The Secret Sauce ชวนเจาะลึกบทเรียน 4 ปีของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ บทสนทนาที่สะท้อนการทำงานจริงตั้งแต่การใช้แอปพลิเคชันแก้ปัญหาเส้นเลือดฝอยเพื่อดึงความไว้วางใจจากประชาชนกลับมา การแบกรับข้อจำกัดเรื่องหนี้มหาศาล ไปจนถึงเป้าหมายปี 2030 ที่ต้องเร่งเพิ่มผลิตภาพของเมืองเพื่อดึงดูดคนเก่ง และสร้างกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองแห่งโอกาสและความหวังของทุกคน
🟡 ผลงาน 4 ปี กทม. ยุคชัชชาติ สอบผ่านเรื่องอะไรบ้าง
จุดแข็งของการเริ่มต้นทำงานคือการมีกลยุทธ์และแผนปฏิบัติการกว่า 244 แผนที่ชัดเจนตั้งแต่วันแรก ทำให้ทุกคนสามารถทำงานประสานกันเป็นโน้ตเดียวกัน แต่สิ่งที่สร้างความภูมิใจและเปลี่ยนระบบราชการได้จริงคือแอปพลิเคชัน Traffy Fondue ที่พลิกวิธีการทำงาน จากเจ้าหน้าที่ที่ต้องหันหน้าให้ผู้ว่าฯ กลายเป็นหันหน้าให้ประชาชนแทน สถิติการร้องเรียนกว่า 1.3 ล้านเรื่องที่เข้ามา ไม่ใช่เพราะคนเกลียดชัง แต่คุณชัชชาติมองว่านั่นคือความไว้ใจ เพราะถ้าเขาไม่ไว้ใจเรา เขาคงไม่ยกโทรศัพท์มาแจ้งเป็นล้านครั้ง
นอกจากนี้ ปัญหาอย่างน้ำท่วมก็ถูกจัดการด้วยวิทยาศาสตร์ จากเดิมที่มีจุดเสี่ยง 13 จุด ก็นำข้อมูลมาพล็อตแผนที่จนพบจุดเสี่ยงจริง 737 จุดและทยอยแก้ปัญหาเส้นเลือดฝอย ส่วนเรื่องฝุ่นก็แก้ด้วยการลงพื้นที่คุยกับจังหวัดใกล้เคียง และซื้อเครื่องอัดฟางให้ชาวนาใน กทม. ใช้ฟรีจนสถิติการเผานาในพื้นที่เป็นศูนย์ แม้จะต้องทำงานภายใต้ข้อจำกัดของภาระหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียวกว่า 60,000 ล้านบาทที่ต้องจ่ายตามคำสั่งศาลก็ตาม
🟡 กทม. กับการจ่ายหนี้ BTS มอบบทเรียนอะไร
หนึ่งในเรื่องที่สร้างความหนักใจและเป็นความท้าทายที่สุดตลอด 4 ปีคือมหากาพย์หนี้รถไฟฟ้า BTS กว่า 60,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นภาระผูกพันทางการเงินมหาศาลที่สะสมมาจากผู้บริหารชุดก่อนหน้า การทำสัญญาล่วงหน้าจ้างเดินรถยาวไปจนถึงปี 2585 ทำให้ กทม. ต้องแบกรับส่วนต่างขาดทุนปีละกว่า 4,000 ล้านบาท
ความเจ็บปวดของการต้องจ่ายเงินก้อนนี้ คือการสูญเสียค่าเสียโอกาสมหาศาล เพราะเม็ดเงินระดับนี้สามารถเนรมิตโรงพยาบาลได้เป็นสิบแห่ง สร้างโรงเรียนใหม่ หรือพัฒนาระบบรถเมล์ได้อีกมากมาย ทว่าเมื่อมันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ วิธีแก้ปัญหาของคุณชัชชาติคือการหันมาจัดเก็บรายได้ให้เข้มข้นขึ้น ทั้งภาษีโรงเรือนและภาษีป้าย รวมถึงการประหยัดงบประมาณผ่านการประมูลที่โปร่งใส เพื่อให้มีเงินเหลือเก็บไหลลงในตุ่มเงินสะสม สำหรับเตรียมนำไปโปะหนี้ก้อนโตนี้
🟡 ทำไมผู้นำต้องฟังคำด่า และหาทางออก
การลงพื้นที่ทำงานจริงทำให้ต้องเผชิญกับแรงปะทะอยู่ตลอดเวลา มีเหตุการณ์หนึ่งที่คุณชัชชาติไปดูปัญหาน้ำท่วม แล้วมีผู้ชายขี่มอเตอร์ไซค์พาลูกมายืนด่าว่าน้ำท่วมมากี่ปีแล้วไม่เคยมาแก้ไข
วิธีรับมือในฐานะผู้นำคือการไม่ตัดสินว่าคนที่มาด่าคือคนของฝั่งการเมืองที่มาดิสเครดิต แต่มองตามจริงว่าเขามาเพราะเขาเดือดร้อนจริงๆ การมองเห็นความโกรธเป็นความเดือดร้อน นำไปสู่การลงไปแก้ปัญหาตรงนั้นถึง 8 โครงการ
เมื่อถูกถามว่ายังสนุกกับการทำงานอยู่ไหม คำตอบคือการได้ตื่นเช้าออกไปวิ่ง ได้เจอคนกวาดถนน คนเก็บขยะ หรือการได้แก้ปัญหาเล็กๆ อย่างน้ำท่วมหรือติดไฟหน้าบ้านให้ชาวบ้าน สิ่งเหล่านี้คือความสนุกที่ได้เห็นคนมีชีวิตที่ดีขึ้น
🟡 ทำไมแก้ปัญหาเมือง ถึงต้องยอมทิ้งผลงานฉาบฉวย
มีเสียงวิจารณ์ว่า 4 ปีที่ผ่านมา กทม. ทำแต่เรื่องเส้นเลือดฝอยและไม่มีเมกะโปรเจกต์ใหญ่ๆ ให้เห็น คุณชัชชาติอธิบายว่าโครงการใหญ่อย่างโรงพยาบาลหรืออุโมงค์ระบายน้ำก็ยังเดินหน้าอยู่ แต่ที่ผ่านมาเมืองละเลยปัญหาเส้นเลือดฝอยไปมาก ยิ่งไปกว่านั้น การแก้ปัญหาที่ลึกที่สุดอย่างเรื่องการศึกษาและสาธารณสุขเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา คุณชัชชาติเปรียบเทียบให้ฟังอย่างเห็นภาพว่า การทำถนน 1 กิโลเมตรก็ได้ถนน 1 กิโลเมตรให้เห็นทันที แต่การศึกษาและสาธารณสุขเหมือนกับการหว่านเมล็ดพันธุ์ลงไป แล้วต้องรอให้มันค่อยๆ เติบโต การทำงานเหล่านี้จึงต้องอาศัยการทำโครงการต้นแบบให้สำเร็จ ก่อนจะนำไปขยายผลในอนาคต
🟡 เป้าหมายกรุงเทพฯ 2030 มีอะไรที่ต้องจับตา
เมื่อมองไปถึง 4 ปีข้างหน้า คุณชัชชาติมองว่านี่คือช่วงเวลาที่เมืองกำลังจะเติบโตแบบก้าวกระโดด การแข่งขันของเมืองคือการแข่งเรื่องตลาดแรงงาน เมืองต้องดึงดูดคนเก่งหรือทาเลนต์เอาไว้ให้ได้ด้วยการใช้เทคโนโลยีมาเพิ่ม Productivity โดยมีแผนงานสำคัญที่เตรียมขับเคลื่อนต่อดังนี้
🔸 สร้างแลนด์มาร์กใหม่ของเมืองที่เป็นสเกลมนุษย์ เช่น สะพานคนเดินข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่ได้แรงบันดาลใจจากลอนดอน หรือการทำดาดฟ้าศูนย์ราชการฝั่งธนบุรีให้เป็นพื้นที่สาธารณะและให้หาบเร่แผงลอยขึ้นไปขายของได้
🔸 ขยายผลหรือสเกลอัปโครงการต้นแบบที่ทำไว้แล้ว เช่น ห้องเรียนดิจิทัลและระบบสาธารณสุข เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้ครอบคลุม
🔸 พัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ เชื่อมโยงรถเมล์ EV เข้ากับรถไฟฟ้า และใช้ AI ควบคุมไฟจราจร โดยเปลี่ยนโฟกัสจากการแก้รถติด เป็นการจัดการการเคลื่อนที่ (Mobility) ของคนเมืองให้ดีขึ้น
คุณชัชชาติสรุปเป้าหมายการทำงานไว้ด้วยคีย์เวิร์ด 3 คำคือ ‘ความสุข โอกาส และความหวัง’ ช่วง 4 ปีแรกคือการทำให้คนเริ่มมีความสุขกับพื้นที่สีเขียวและทางเท้าที่ดีขึ้น สเต็ปต่อไปคือการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ทุกคนอย่างเท่าเทียม และให้ความหวังว่าเมืองนี้ยังไปต่อได้ด้วยระบบที่โปร่งใสและไว้ใจได้
เพราะการพัฒนาเมืองจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากหวังพึ่งแค่ กทม. เพียงฝ่ายเดียว เมืองคือคน คนคือเมือง ทุกภาคส่วนจึงต้องร่วมมือกันเดินหน้าต่อไป


