วันนี้ (24 กันยายน) ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ ประธานกรรมการบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (KT) แถลงภาพรวมการดำเนินงานในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาภาระหนี้สินค้างเก่าของกรุงเทพมหานคร พร้อมวางทิศทางยุทธศาสตร์สู่ปี 2570 เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการขับเคลื่อนโครงการใหม่ โดยศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริษัทต่ออีกวาระหนึ่ง
ภารกิจสำคัญด้านระบบขนส่งมวลชน KT ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากสภากรุงเทพมหานคร เพื่อจัดการภาระหนี้สินค้างเก่าของรถไฟฟ้าสายสีเขียว ทั้งค่าระบบ ฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ รวมประมาณ 58,000 ล้านบาท ส่งผลให้ข้อพิพาททางคดีความได้ข้อยุติ นอกจากนี้ บริษัทตัดสินใจชะลอการสั่งซื้อขบวนรถไฟฟ้าเพิ่มเติม เนื่องจากพฤติกรรมการเดินทางของผู้โดยสารเปลี่ยนไปหลังวิกฤตโควิด-19 ทำให้ปริมาณผู้โดยสารยังไม่ฟื้นตัว การเพิ่มขบวนรถจึงเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่คุ้มค่า
ปัจจุบัน KT เตรียมดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี ในการโอนกรรมสิทธิ์การเดินรถและจัดเก็บค่าโดยสารของรถไฟฟ้าสายสีเขียวและสายสีทองไปอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ซึ่งจะช่วยลดภาระงบประมาณอุดหนุนของ กทม. ได้ถึงปีละประมาณ 4,000 ล้านบาท โดยในส่วนของสายสีทองได้ยุติคดีความและชำระหนี้ค้างเก่ากับทาง BTS เรียบร้อยแล้ว
สำหรับโครงการโรงกำจัดขยะมูลฝอยอ่อนนุช ขนาด 800 ตัน บริษัทได้ปรับปรุงโรงงานเป็นระบบปิด 100% (Negative Pressure) ติดตั้งระบบประตูสองชั้น และนำเครื่องวัดกลิ่นทางวิทยาศาสตร์ (ONS) เข้ามาติดตามผล จนสามารถแก้ปัญหากลิ่นรบกวนและได้รับอนุญาตให้กลับมาเปิดดำเนินการ
อย่างไรก็ตาม ปริมาณขยะที่เข้าสู่ระบบจริงในปัจจุบันอยู่ที่ 300–400 ตันต่อวัน (คาดการณ์สูงสุด 600 ตันต่อวัน) คณะกรรมการบริษัทจึงมอบหมายให้ MD คนใหม่ เร่งเจรจาปรับโครงสร้างหนี้เงินกู้โครงการ ซึ่งมียอดคงค้างประมาณ 1,600 ล้านบาท ให้สอดคล้องกับฐานรายได้จริงที่เกิดขึ้น
โครงการรถประจำทางด่วนพิเศษ (BRT) ได้ปรับเปลี่ยนมาใช้รถพลังงานไฟฟ้า (EV) 100% โดย KT ทำหน้าที่สนับสนุนสถานีอัดประจุไฟฟ้า ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายให้ กทม. ได้ร้อยละ 20 และมีแผนเปิดให้บริการแก่ประชาชนทั่วไป ส่วนโครงการท่อสายสื่อสารใต้ดิน ได้บรรลุข้อตกลงเจรจาลดหนี้กับคู่สัญญารายแรกแล้ว ขณะที่รายที่สองอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นศาล
ด้านการยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาล KT ได้ปรับมาใช้มาตรฐานบัญชีสำหรับกิจการที่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (PIE) เข้าร่วมเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชันภาคเอกชน (CAC) และเข้ารับการประเมินความโปร่งใส (ITA) พร้อมทั้งพัฒนานวัตกรรมระบบ AI สำหรับประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เป็นรายแรก เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันทางธุรกิจในอนาคต


