×

โบรกฯ มองซีพีซื้อเทสโก้กระทบกำไร CPALL 2 พันล้านบาท/ปี ส่วน CPF ส้มหล่น

โดย efinanceThai
10.03.2020
  • LOADING...

หลังจากบริษัทในกลุ่มซีพีได้ทำสัญญาซื้อขายหุ้นของเทสโก้ โลตัส ประเทศไทย และเทสโก้ โลตัส มาเลเซีย มูลค่าประมาณ 10,576 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 338,445 ล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนจาก 1. บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด สัดส่วน 40% 2. CPALL สัดส่วน 40% และ 3. CPF สัดส่วน 20% ซึ่งดีลคาดจะเสร็จภายในครึ่งปีหลัง 2563 ทางนักวิเคราะห์ต่างมีความเห็นต่อ CPALL และ CPF ในเชิงบวกเป็นส่วนใหญ่ 

 

เมย์แบงก์ฯ ชี้ใช้เงินน้อยกว่าคาด ดีในระยะยาว 

บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง การซื้อเทสโก้ โลตัสไม่ได้เหนือความคาดหมาย แต่ใช้เงินลงทุนน้อยกว่าคาด จึงคลายความกังวลในการเพิ่มทุน เราประเมินว่าในช่วง 1-2 ปี กำไรของ CPALL จะถูกกระทบจากดอกเบี้ยจ่ายที่เพิ่มขึ้น จากการกู้ยืมมาลงทุน แต่ในระยะยาวคาดจะเป็นบวกจากการมีธุรกิจค้าปลีกที่หลากหลาย และได้ประโยชน์จาก Synergy ราคาหุ้นที่ลดลงเป็นโอกาสในการลงทุน ราคาเป้าหมาย (DCF, WACC 7.2%, LTG 4%) 87 บาท

 

การลงทุนในเทสโก้ โลตัสทำให้ CPALL มีธุรกิจค้าปลีกที่หลากหลาย โดยเป็นผู้นำทั้งในธุรกิจค้าส่งภายใต้แม็คโคร, ธุรกิจร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven และธุรกิจไฮเปอร์มาร์เก็ตภายใต้เทสโก้ โลตัส ซึ่งเทสโก้ โลตัสไทยมีส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ในธุรกิจไฮเปอร์มาร์เก็ต โดยมี 214 สาขา ตลาดโลตัส 179 สาขา และ Tesco Lotus Express 1,574 สาขา (คาดว่าจะเปลี่ยนเป็นร้าน 7-Eleven ในอนาคต) พื้นที่เช่าใน 191 สาขา บนพื้นที่เกือบ 1 ล้านตารางเมตร ซึ่งทำให้ได้รับค่าเช่า ซึ่งเป็นรายได้ที่มีความสม่ำเสมอ อีกทั้งคาดว่าจะทำให้เกิด Synergy ในการดำเนินธุรกิจ และเพิ่มความสามารถในการต่อรองกับซัพพลายเออร์ นอกจากนั้นยังมีโอกาสขยายธุรกิจค้าปลีกในมาเลเซียที่มีไฮเปอร์มาร์เก็ต 46 สาขา คาดกระทบกำไรระยะสั้น แต่เป็นบวกในระยะยาว

 

ดีลดังกล่าวคิดเป็น EV/EBITDA 12.5 เท่า ซึ่งต่ำกว่าการซื้อกิจการของกลุ่มค้าปลีกในอดีตที่ 13-17 เท่า ส่วน P/Sales 1.5 เท่า ใกล้เคียงกับอดีตที่ 1.5-1.7 เท่า CPALL จะรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเทสโก้ โลตัส (ไม่ต้องรวมงบการเงิน) ภายใต้สมมติฐานว่า CPALL กู้ยืมเงิน 2 ใน 3 ของเงินลงทุน อัตราดอกเบี้ย 4.5% และยังไม่มี Synergy จะทำให้กำไรสุทธิลดลงจากประมาณการเดิมของเรา 1% และ 3% ในปี 2563 และ 2564 แต่คาดว่ากำไรจะเพิ่มขึ้นในระยาว คาด Net D/E เพิ่มขึ้นจาก 0.8 เท่า เป็น 1.3 เท่า ซึ่งยังอยู่ภายใต้ Bond Covenant ที่ 2 เท่า

 

เอเซียพลัส คาดทำกำไร CPALL หดปีละ 2 พันล้านบาท

บล.เอเซียพลัส เผยผลต่อ CPALL โครงสร้างดังกล่าวดีกว่าที่ตลาดคาดว่าจะเป็นการซื้อโดย CPALL ทั้งหมด ลดความกังวลในเรื่องความเสี่ยงฐานทุน ภายใต้โครงสร้างดังกล่าว หาก CPALL ใช้เงินทุนสนับสนุนจากการก่อหนี้ที่ลงทุนในบริษัท ซี.พี. รีเทล โฮลดิ้งทั้งหมด ภายใต้ฐานะการเงินปัจจุบันที่มี Net Gearing ที่ 0.9 เท่า ภายใต้ฐานทุน 1.08 แสนล้านบาท คาดว่าจะ Net Gearing จะอยู่ที่ 1.8 เท่า ต่ำกว่าเงื่อนไขที่มีกับสถาบันการเงินที่ 2.0 เท่า

 

ขณะที่ระยะยาวช่วยต่อยอดภาพธุรกิจค้าปลีกของกลุ่มให้มีความแข็งแกร่งในแง่ 1. มีรูปแบบห้างค้าปลีกที่ครบวงจร (ร้านค้าส่ง (แม็คโคร), ไฮเปอร์มาร์เก็ต (เทสโก้ โลตัส) และร้านสะดวกซื้อ (CPALL)) มีส่วนแบ่งตลาดทุกรูปแบบในประเทศเป็นอันดับ 1 (ร้านสะดวกซื้อ 1.33 หมื่นสาขา จากเดิม 1.2 หมื่นสาขา, ห้างค้าส่ง (ในประเทศ) 94 สาขา (เท่าเดิม) และไฮเปอร์มาร์เก็ต (เทสโก้ โลตัส + ฟู้ดเซอร์วิส แม็คโคร) 431 สาขา (เดิม 40 สาขา) และภาพรวมจะมีส่วนแบ่งตลาดห้างโมเดิร์น เทรดในไทยรวมสูง 43.5% จากเดิม 31.9% ขณะที่มีช่องทางต่างประเทศจะเพิ่มเป็น 76 สาขา จากเดิม 7 สาขา และเพิ่มประเทศที่เข้าไปดำเนินงาน 1 แห่งคือ มาเลเซีย (เดิม กัมพูชา, เมียนมา, จีน และอินเดีย โดยแม็คโคร)

 

  1. ช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองกับซัพพลายเออร์ที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาฝ่ายวิจัยพบว่า การสร้าง Synergy อาจจะยังใช้เวลา หลังจากการซื้อระยะแรกจึงอาจคาดหวังกำไรจากฐานธุรกิจเทสโก้ โลตัสปัจจุบันปีละ 7.3 พันล้านบาทเท่านั้น

 

แต่เนื่องจากบริษัทร่วมที่จัดตั้งขึ้นใหม่ (บริษัท ซี.พี. รีเทล โฮลดิ้ง) คาดจะต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยจากการก่อหนี้ 3.0 พันล้านดอลลาร์ (9.6 หมื่นล้านบาท) ประเมินปีละ 3.5 พันล้านบาท ดังนั้นกำไรที่บริษัทดังกล่าวจะเหลือราว 3.8 พันล้านบาท ซึ่ง CPALL จะรับรู้ผ่านวิธีส่วนแบ่งกำไรบริษัทร่วมตามสัดส่วนการถือที่ 40% เท่ากับ 1.5 พันล้านบาท และหากรวมภาระดอกเบี้ยที่ CPALL ก่อหนี้ไปลงทุนในบริษัท ซี.พี. รีเทล โฮลดิ้งปีละ 3.5 พันล้านบาท

 

คาดว่าการซื้อเทสโก้ โลตัสจะส่งผลกระทบต่อกำไร CPALL ปีละ 2.0 พันล้านบาท ฝ่ายวิจัยจึงปรับลดกำไร โดยรวมธุรกรรมดังกล่าวนับจาก 4Q63 ได้กำไรปี 2563 และ 2564 ลดลงปีละ 1.8% และ 6.4% ได้กำไรปี 2563 ลดลงเหลือ 2.52 หมื่นล้านบาท เติบโต 12.6% และเพิ่มขึ้น 7.3% ในปี 2564 ทั้งนี้ประมาณการดังกล่าวอยู่ภายใต้สมมติฐาน ยังไม่รวม Synergy จากเทสโก้ โลตัส

 

ขณะที่ในด้านราคาหุ้น เชื่อว่าราคาปัจจุบันที่ซื้อขาย PER’63 ต่ำสุดในรอบหลายปีที่ราว 22.7 เท่า มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นจากความกังวลเรื่องการเพิ่มทุนที่ลดลง บวกกับความน่าสนใจที่ภาพธุรกิจระยะยาวแข็งแกร่ง ประกอบกับมูลค่าพื้นฐานใหม่ที่อิงหลักอนุรักษ์นิยม หลังรวมธุรกรรมการซื้อที่ 80 บาท ยังมี Upside เกือบ 25% จึงยังให้คำแนะนำซื้อ

 

CPF ส้มหล่น ช่องทางขายของสดพุ่งขึ้นทันตา

ขณะที่ผลต่อ CPF ฝ่ายวิจัยประเมินว่า CPF จะได้ผลบวกจากการเข้าลงทุนในกลุ่มเทสโก้ โลตัสเอเชียในระยะยาวจาก

 

1.การเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าของ CPF ทั้งของสดและอาหารแช่แข็ง โดยปัจจุบัน CPF มียอดขายผ่านเทสโก้ โลตัสในไทยเพียง 700 ล้านบาทต่อปี จึงศักยภาพการเติบโตสูงในอนาคต สอดคล้องกับการซื้อกิจการแม็คโครของ CPALL ในปี 2556 ที่ CPF มียอดขายผ่านแม็คโครเพียง 500 ล้านบาทต่อปี แต่ปัจจุบัน CPF มียอดขายผ่านแม็คโครถึงกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี

 

2.การลดต้นทุน โดยเฉพาะด้านการขนส่ง (Logistic)

 

  1. การพัฒนาด้านฟู้ดเซอร์วิสให้ดีขึ้น โดยเฉพาะการบริหารฟู้ดคอร์ตในเทสโก้ โลตัส โดยคาดภายหลังการเข้าซื้อกิจการเทสโก้เอเชีย CPF จะมีสัดส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยจ่ายต่อทุนสุทธิ ณ สิ้นปี 2563 เพิ่มขึ้นมาที่ 1.5 เท่า (เดิมคาด 1.35 เท่า) ต่ำกว่าระดับนโยบายที่ 2 เท่า

   

คงประมาณการกำไรสุทธิปี 2563 แต่ได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2564-65 ขึ้นเล็กน้อย 0.1% และ 0.3% จากเดิม สะท้อนผลบวกจากการเข้าซื้อกิจการกลุ่มเทสโก้ โลตัสเอเชียตั้งแต่งวด 4Q63 เป็นต้นไป ภายหลังปรับปรุงประมาณการ คาดกำไรสุทธิปี 2563-64 จะเพิ่มขึ้น 16.8%YoY และ 4.7%YoY

 

ขณะที่คาดกำไรปกติปี 2563-64 จะเพิ่มขึ้น 18.9%YoY และ 11.4%YoY จากธุรกิจหมูในไทยและเวียดนามฟื้นตัวชัดเจน โดยราคาหมูไทยล่าสุดปรับเพิ่มขึ้น 6.3% WoW มาที่ 68 บาทต่อกิโลกรัม นอกจากนี้ตลาดส่งออกไก่ยังเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งจะหนุนให้แนวโน้มกำไรปกติงวด 1Q63 จะเติบโตชัดเจนจากงวด 4Q62 โดยกำหนด FV ปี 2563 เท่าเดิมที่ 40 บาท ราคาหุ้นปรับฐานไปกว่า 21% ในรอบ 2 เดือน สวนทางกับธุรกิจหลักที่ฟื้นตัวชัดเจน แนะนำซื้อ 

 

กระทบราคา CPALL 2-4 บาท ส่วน CPF 0.4-2 บาท

บล.ฟินันเซีย ไซรัส เปิดเผยว่า ดีลเทสโก้ โลตัสไม่แย่อย่างที่คาด เพราะราคาซื้อ 10,576 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.38 แสนล้านบาท) ถูกกระจายให้ CPALL ถือ 40% CPF ถือ 20% และ CPG ถือ 40% ผลกระทบจึงไม่มากอย่างที่เคยประเมิน ผู้บริหารยืนยันไม่เพิ่มทุนแต่กู้แทน การกู้จะกระทบกำไรของ CPALL ปี 2021 ราว 2-4% กระทบราคาเป้าหมาย 2-4 บาท (ปัจจุบัน 85 บาท) กระทบกำไร CPF 2-5% กระทบเป้า 0.4-2 บาท (ปัจจุบัน 36 บาท) และ CPF จะได้ Synergy ก่อน CPALL แนะนำซื้อ CPF ส่วน CPALL อ่อนตัวซื้อ และระวัง TFG ที่อาจขายสินค้าเข้าเทสโก้ โลตัสไม่ได้มากเท่าปัจจุบัน  

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

รายงาน สุรเมธี มณีสุโข 

ติดตามข่าวสารการลงทุนเพิ่มเติมได้ที่: www.efinancethai.com  

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

X
Close Advertising