี้ก้อนโตให้กับกลุ่มการรถไฟจีนที่ตั้งเป้าหมายไว้สูง แต่ไม่สัมพันธ์กับตัวเลขผู้ใช้บริการจริง เส้นทางเดินรถที่แม้จะครอบคลุมเกือบทั้งประเทศแต่มีเพียง 5% ของเส้นทางทั้งหมดที่สร้างรายได้ ปัจจุบันการรถไฟจีนมียอดหนี้สินรวมอยู่ที่ 6.2 ล้านล้านหยวน หรือประมาณ 4% ของ GDP รวมทั้งประเทศ
ในอดีตปัญหาการเติบโตที่เร็วเกินไปของเส้นทางรถไฟความเร็วสูงจีนเป็นเหตุให้เกิดโศกนาฏกรรมที่เมืองเวินโจวในเดือนกรกฎาคม ปี 2011 เนื่องจากการละเลยเรื่องความปลอดภัยทำให้รถไฟสองขบวนชนกันและตกรางมีผู้เสียชีวิต 40 ราย และบาดเจ็บเกือบ 200 คน
จากเหตุการณ์ในครั้งนั้นจีนได้ปรับปรุงระบบความปลอดภัยของรถไฟความเร็วสูงครั้งใหญ่ทำให้รถไฟความเร็วสูงของจีนได้ชื่อว่าปลอดภัยเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แต่การขยายตัวที่มากเกินไปและเร็วเกินไป โดยเฉพาะในยุคของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ที่เส้นทางรถไฟความเร็วสูงกลายเป็นตัวชี้วัดผลงานของรัฐบาลท้องถิ่นโดยที่ไม่ได้คำนึงถึงความจำเป็น หรือความต้องการที่แท้จริง เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด แต่ไม่ยอมรับและยังคงดึงดันที่จะทำต่อก็เป็นเรื่องที่น่ากลัวเช่นกัน
ทุกวันนี้มีเพียงเส้นทางจากมหานครใหญ่อย่างปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และกว่างโจวเท่านั้นที่สร้างรายได้และเป็นผู้แบกรับค่าใช้จ่ายทั้งโครงข่ายรถไฟความเร็วสูงในจีน
ภาพของสถานีรถไฟความเร็วสูงที่ร้างอยู่กลางทุ่งนา อยู่ในพื้นที่ทะเลทราย หรือกลางหิมะที่มีผู้ใช้บริการไม่ถึง 30% ทำให้ในช่วงปีที่ผ่านมารัฐบาลจีนต้องชะลอความไวแบบจีนลงโดยสั่งให้ทบทวนโครงการรถไฟความเร็วสูงระยะไกลที่อาจไม่ก่อให้เกิดรายได้ก่อนที่การรถไฟจีนจะมีหนี้มากไปกว่านี้
อ้างอิง:


