วานนี้ (13 พฤษภาคม) พล.ต. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า กองทัพบกได้รับรายงานจากกองทัพภาคที่ 2 กองกำลังสุรนารี ตรวจพบเหตุการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่โอร์เสม็ด ใกล้กับช่องจอม อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ รวม 2 เหตุการณ์
โดยในช่วงเช้า เวลาประมาณ 09.00 น. หน่วยได้ตรวจพบทหารกัมพูชาประมาณ 10-15 คน พร้อมด้วยชาวต่างชาติ 2 คน มีพฤติกรรมยั่วยุ โดยเข้ามาใกล้แนวเขตลวดหนามและทำการบันทึกวิดีโอ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้แจ้งเตือนด้วยวาจาแต่ไม่เป็นผล จึงดำเนินการยิงเตือนจำนวน 2 นัด ตามมาตรการรักษาความปลอดภัย เพื่อป้องกันการรุกล้ำพื้นที่และป้องปรามการกระทำที่อาจขัดต่อข้อตกลงในถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) ตลอดจนเพื่อลดความตึงเครียดที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงบริเวณชายแดน
ต่อมาเมื่อเวลา 18.40 น. หน่วยได้ตรวจพบเหตุเพิ่มเติมในพื้นที่บริเวณเดียวกัน โดยตรวจพบการยิงอาวุธปืนเล็กจากฝั่งกัมพูชาตลอดแนวพื้นที่โอร์เสม็ด จำนวนรวม 11 นัด ซึ่งหน่วยในพื้นที่ได้เฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและยังไม่ได้มีการตอบโต้กลับ เนื่องจากประเมินว่าเป็นการยิงยั่วยุเพื่อตรวจสอบแนววางกำลังของฝ่ายไทย ทั้งนี้ นับตั้งแต่เกิดเหตุจนถึงปัจจุบันยังไม่พบความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมจากฝ่ายกัมพูชา
ต่อมา พล.ร.ต. สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า รัฐบาลและกระทรวงกลาโหมได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยขณะนี้กองกำลังสุรนารีและหน่วยด้านความมั่นคงในพื้นที่ยังคงสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ และดูแลความปลอดภัยของประชาชนตามแนวชายแดนอย่างเต็มขีดความสามารถ
ทั้งนี้ การปฏิบัติของฝ่ายไทยและหน่วยในพื้นที่จะดำเนินการตามกฎการปะทะ (Rules of Engagement: ROE) ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามลำดับขั้นตอน จากเบาไปหาหนัก ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยยึดหลักความอดทน อดกลั้น และเป็นไปตามข้อตกลงร่วม รวมถึงกฎหมายและกติกาสากลอย่างเคร่งครัด
กองทัพไทยพร้อมปกป้องอธิปไตย ผลประโยชน์ของชาติ และความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน หากเกิดสถานการณ์รุกล้ำหรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
พล.ร.ต. สุรสันต์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ไทยยังคงยึดมั่นในการปฏิบัติตามแถลงการณ์ร่วม (Joint Statement) ของการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee : GBC) วาระพิเศษ ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ซึ่งมุ่งเน้นการเสริมสร้างบรรยากาศแห่งสันติสุขตามแนวชายแดน และหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจเป็นการยั่วยุหรือเพิ่มความตึงเครียด
ทั้งนี้ พฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากฝ่ายกัมพูชาในบางกรณีถือเป็นการไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งฝ่ายไทยจะรวบรวมข้อมูลและบันทึกเป็นหลักฐานเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
พล.ร.ต. สุรสันต์ กล่าวอีกว่า ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่าหน่วยงานด้านความมั่นคงยังคงติดตามและประเมินสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง และขอความร่วมมือประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานทางการ รวมทั้งใช้วิจารณญาณในการรับส่งข้อมูลข่าวสาร เพื่อป้องกันความสับสนจากข่าวบิดเบือนในยุคสงครามข้อมูลข่าวสาร


