×

สิ่งที่ทำให้ การ์ลอส อัลการาซ กลายเป็นยุคสมัยใหม่แห่งวงการเทนนิส

08.05.2023
  • LOADING...

ชัยชนะจากศึกอันยืดเยื้อเหนือ แยน เลนนาร์ด สตรัฟฟ์ นักเทนนิสจากเยอรมนี มือ 65 ของโลก ด้วยผล 2-1 เซ็ต สกอร์ 6-4, 3-6 และ 6-3 ส่งให้ การ์รอส อัลการาซ การ์เฟีย นักเทนนิสวัย 20 ปี หมาดๆ รายนี้กลายเป็นนักเทนนิสคนที่ 2 ที่สามารถป้องกันแชมป์เทนนิส มาสเตอร์ส 1000 ที่สเปน ได้สำเร็จ ต่อจาก ราฟาเอล นาดาล นักหวดรุ่นพี่ชาวสเปน

 

นอกจากนี้ยังถือเป็นการฉลองวันเกิดของอัลการาซที่เพิ่งครบรอบ 20 ปีไปเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมาอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยการคว้าโทรฟี่ ATP ใบที่ 10 ในอาชีพไปครองด้วย

 

 

และที่สำคัญที่สุดในการจัดอันดับโลกวันจันทร์นี้ เขาจะกลับไปลุ้นในการรั้งตำแหน่งมือ 1 ของโลกอีกครั้ง หลังป้องกันคะแนนของเขาได้ทั้ง 1,000 คะแนนเต็ม ทำให้ยังคงมี 6,770 คะแนนเท่าเดิม 

 

ขณะที่ โนวัค โยโควิช นักหวดมือ 1 ของโลกคนปัจจุบันจากเซอร์เบียที่ไม่ได้ลงแข่งขันมาดริดโอเพนในปีนี้ จะเสียคะแนนไป 360 คะแนน จากการที่สามารถผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศได้ในมาดริดโอเพน 2022 ทำให้คะแนนจะลงมาเหลือ 6,775 คะแนน นำอัลการาซเพียง 5 คะแนนเท่านั้น

 

นี่นับเป็นการลุ้นขึ้นตำแหน่งมือ 1 ของโลก ครั้งที่ 3 ในรอบ 13 สัปดาห์ ของนักเทนนิสดาวรุ่งคนนี้ และคู่แข่งในการแย่งตำแหน่งมือ 1 ก็เป็นนักเทนนิสที่ใครในวงการได้ยินก็ต้องหวาดหวั่น เพราะเขาคือ ‘โนเล่’ เจ้าของสถิติการคว้าแชมป์แกรนด์สแลมมากที่สุด 22 สมัย (ร่วมกับ ราฟาเอล นาดาล) คนนั้นนั่นเอง

 

แม้จะได้ขึ้นชื่อว่า ‘คู่แข่ง’ ในการแย่งตำแหน่งมือ 1 ของโลก และผลัดกันครองตำแหน่งสูงสุดในวงการเทนนิสชายกันแค่ 2 คน ตั้งแต่ปีปฏิทินเปลี่ยนเข้าสู่ปี 2023 ก็ตาม แต่น่าแปลกที่เรายังไม่เห็นคู่นี้ดวลกันเลยในปีนี้

 

อันที่จริงอัลการาซกับโยโควิชเคยเจอกันแค่ครั้งเดียวในเทนนิสมาดริดโอเพนเมื่อปีก่อน และเป็นอัลการาซที่เป็นมือ 7 อยู่ในตอนนั้น และผ่านนาดาลมาได้ในรอบ 8 คนสุดท้ายที่เฉือน ‘โนเล่’ ไป 2-1 เซ็ตแบบสุดมัน สกอร์ 6-7 (ไทเบรก 5-7), 7-5 และ 7-6 (ไทเบรก 7-5)

 

ครั้งเดียวที่อัลการาซกับโยโควิชพบกันในสนามคือศึกมาดริดโอเพน 2022 รอบรองชนะเลิศประเภทชายเดี่ยว ซึ่งอัลการาซเป็นฝ่ายชนะไปได้ 2-1 เซ็ต 

 

และชัยชนะในแมตช์นั้นก็ยังพาอัลการาซคว้าแชมป์มาดริดโอเพนสมัยแรกได้ในบั้นปลาย เหนือ อเล็กซานเดอร์ ‘ซาสช่า’ ซเวเรฟ นักหวดจากเยอรมนีด้วย

 

การลุ้นขึ้นมาเป็นมือ 1 ของอัลการาซในครั้งนี้ยังคงต้องการบทพิสูจน์อีกครั้ง และน่าจะดีที่สุดหากพิสูจน์กับคู่แข่งแย่งตำแหน่งนี้อย่างโยโควิชด้วย

 

ดังนั้นน่าจะเป็นเรื่องดีถ้าเราได้เห็นคู่ชิงในฝันของศึกเทนนิสอิตาเลียนโอเพน หรือโรมมาสเตอร์สที่จะเริ่มขึ้นในวันอังคารนี้ เป็นการชิงแชมป์กันระหว่าง ‘โนเล่’ แชมป์เก่าของรายการนี้ ที่ถูกจัดให้เป็นมือ 1 ของรายการ พบกับอัลการาซ ที่ครองตำแหน่งมือ 2 ของโลก มาดวลกันในรอบชิงชนะเลิศ เพื่อวัดกันให้รู้ดำรู้แดงไปเลยว่าชั่วโมงนี้ใครเหนือกว่า

 

อย่างไรก็ตาม เทนนิสรายการนี้ไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงมือ 1 ของโลก เพราะอัลการาซถอนตัวจากรายการนี้เมื่อปีที่แล้ว ทำให้ไม่มีโอกาสเสียคะแนน ขณะที่โยโควิชก็ไม่มีโอกาสได้คะแนนเพิ่ม เนื่องจากเป็นแชมป์เก่า ซึ่งมีหน้าที่เพียงแค่รักษา 1,000 คะแนนที่มีอยู่ของตัวเองเท่านั้น

 

แต่การขึ้นมาอยู่แนวหน้าในวงการเทนนิสโลกของอัลกราซนั้นเป็นเรื่องที่ยากจะปฏิเสธในตอนนี้แล้ว เขากลายมาเป็นคลื่นลูกใหม่ที่กำลังจะไปต่อสู้กับคลื่นลูกใหญ่อย่างนาดาลหรือโนเล่ในเทนนิสแกรนด์สแลมที่ 2 ของปี อย่างเฟรนช์โอเพนที่จะมีขึ้นในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้

 

 

คำถามที่น่าสนใจคือ อะไรที่ทำให้นักหวดอายุน้อยรายนี้ก้าวขึ้นมาอยู่ในจุดที่สามารถต่อสู้กับนักเทนนิสระดับตำนานทั้งนาดาลและโนเล่ได้อย่างไม่เป็นรอง?

 

คำถามนี้เพิ่งถูกตอบจาก ฆวน การ์ลอส เฟร์เรโร อดีตนักเทนนิสมือ 1 ของโลก เจ้าของแชมป์เฟรนช์โอเพนในปี 2003 ที่ปัจจุบันเป็นโค้ชให้อัลการาซ

 

ภายใต้การทำงานกับเฟร์เรโร ส่งผลให้อัลการาซกลายเป็นนักเทนนิสที่ขึ้นชื่อว่าเล่นได้อย่าง ‘ไร้รูปแบบ’ เราอาจจะไม่ได้เห็นเขาเล่นแบบบุกดุดันและเปี่ยมไปด้วยพละกำลังแบบนาดาล แต่เขาก็ไม่ใช่นักเทนนิสที่เปี่ยมไปด้วยความเจ้าเล่ห์ ยืดหยุ่น และเล่นเกมกลับได้อย่างสุดยอดแบบโนเล่เช่นกัน เรียกได้ว่าไม่สามารถนิยามสไตล์ของเขาได้อย่างชัดเจนเลยก็ได้

 

 

โดยทางเฟร์เรโรเปิดเผยว่าที่อัลการาซเป็นแบบนั้น เกิดขึ้นด้วยเหตุผลง่ายๆ ที่ว่า อัลการาซยังเด็กอยู่ และยังหาตัวตนหรือสไตล์ของตัวเองไม่เจอเท่านั้น

 

อดีตนักเทนนิสชาวสเปนที่ปัจจุบันผันตัวมาเป็นโค้ชกล่าวว่า “(การไม่มีรูปแบบที่ตายตัว) มันเป็นทั้งสิ่งที่ดีและเป็นสิ่งที่แย่ไปพร้อมๆ กัน เพราะมันเป็นเหมือนกับดัก เพราะเมื่อเขาอายุน้อย เขาจะสามารถใช้ตัวเลือกในทักษะทั้งหมดที่เขามีได้ แต่อาจจะเลือกลำดับไม่ถูกต้อง มันเป็นการผสมผสานในรูปแบบของเขา

 

“ผมไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปในการแข่งขัน เป็นการยากที่จะเล่นตามลำดับที่ถูกต้องเมื่อคุณมีเครื่องมือเหล่านี้หลายอย่าง ตอนที่เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น มีประสบการณ์มากขึ้น เขาอาจจะรวมมันเข้าด้วยกันได้เอง

 

“ผมกำลังทำงานในเรื่องนี้อยู่ เขาอายุ 19 ปี (ปัจจุบัน 20 แล้ว – บทสัมภาษณ์นี้ให้สัมภาษณ์ก่อนอัลการาซจะอายุครบ 20 ปี) เขากำลังเล่นในระดับสูงสุด แต่ชัดเจนว่าเขายังไม่ได้ดึงศักยภาพออกมา 100 เปอร์เซ็นต์ นักเทนนิสต้องพัฒนาสิ่งต่างๆ ตลอดชีวิต และอัลการาซต้องสามารถทำเช่นนั้นได้ในอาชีพของเขา”

 

แม้จะบอกว่าอัลการาซไม่มีรูปแบบที่ชัดเจน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขามีข้อดีของนักเทนนิสระดับ ‘Big 3’ ในหลายๆ เรื่อง และเฟร์เรโรก็มองว่านั่นเป็นเพราะการที่ดาวรุ่งพรสวรรค์สูงคนนี้เติบโตมาจากการที่คอยนั่งดูนักหวดระดับตำนานเหล่านี้ลงเล่นในสนาม

 

อดีตแชมป์เฟรนช์โอเพน 2003 กล่าวว่า “คุณต้องยกตัวอย่างที่ดีที่สุดเพื่อปรับปรุงสิ่งต่างๆ ให้กับเกมการเล่นของคุณอย่างแน่นอน การเคลื่อนไหวของเฟเดอเรอร์ ความคิดของนาดาล และอื่นๆ เราพยายามดึงรายละเอียดจากผู้เล่นที่เขาเคยเห็น เมื่อเราคิดว่าพวกเขาเก่งมาก มันจะติดอยู่ในความทรงจำเขา และเราสามารถนำมันมาเพิ่มเข้าไปในเกมของเราได้”

 

แต่นั่นก็ถือเป็นเรื่องที่น่าปวดหัวของคนเป็นโค้ชเช่นกัน ยิ่งเมื่ออัลการาซสามารถทำผลงานได้ดีมากแค่ไหน แรงกดดันจากความคาดหวังก็ยิ่งเติบใหญ่กลายเป็นเงาตามตัวของเขาด้วย

 

เฟร์เรโรกล่าวต่อเรื่องนี้ว่า “คุณรู้ไหม อัลการาซต้องเคยได้ยินมาก่อนว่าเขาคือนาดาลคนใหม่ หรืออะไรทำนองนั้น มันหนักหนามากสำหรับเขาที่ต้องแบกความหวังนันไว้ ในแง่หนึ่งเราภูมิใจมาก ใช่ที่คนคิดอย่างนั้น แต่มันไม่ง่ายเลยสำหรับเขาและผมที่ได้ยินเรื่องนั้นตลอดเวลา

 

“สิ่งเดียวที่ผมสามารถบอกคุณได้คือเขาคิดว่าคำพูดนั้นยิ่งใหญ่มาก เขาคิดว่าเป็นสิ่งที่สุดยอด นักข่าวหลายคนถามผมว่าเขาสามารถคว้าแชมป์แกรนด์สแลม 22 รายการแบบนาดาลได้หรือไม่ ผมได้แต่บอกว่าผมไม่รู้ สิ่งที่ผมรู้คือเขาสามารถทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ให้กับวงการเทนนิสได้ ให้เขาได้ลงเล่นและทดลอง ถ้าเขาชนะคว้าสแลมที่สอง เราจะถามเขาว่าเมื่อไรจะเป็นครั้งที่สาม มันจะเป็นแรงกดดันที่ดีตลอดเวลา ส่วนเขาจะทำได้เหมือนคนอื่นๆ ไหม? ผมไม่รู้จริงๆ”

 

นอกจากนี้เฟร์เรโรยังเล่าถึง ‘แวว’ ในตัวนักเทนนิสดาสรุ่งรายนี้ให้ฟังตั้งแต่ครั้งแรกๆ ที่ได้พบกันอีกด้วย

 

เจ้าของเทนนิสอะคาเดมีที่อาลิกันเต ประเทศสเปน กล่าวโดยระลึกความทรงจำของเขาว่า “ตอนนั้นเขาอายุ 12 หรือ 13 ปีตอนที่ผมเห็นเขาครั้งแรก เขาเล่นในอะคาเดมีของผม ซึ่งเป็นทัวร์นาเมนต์ที่เราจัดที่นั่น ผู้คนกำลังพูดถึงเขาอยู่แล้ว ผู้คนพูดกันว่า ‘มีเด็กผู้ชายที่เล่นได้อย่างแตกต่าง’ ทำให้เราไปดูเขาแข่งกัน เขาผอมมาก ไม่มีเรี่ยวแรงเลย แต่คุณเห็นช็อตแล้วช็อตเล่า คุณต้องประทับใจ เขาชอบเล่นหน้าเน็ต เขาเล่นชิปแอนด์ชาร์จตอนสวนกลับด้วยซ้ำ สิ่งที่เขาแสดงออกมาไม่ใช่สิ่งที่มีในผู้เล่นอายุ 12 หรือ 13 ปีทั่วไปเลย

 

“อย่างไรก็ตาม เมื่ออายุ 12 หรือ 13 ปี มันยากมากที่จะบอกว่าใครเก่งในการแข่งขัน คุณสามารถพูดได้ว่าคนคนหนึ่งมีบางสิ่งที่พิเศษในสนาม แต่ไม่ใช่ว่าคนคนนั้นจะสามารถแข่งขันในระดับสูงสุดได้ในอนาคต คุณอาจจะเคยได้ยินคำพูดแบบ ‘ฉันรู้ว่าเขาจะดีมากเมื่อเขาหรือเธออายุ 10 ขวบ’ แต่ในความจริงมันพูดยากมาก

 

“หลังจากนั้นผมก็ลืมเขาไป ผมทำงานกับ ซาสช่า (อเล็กซานเดอร์ ซเวเรฟ นักเทนนิสชาวเยอรมนี) แต่เมื่อผมกลับมาที่อะคาเดมีในสเปน ทุกคนยังคงพูดถึงเขา ผมเห็นเขาเล่นอีกครั้งตอนอายุ 14 ปี ตอนนั้นผมตัดสินใจแยกทางกับซาสช่าแล้ว ผมไม่มีแผนใดๆ ให้เขาเลย แต่อัลเบิร์ต (โมลินา – ผู้จัดการส่วนตัวของอัลการาซ) มาคุยกับผม เขามีโครงการที่ยิ่งใหญ่ และเราก็พยายามจะทำให้ทุกสิ่งเกิดขึ้น”

 

ณ ตอนนี้ไม่มีใครรู้ว่าปลายทางของอัลการาซในวงการเทนนิส เขาจะกลายเป็นนักเทนนิสระดับไหน แต่ตอนนี้ความคาดหวังของแฟนๆ เทนนิสทั่วโลกเชื่อมั่นไปแล้วว่าดาวรุ่งคนนี้คือผู้ที่จะก้าวขึ้นมาแบกรับยุคสมัยต่อไปของวงการเทนนิสชาย

 

แน่นอนว่าภารกิจแรกคือการล้ม ‘คลื่นลูกเก่าอันยิ่งใหญ่’ อย่างสองจากสาม Big 3 ที่เหลืออยู่ให้ได้ก่อน และแน่นอนว่านั่นไม่ใช่งานง่าย แม้ทั้งนาดาลและโยโควิชจะไม่ได้อยู่ในช่วงที่ดีที่สุดในอาชีพแล้วก็ตาม แต่หากอัลการาซจะสร้างยุคสมัยของเขา นี่เป็นสิ่งที่เขาจำเป็นต้องทำให้ได้ และเชื่อว่ามีหลายคนที่กำลังเอาใจช่วยเขาอยู่อย่างแน่นอน

 

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

X
Close Advertising