×

BYD แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้า ในมือ วงศ์ พรประภา ฝันที่ยิ่งใหญ่ของ ไฮโซพก

11.08.2022
  • LOADING...
BYD

HIGHLIGHTS

4 Mins. Read
  • ข่าวใหญ่ของแวดวงยานยนต์ไทยในเวลานี้คือ การประกาศลงทุนมูลค่า 3,000 ล้านบาท ของ ประธานวงศ์ พรประภา ในการเข้าเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้อ BYD แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย 
  • เบื้องต้นประกาศเข้าลงทุนด้วยตัวเลขมูลค่า 3,000 ล้านบาท โดยจะมีการกระจายสัดส่วนการใช้เงินแบ่งเป็น การลงทุนในด้านมาร์เก็ตติ้ง 450 ล้านบาท, ด้านการพัฒนาระบบไอที 150 ล้านบาท และส่วนที่เหลือจะใช้เพื่อการสต๊อกรถยนต์ที่นำเข้ามาจำหน่าย ไม่แตกต่างจากการดำเนินธุรกิจทั่วไป
  • “เป้าหมายของการเข้ามาทำตลาดในครั้งนี้คือ การขึ้นเป็นผู้จำหน่ายรถยนต์ขายดีอันดับที่ 5 ของตลาดรถยนต์ไทย และเป็นผู้นำตลาดอันดับ 1 ของรถยนต์ไฟฟ้าในไทย” คำกล่าวของ ประธานวงศ์ พรประภา หรือที่รู้จักกันเป็นอย่างดีในชื่อ ‘ไฮโซพก’ แฟนหนุ่มของดาราสาว อั้ม-พัชราภา ไชยเชื้อ

ประเด็นใหญ่ในแวดวงธุรกิจยานยนต์ของไทยเวลานี้คงหนีไม่พ้นเรื่องราวของการประกาศลงทุนมูลค่า 3,000 ล้านบาท ของ ประธานวงศ์ พรประภา ในการเข้าเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้อ BYD แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย 

 

โดยตั้งบริษัทใหม่ในชื่อ ‘เรเว่ ออโตโมทีฟ’ เข้ามาดูแล และมีการจัดงานแถลงข่าวอย่างเอิกเกริก มีทั้งตัวแทนภาครัฐ พันธมิตรด้านธุรกิจ และว่าที่ผู้แทนจำหน่าย เข้าร่วมงาน 

 

แต่ประเด็นที่น่าจับตาหลังการแถลงข่าวและตอบคำถามสื่อมวลชน คงเป็นเรื่องราวของการดำเนินธุรกิจนับจากนี้ต่อไปจะเป็นอย่างไร รวมถึงแผนงานต่างๆ ของเรเว่ ออโตโมทีฟ ในการจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า BYD จะสามารถแจ้งเกิด BYD ในประเทศไทยสำเร็จหรือไม่ 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


ทุน 3,000 ล้านบาท ลงไปที่ใดบ้าง

แผนการดำเนินธุรกิจในครั้งนี้มิใช่การเข้ามาลงทุนโดยตรงจากทาง BYD แต่เป็นในรูปแบบของการแต่งตั้งตัวแทนจำหน่าย เช่นเดียวกับเมื่อสองครั้งแรกที่แต่งตั้งบริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท เอเจ แอดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) 

 

โดยคราวนี้มีบริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด เป็นผู้ได้รับสิทธิ์การจำหน่ายอย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียว มี ประธานวงศ์ พรประภา เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ ประธานพร พรประภา (น้องสาว) เป็นรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

 

 

เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างผู้ได้รับสิทธิ์สองรายแรกกับเรเว่ ออโตโมทีฟ จะแตกต่างอย่างชัดเจนในส่วนของการได้เป็นตัวแทนจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย และในส่วนของตัวรถยนต์นั้นจะเป็นรถแบบ Passenger Car ไม่ใช่รถเพี่อการพาณิชย์ ซึ่งเรเว่ ออโตโมทีฟ จะไม่มีการทำตลาดรถเพื่อการพาณิชย์อย่างรุ่น E6 หรือรถบัส แต่อย่างใด 

 

ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบกับแบรนด์จีนที่เข้ามาทำตลาดในไทยก่อนหน้าอย่างเกรท วอลล์ มอเตอร์ จะเป็นการลงทุนโดยตรงจากบริษัทแม่ในประเทศจีน ส่วนเอ็มจีเป็นการร่วมทุนระหว่างเอสเอไอซี มอเตอร์ ประเทศจีน และกลุ่มบริษัทเจริญโภคภัณฑ์ของไทย ซึ่งเรเว่ ออโตโมทีฟ เป็นการลงทุนส่วนตัวของทายาท ไม่ใช่การลงทุนของกลุ่มตระกูลพรประภา 

