วันนี้ (30 กันยายน) สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ออกประกาศฉบับที่ 8/2569 เรื่อง เฝ้าระวังผลกระทบจากการปรับระบายน้ำของเขื่อนเจ้าพระยา ภายหลังจากการติดตามสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิด พบว่าปัจจุบันมีปริมาณน้ำไหลผ่านสถานี C.2 อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ในอัตรา 2,326 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ประกอบกับมีมวลน้ำจากแม่น้ำสะแกกรังและลำน้ำสาขาสมทบอีกประมาณ 400 – 600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
จากพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่าจะมีฝนตกหนักในพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลาง ในช่วงวันที่ 30 กันยายน – 4 ตุลาคม 2569 ซึ่งจะส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาอย่างต่อเนื่อง โดยกรมชลประทานประเมินว่าปริมาณน้ำไหลผ่านจังหวัดนครสวรรค์ ที่สถานี C.2 จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอยู่ในเกณฑ์ 2,700 – 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
เพื่อเป็นการรับมือกับปริมาณน้ำดังกล่าว สทนช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้วางแนวทางบริหารจัดการน้ำ โดยใช้ระบบชลประทานดึงน้ำเข้าคลองทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาให้ได้มากที่สุดตามศักยภาพ พร้อมกับปรับการระบายน้ำของเขื่อนเจ้าพระยาในรูปแบบขั้นบันได ในอัตราไม่เกิน 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อควบคุมความเสียหายของพื้นที่ทั้งเหนือเขื่อนและใต้เขื่อนให้น้อยที่สุด ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะส่งผลให้ระดับน้ำบริเวณท้ายเขื่อนเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 20 – 60 เซนติเมตร
จากการประเมินสถานการณ์ระดับน้ำที่จะเพิ่มสูงขึ้น สทนช. ได้กำหนดพื้นที่เสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังผลกระทบอย่างใกล้ชิด ครอบคลุมพื้นที่ริมแม่น้ำใน 6 จังหวัด ได้แก่
- จังหวัดชัยนาท: อำเภอสรรพยา
- จังหวัดสิงห์บุรี: อำเภอพรหมบุรี, เมืองสิงห์บุรี และอินทร์บุรี
- จังหวัดอ่างทอง: อำเภอเมืองอ่างทอง, ไชโย, ป่าโมก และวิเศษชัยชาญ
- จังหวัดพระนครศรีอยุธยา: อำเภอบางซ้าย, เสนา, ผักไห่, บางบาล, พระนครศรีอยุธยา, บางปะอิน, ลาดบัวหลวง และบางไทร
- จังหวัดปทุมธานี: อำเภอสามโคก และเมืองปทุมธานี
- จังหวัดนนทบุรี: อำเภอเมืองนนทบุรี, บางกรวย และปากเกร็ด
ทั้งนี้ สทนช. ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำหลากอย่างเร่งด่วน โดยให้เร่งตรวจสอบ ซ่อมแซมแนวคันดินบริเวณริมแม่น้ำ กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ และปรับแผนการบริหารจัดการน้ำในแหล่งเก็บกักน้ำทุกขนาดให้สอดคล้องกันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ควบคู่กับการพิจารณาอิทธิพลของการขึ้น-ลงของน้ำทะเล เพื่อเร่งระบายและพร่องน้ำรองรับสถานการณ์ฝนตกหนัก
นอกจากนี้ ขอให้ทุกหน่วยงานเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรและเครื่องจักรเครื่องมือเพื่อให้ความช่วยเหลือได้ทันที พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนสถานการณ์น้ำล่วงหน้า เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบสามารถเตรียมความพร้อมในการอพยพได้อย่างทันท่วงทีหากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน


