วานนี้ (22 กรกฎาคม) ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (ดินแดง) การประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยที่สาม (ครั้งที่ 1) โดยมี ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ประธานสภากรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุม ได้มีการพิจารณาญัตติสำคัญเกี่ยวกับการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของอาคารและสถานประกอบการ เพื่อป้องกันอัคคีภัยและรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
ญัตติดังกล่าวเสนอโดย วิพุธ ศรีวะอุไร ส.ก. เขตบางรัก และ ณพวิทย์ วงศ์อารีย์ ส.ก. เขตหลักสี่ ซึ่งประธานสภาฯ ได้ให้พิจารณาควบรวมในคราวเดียวกันเนื่องจากมีเนื้อหาที่สอดคล้องกัน
ในการอภิปราย วิพุธ ได้ตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายควบคุมอาคารของกรุงเทพมหานคร โดยระบุว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่การขาดแคลนกฎหมาย แต่อยู่ที่ความหย่อนยานในการบังคับใช้ โดยเฉพาะการใช้อาคารผิดประเภทและทางหนีไฟที่ไม่ได้มาตรฐาน พร้อมเสนอให้ยกระดับการตรวจสอบเชิงรุกและพัฒนาฐานข้อมูลกลาง
ด้าน ณพวิทย์ ได้กล่าวไว้อาลัยต่อผู้เสียชีวิต 34 รายจากเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว พร้อมวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐและฝ่ายบริหารที่ปล่อยให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอย โดยชี้ให้เห็นถึงปัญหาการเลี่ยงกฎหมายโซนนิ่ง ที่ผู้ประกอบการมักจดทะเบียนเป็นร้านอาหารแต่เปิดให้บริการในลักษณะสถานบริการ พร้อมตั้งคำถามถึงความเข้มงวดในการตรวจสอบตลอด 4 ปีที่ผ่านมาของฝ่ายบริหาร
นอกจากนี้ สมาชิกสภากรุงเทพมหานครท่านอื่น ๆ ได้ร่วมเสนอแนะมาตรการเพิ่มเติมอย่างกว้างขวาง อาทิ:
- สุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา (เขตลาดกระบัง): เสนอให้เพิ่มการตรวจสอบมลพิษทางเสียงจากสถานประกอบการที่กระทบต่อชุมชน
- กิตติพงศ์ รวยฟูพันธ์ (เขตทุ่งครุ): เสนอมาตรการสุ่มตรวจโดยไม่แจ้งล่วงหน้า และการติดสติกเกอร์แยกประเภทสถานประกอบการให้ชัดเจน
- ภัคญดา อำนวยเดชกร (เขตวัฒนา): เสนอให้ยุบรวมการขออนุญาตเป็นรูปแบบ One-Stop Service เพื่อลดความซ้ำซ้อน
- ส.ก. เขตอื่น ๆ (พระนคร, สายไหม, สาทร, มีนบุรี): เน้นย้ำถึงการกวดขันอาคารเก่า อาคารสูง และความพร้อมของอุปกรณ์ฉุกเฉินในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เช่น ถนนข้าวสาร
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมว่า ปัจจุบันสถานประกอบการส่วนใหญ่ตั้งอยู่นอกเขตโซนนิ่งสถานบริการ จึงเลี่ยงไปขอใบอนุญาตร้านอาหารพ่วงการแสดงดนตรีและจำหน่ายสุรา ทำให้กรุงเทพมหานครต้องใช้ พ.ร.บ.การสาธารณสุข ในการตรวจสอบ ซึ่งมีเกณฑ์ที่ไม่ได้เข้มงวดเท่ากับกฎหมายสถานบริการโดยตรง
สำหรับความคืบหน้าเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ชัชชาติระบุว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ต้นเพลิงเกิดจากการปะทุบริเวณสายไฟเหนือฝ้าเพดาน ซึ่งมีการฉีดโฟมโพลียูรีเทน (PU Foam) ซ่อนอยู่ด้านหลังแผ่นยิปซัมทนไฟ ทำให้ยากต่อการมองเห็นและตรวจสอบจากภายนอก
ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวย้ำว่า ฝ่ายบริหารเตรียมปรับมาตรการตรวจสอบให้เข้มข้นขึ้น โดยจะนำมาตรฐานของสถานบริการมาปรับใช้กับร้านอาหารที่มีความเสี่ยง รวมถึงจะเพิ่มรอบการสุ่มตรวจโดยไม่แจ้งล่วงหน้า ให้มากขึ้น ควบคู่ไปกับการตรวจตามวงรอบที่ต้องแจ้งล่วงหน้าเพื่อให้ผู้ประกอบการเตรียมเอกสารรับรองทางวิศวกรรม หากพบการกระทำผิดจะดำเนินการขั้นเด็ดขาด ไปจนถึงการเพิกถอนใบอนุญาต
ขณะที่ พรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวเสริมว่า กทม. จะทลายการทำงานแบบไซโล เพื่อบูรณาการข้อมูลร่วมกันทุกหน่วยงาน พร้อมจัดทำคู่มือและจัดการอบรมให้แก่ผู้ประกอบการ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง
ในท้ายที่สุด ที่ประชุมสภากรุงเทพมหานครมีมติเห็นชอบญัตติทั้ง 2 เรื่องอย่างเป็นเอกฉันท์ และได้ส่งมอบให้ฝ่ายบริหารรับไปดำเนินการแก้ไขปัญหาเชิงรุกต่อไป


