วันนี้ (5 พฤษภาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยมีวาระที่อยู่ในความสนใจของประชาชนคือ การพิจารณาร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ พ.ศ. 2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อนำมาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและวางรากฐานพลังงานของประเทศ
ขณะที่ รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้นำแถลงมติเรื่องการกู้เงินนี้ด้วยตนเอง เพื่อชี้แจงความจำเป็นต่อสาธารณะ โดยวัตถุประสงค์หลักของการกู้เงินแบ่งเป็น 2 ส่วน คือการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนผ่านโครงการโอนเงินโดยตรง เช่น ไทยช่วยไทยพลัส และการช่วยเหลือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อให้มั่นใจว่าเม็ดเงินจะถึงมือประชาชนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยโดยไม่ตกหล่นระหว่างทาง
อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญคือการใช้เงินกู้เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด โดยรัฐบาลตั้งเป้าใช้วิกฤตพลังงานเป็นตัวเร่งให้ไทยลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ และสนับสนุนให้ครัวเรือนใช้หลังคาบ้านเป็นโรงสร้างกระแสไฟฟ้า ซึ่งจะเป็นการสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว ควบคู่ไปกับการเยียวยาภาคการเกษตรและกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน
นอกจากเรื่องเงินกู้แล้ว ที่ประชุม ครม. ยังมีวาระด้านการต่างประเทศและกฎหมายที่สำคัญ โดยกระทรวงการต่างประเทศเสนอขอความเห็นชอบร่างเอกสารผลลัพธ์การประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 และการทบทวนเรื่องการโยกย้ายถิ่นฐานระหว่างประเทศ รวมถึงมีการพิจารณายกเลิก MOU 2544 และการพิจารณาร่างระเบียบว่าด้วยการแบ่งปันข้อมูลดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดิน
ในด้านนิติบัญญัติ ครม. จะร่วมกันพิจารณายืนยันร่างพระราชบัญญัติที่ยังค้างอยู่ในสภาฯ จากชุดที่แล้ว เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรได้ดำเนินการพิจารณาต่อ เป็นการสานต่องานด้านกฎหมายที่เป็นประโยชน์ รวมถึงการพิจารณายกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่ไม่เหมาะสมกับกาลสมัยตามข้อเสนอของ ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
ขณะเดียวกัน ที่ประชุมจะรับทราบข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ (ชุมพร-ระนอง) และพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงหลายตำแหน่ง อาทิ เอกอัครราชทูต 5 ประเทศ และที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีเพื่อทำหน้าที่ผู้แทนการค้าไทย เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านการคลังและการระหว่างประเทศให้มีความต่อเนื่อง
ทั้งนี้ โฆษกรัฐบาลยืนยันว่าการออกเป็น พ.ร.ก. กู้เงิน มีความรอบคอบและสามารถชี้แจงต่อฝ่ายค้านและประชาชนได้ทุกประเด็น โดยรัฐบาลกำหนดทิศทางบริหารประเทศทั้งระยะสั้นและระยะยาวไว้อย่างชัดเจน โดยงบประมาณจาก พ.ร.ก. นี้จะใช้ดูแลสถานการณ์ฉุกเฉิน ขณะที่แผนพัฒนาประเทศในภาพรวมจะถูกบรรจุไว้ใน พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 ต่อไป





