 

สำหรับแผนการลงทุนเบื้องต้นประกาศด้วยตัวเลขมูลค่า 3,000 ล้านบาท โดยจะมีการกระจายสัดส่วนการใช้เงินแบ่งเป็น การลงทุนในด้านมาร์เก็ตติ้ง 450 ล้านบาท, ด้านการพัฒนาระบบไอที 150 ล้านบาท และส่วนที่เหลือจะใช้เพื่อการสต๊อกรถยนต์ที่นำเข้ามาจำหน่าย ไม่แตกต่างจากการดำเนินธุรกิจทั่วไป 

 

เป้าหมาย Top 5 ปีแรก หลักหมื่นคัน 

“เป้าหมายของการเข้ามาทำตลาดในครั้งนี้คือ การขึ้นเป็นผู้จำหน่ายรถยนต์ขายดีอันดับที่ 5 ของตลาดรถยนต์ไทย และเป็นผู้นำตลาดอันดับ 1 ของรถยนต์ไฟฟ้าในไทย” คำกล่าวของ พก-ประธานวงศ์ พรประภา 

 

ทั้งนี้ ในปีแรกของการทำตลาดวางเป้าหมายเอาไว้ที่หลักหมื่นคัน โดยจะมีการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกภายในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ ซึ่งจะเป็น 1 ใน 3 รุ่นที่ BYD มีการแถลงเปิดตัวอย่างเป็นทางการต่อเวทีโลก โดยมีกระแสระบุว่า รุ่นแรกที่จะนำเข้ามาจำหน่ายนั้นคาดว่าจะเป็นรุ่น Atto3 รถแบบอเนกประสงค์ SUV ราคาประมาณ 1 ล้านบาท 

 

สำหรับรูปแบบของการจำหน่ายจะยังคงเป็นแบบมาตรฐานของการจำหน่ายรถปกติทั่วไป มีการแต่งตั้งตัวแทนจำหน่าย 31 แห่งภายในปีนี้ และเพิ่มขึ้นเป็น 60 แห่งภายในปีหน้า พร้อมกับการเพิ่มจุดชาร์จไฟฟ้าอีก 1,000 สถานี 

 

โดยจะเข้าร่วมเซ็นบันทึกข้อตกลงเข้าโครงการสนับสนุนการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าจากรัฐบาลด้วย นั่นหมายความว่า BYD จะต้องมีการผลิตในประเทศไทย? เป็นไปได้อย่างไร

 

คำตอบของคำถามนี้มาจากประธานวงค์ที่ระบุว่า “BYD จะเข้ามาลงทุนและตั้งโรงงานประกอบรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย” แต่จะมาด้วยรูปแบบใด เป็นการลงทุนโดยตรงแบบเกรท วอลล์ มอเตอร์ หรือเป็นการร่วมทุนแบบเอ็มจี ข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ รวมถึงเหตุผลในการเข้ามาลงทุนในประเทศไทยของ BYD 

 

 

ฝันหรือไม่?

ถ้าอ่านถึงตรงนี้ หลายท่านอาจตั้งคำถามว่า “ฝันไปหรือเปล่า?” ไม่ว่าเรื่องของยอดขายในปีแรกที่ระดับหมื่นคัน, การขึ้นแท่น Top 5 หรือการเข้ามาตั้งโรงงานประกอบรถยนต์ที่ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลระดับหมื่นล้านบาท 

 

คำตอบเหมือนไก่กับไข่ เนื่องจากถ้ายอดขายเป็นไปตามเป้าหมายที่ระดับหมื่นคันได้จริง ไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะตั้งโรงงานในไทย เพราะผลิตมาแล้วขายได้ทันที คุ้มค่าการลงทุนแน่นอน 

 

ดีลนี้จึงเปรียบเสมือนการโยนหินถามทางให้เรเว่ ออโตโมทีฟ ลุยเปิดหน้า และเมื่อประสบความสำเร็จ BYD ยกทัพมาลุยต่อ เป็นการทำธุรกิจที่ Win-Win ทั้งสองฝ่าย 

 

แต่ไม่อยากจะคิดว่าหากยอดขายไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่แถลง อะไรจะเกิดขึ้น? ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยหรือไม่?

 

จงฝันให้ไกล แล้วไปให้ถึง Build Your Dream


บทความที่เกี่ยวข้อง


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising