เครือเซ็นทาราระบุว่า โรงแรมใหม่ 2 แห่งในมัลดีฟส์ทำกำไรจากการดำเนินงาน (EBIT) กลับมาเป็นบวกตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2568 และคาดว่าจะหนุนรายได้ปีนี้เพิ่มขึ้นราว 900 ล้านบาท
ธีระยุทธ จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา ระบุว่า เซ็นทารามั่นใจในการพลิกฟื้นธุรกิจมัลดีฟส์ตลอดทั้งปี 2569 หลังเริ่มเห็น EBIT กลับมาเป็นบวกตั้งแต่ปลายไตรมาส 4 ปี 2568 และส่งผลดีต่อเนื่องมาจนถึงปีนี้
พอร์ตมัลดีฟส์รอบ 6 เดือน ปี 2569 RevPAR โต 61% เทียบปีก่อน
ผลการดำเนินงานของพอร์ตมัลดีฟส์ในรอบ 6 เดือน ปี 2569 ปรับตัวดีขึ้น โดยรายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) เพิ่มขึ้น 61% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน อยู่ที่ 9,530 บาท (ในสกุลดอลลาร์สหรัฐเพิ่มขึ้น 71%) โดยราคาห้องพักเฉลี่ย (ARR) ปรับเพิ่มขึ้น 13% อยู่ที่ 14,838 บาท (ในสกุลดอลลาร์สหรัฐเพิ่มขึ้น 19%) และอัตราการเข้าพัก (OCC) เพิ่มขึ้นจาก 45% เป็น 64% ส่วนรายได้ทั้งหมดต่อห้องพักเฉลี่ย (TRevPAR) ในสกุลดอลลาร์สหรัฐ อยู่ที่ 449 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 59% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน
เมื่อแยกตามกลุ่มโรงแรม โรงแรมเดิมในพอร์ตมี RevPAR เพิ่มขึ้น 12% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน อยู่ที่ 9,571 บาท (ในสกุลดอลลาร์สหรัฐเพิ่มขึ้น 19%) จากอัตราการเข้าพักที่เพิ่มจาก 64% เป็น 77% แต่ราคาห้องพักเฉลี่ยปรับตัวลดลง 7% อยู่ที่ 12,406 บาท (ในสกุลดอลลาร์สหรัฐลดลง 1%) ขณะที่ TRevPAR ในสกุลดอลลาร์สหรัฐ อยู่ที่ 449 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 14% เทียบ 6 เดือน ปี 2568
ส่วนโรงแรมใหม่ 2 แห่ง มี RevPAR อยู่ที่ 9,494 บาท เพิ่มขึ้น 234% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน (ในสกุลดอลลาร์สหรัฐเพิ่มขึ้น 251%) โดยอัตราการเข้าพักเพิ่มจาก 23% เป็น 53% และราคาห้องพักเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 43% อยู่ที่ 17,955 บาท (ในสกุลดอลลาร์สหรัฐเพิ่มขึ้น 50%) ขณะที่ TRevPAR ในสกุลดอลลาร์อยู่ที่ 449 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 192% เทียบ 6 เดือน ปี 2568
โรงแรมใหม่เข้าสู่ช่วง ramp-up หนุนทั้งพอร์ต
การปรับตัวดีขึ้นของพอร์ตมัลดีฟส์มาจากการเติบโตของโรงแรมเดิม ประกอบกับผลประกอบการของเซ็นทารา มิราจ ลากูน มัลดีฟส์ ที่ปรับตัวดีขึ้นในช่วงเริ่มเปิดดำเนินการ (ramp-up) และผลประกอบการส่วนเพิ่มจากเซ็นทารา แกรนด์ ลากูน มัลดีฟส์ ที่เริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่เดือนเมษายน 2568
กันย์ ศรีสมพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่การเงิน และรองประธานฝ่ายการเงินและบริหารของเครือเซ็นทารา อธิบายว่า เซ็นทาราปรับแผนการขายและการตลาดใหม่ในไตรมาส 4 ปี 2568 ส่งผลให้อัตราการเข้าพักของโรงแรมระดับ 4 ดาว (เซ็นทารา มิราจ ลากูน) เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 52% ในไตรมาส 4 ปี 2568 และ 74% ในไตรมาส 1 ปี 2569 แต่ไตรมาส 2 ปี 2569 ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางทำให้อัตราการเข้าพักลดลงไป แล้วเริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2569
ขณะที่โรงแรม 5 ดาว (เซ็นทารา แกรนด์ ลากูน) อัตราการเข้าพักของโรงแรมอยู่ที่ 34% ในไตรมาส 4 ปี 2568 และเพิ่มขึ้นเป็น 57% ในไตรมาส 1 ปี 2569 แต่จากผลกระทบในภูมิภาคตะวันออกกลางทำให้อัตราการเข้าพักในไตรมาส 2 ปี 2569 ลดลงไป แล้วเริ่มฟื้นตัวขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2569
อีกแรงขับเคลื่อนสำคัญ คือ กลุ่มตัวแทนจำหน่ายซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่องทางขายหลักของเซ็นทาราในมัลดีฟส์ ที่เข้ามาทำตลาดเต็มที่หลังการก่อสร้างรีสอร์ททั้งสองแห่งเสร็จสมบูรณ์
จุดได้เปรียบทางการแข่งขันของรีสอร์ททั้ง 2 แห่ง คือ ทำเลที่ตั้งใกล้สนามบิน เดินทางถึงด้วยสปีดโบ๊ทในเวลา 30 นาที ขณะที่จุดขายที่แตกต่าง คือ สวนน้ำภายใต้แนวคิด Mirage ซึ่งเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกที่หาได้ยากในตลาดมัลดีฟส์ ช่วยขยายฐานลูกค้าจากกลุ่มคู่รักไปสู่กลุ่มครอบครัว และทำให้รีสอร์ททั้งระดับ 4 ดาวและ 5 ดาวรองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวได้เต็มรูปแบบ
ใช้ Dynamic Pricing รักษาอัตราเข้าพัก
ด้านกลยุทธ์ราคา เซ็นทาราใช้ระบบ Dynamic Pricing โดยอาศัยฐานลูกค้าจากการจองล่วงหน้าผ่านตัวแทนจำหน่ายในสัดส่วน 70-80% เพื่อรักษาระดับการเข้าพักให้คงที่ตลอดทั้งปี ก่อนนำห้องพักที่เหลือไปทำราคาผ่านช่องทางตรงในสัดส่วนราว 10% เพื่อยกระดับอัตรากำไร
สำหรับพอร์ตลูกค้าหลักของเซ็นทาราในมัลดีฟส์ ในรอบ 6 เดือน ปี 2569 ประเทศจีนถือเป็นลูกค้ากลุ่มใหญ่โดยมีสัดส่วนอยู่ที่ 16% ตามด้วยรัสเซีย 14% สหราชอาณาจักร 8% อิตาลี 7% และเยอรมัน 6%
อีกประเด็น คือ เรื่องค่าเงิน โดยธุรกิจในมัลดีฟส์ของเซ็นทารามีรายได้ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน และเงินกู้ลงทุน เป็นสกุลดอลลาร์สหรัฐทั้งหมด ทำให้การแข็งค่าหรืออ่อนค่าของเงินบาทไม่ส่งผลต่อการดำเนินงานจริง มีผลเฉพาะในขั้นตอนการแปลงตัวเลขกลับเข้าสู่งบการเงินรวมในรูปเงินบาทเท่านั้น
ตั้งเป้ารายได้มัลดีฟส์ปี 2569 โตเกินเท่าตัว
ในภาพรวมตลาดมัลดีฟส์ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในรอบ 6 ปี 2569 อยู่ที่ 1.0 ล้านคน ปรับตัวลดลง 6% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้นักท่องเที่ยวชาวสหราชอาณาจักรปรับตัวลดลง 20% และนักท่องเที่ยวชาวเยอรมันลดลง 18%
ในภาพรวมรัฐบาลมัลดีฟส์คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวในปี 2569 อยู่ที่ 2.5 ล้านคน
สำหรับแนวโน้มในปี 2569 กันย์มองว่ารายได้จากโรงแรมใหม่ทั้ง 2 แห่งในมัลดีฟส์จะเติบโตเกิน 100% เนื่องจากเป็นปีแรกที่โรงแรมใหม่ทั้งสองแห่งจะเปิดดำเนินการเต็มปี และได้แรงสนับสนุนจากกลุ่มตัวแทนจำหน่ายเข้าขับเคลื่อนเต็มที่
ยอดจองล่วงหน้าในปัจจุบันยังเติบโตต่อเนื่อง โดยยอดจองล่วงหน้าของไตรมาส 3 ปี 2569 เติบโตในระดับเลขหนึ่งหลัก ส่วนไตรมาส 4 ปี 2569 เติบโตในระดับเลขสองหลัก เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน
ทั้งนี้ เซ็นทาราตั้งเป้าอัตราการเข้าพักเฉลี่ยทั้งปีไว้อย่างระมัดระวังอยู่ที่มากกว่า 60% สำหรับโรงแรม 4 ดาว (เป้า RevPAR ที่ 267 ดอลลาร์สหรัฐ) และเกือบ 50% สำหรับโรงแรม 5 ดาว (เป้า RevPAR ที่ 342 ดอลลาร์สหรัฐ) โดยเซ็นทาราคาดว่าจะทำได้ดีกว่าเป้าที่วางไว้
ในระยะถัดไป เซ็นทาราจะให้ความสำคัญกับการบริหารโรงแรมที่มีอยู่ในมัลดีฟส์ให้เติบโตเต็มศักยภาพ พร้อมกระจายเม็ดเงินลงทุนไปยังภูมิภาคที่มีศักยภาพอื่น เช่น ญี่ปุ่นและไทย เพื่อสร้างการเติบโตที่มั่นคงต่อไป
อย่างไรก็ตามปัจจุบัน เซ็นทารามีโรงแรมในมัลดีฟส์รวม 4 แห่ง

