×

หุ้น P/E สูงต้องระวัง! จับตานักลงทุนปรับพอร์ตเข้าหาหุ้นมูลค่าต่ำ รับภาวะ ‘บอนด์ยีลด์’ ขาขึ้น

23.02.2021
  • LOADING...
หุ้น P/E สูงต้องระวัง! จับตานักลงทุนปรับพอร์ตเข้าหาหุ้นมูลค่าต่ำ รับภาวะ ‘บอนด์ยีลด์’ ขาขึ้น

ตัวเลขของผลตอบแทนพันธบัตร หรือบอนด์ยีลด์ (Bond Yield) ที่วิ่งขึ้นมาต่อเนื่องจนแตะระดับ 1.36% ทำให้นักลงทุนทั่วโลกต่างจับตาและประเมินถึงแนวโน้มในระยะถัดไป รวมทั้งผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อตลาดเงินและตลาดทุนทั่วโลก 

 

ในส่วนของตลาดหุ้น ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ บอกว่า ยังไม่กังวลต่อการปรับขึ้นของบอนด์ยีลด์ รวมไปถึงตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อของสหรัฐฯ ในรอบนี้มากนัก ในทางตรงกันข้าม กลับมองเป็นสิ่งที่ดีต่อตลาดหุ้น โดยหากตัวบ่งชี้ (Indicator) สำคัญ เช่น บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปี ยังปรับขึ้นไม่ถึงระดับ 2% และ Breakeven อายุ 10 ปี ของสหรัฐฯ ยังไม่แตะระดับ 2.5% มองว่าการลงทุนในหุ้นยังเป็นสิ่งที่ดำเนินต่อไปได้ และยังสามารถโฟกัสไปกับธีม Reflation Trade ได้ตามเดิม

 

ทั้งนี้ เรามองว่าการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ปัจจุบันเป็นการตอกย้ำเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มกลับมาขยายตัวอย่างโดดเด่นตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป ซึ่งมักเป็นภาวะที่หุ้นในกลุ่ม Value เริ่มที่จะโดดเด่น (Outperform) กว่าหุ้นในกลุ่ม Growth จากการที่ Discount Rate ในตลาดจะเริ่มปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้หุ้น Value ที่มี Valuation ต่ำไม่ได้รับผลกระทบ ผิดกับหุ้นในกลุ่ม Growth ที่จะได้รับผลกระทบจากการตีมูลค่าในอนาคตกลับมา ณ ปัจจุบัน

 

ขณะเดียวกัน การเพิ่มขึ้นของบอนด์ยีลด์ทั่วโลกย่อมส่งผลกระทบต่อความน่าสนใจของหุ้นผ่านมิติของ Earning Yield Gap ที่ลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่จากการคำนวณของเราล่าสุดพบว่า ระดับ Earning Yield Gap ปัจจุบัน ยังไม่ได้ต่ำถึงระดับ -1 Standard Deviation (SD) หรือ -2SD 

 

“ส่วนตัวมองว่าบอนด์ยีลด์น่าจะค่อยๆ แกว่งตัวขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยจะเห็นว่าการปรับขึ้นรอบนี้ ขึ้นมาด้วยความผันผวนที่ต่ำมาก เมื่อเทียบกับเมื่อ ปี 2556 หรือช่วงปี 2561-2562 ทำให้นักลงทุนสามารถบริหารจัดการได้ โดยการเพิ่มขึ้นของบอนด์ยีลด์จะเริ่มน่ากังวลเมื่อไปถึงระดับ 2% (อายุ 10 ปี ของสหรัฐฯ) และคาดการณ์เงินเฟ้อช่วง 10 ปีข้างหน้า ไปถึงระดับ 2.5% ซึ่งยังไม่น่าจะไปถึงในระยะสั้น”  

 

ด้วยเหตุนี้จึงมองว่าเป็นโอกาสที่ดีที่จะเริ่มปรับพอร์ตการลงทุนจากหุ้นกลุ่ม Growth เช่น กลุ่มเทคโนโลยี ไปยังหุ้นกลุ่ม Value ที่อิงกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยตรงมากขึ้น

 

จากการคัดกรองของเราโดยใช้ค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังนั้น พบว่าหุ้นกลุ่ม Value และ Cyclical ที่ยังคงซื้อขายด้วย Forward P/E ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยแบ่งเป็นรายกลุ่ม ได้แก่ 

  1. กลุ่ม Hard Commodities เช่น PTTGC, TOP, SPRC, ESSO
  2. กลุ่ม Soft Commodities ได้แก่ STA
  3. กลุ่มอสังหาฯ ได้แก่ AP, ORI
  4. กลุ่มเดินเรือ ได้แก่ RCL
  5. กลุ่มสินค้า Consumer ได้แก่ STGT

 

ในมุมกลับกัน หุ้นที่ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก หรือหุ้นกลุ่มที่มีค่า P/E สูงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต ได้แก่ กลุ่มไฟแนนซ์, อิเล็กทรอนิกส์, สื่อ และขนส่ง เป็นต้น โดยเฉพาะกลุ่มไฟแนนซ์ที่อาจต้องเผชิญกับต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นอีกด้วย จึงแนะนำลดน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มเหล่านี้

 

ด้าน กรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน บล.โนมูระ พัฒนสิน มองว่า การพุ่งขึ้นของบอนด์ยีลด์สะท้อนว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัว ซึ่งหุ้นในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์จะเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์เชิงบวกมากที่สุด รวมถึงหุ้นในกลุ่มวัฏจักรอย่าง กลุ่มธนาคาร, อสังหาริมทรัพย์ และพลังงาน ที่มีโอกาสจะกลับมานำตลาด โดยมีหุ้นเด่น ได้แก่ VNT, TOP, TISCO, KKP, KSL, TVO และ SPALI 

 

ส่วนหุ้นที่มีค่า P/E สูง ซึ่งเป็นหุ้นในกลุ่ม Growth เช่น กลุ่มโรงไฟฟ้า เทคโนโลยี มีความเสี่ยงจากเพิ่มขึ้นจากบอนด์ยีลด์ที่ปรับตัวขึ้น 

 

“ล่าสุดบอนด์ยีลด์พักตัวอยู่บริเวณ 1.36-1.37% เพื่อรอฟังท่าทีของ Fed ในคืนนี้ (23 กุมภาพันธ์) หากบอนด์ยีลด์ไม่วิ่งขึ้นต่อ ตลาดหุ้นก็มีแนวโน้มจะปรับขึ้นต่อได้ แต่ถ้าบอนด์ยีลด์กลับมาวิ่งขึ้นอีกครั้ง ก็มีโอกาสที่ตลาดหุ้นจะพักฐานได้อีกครั้ง โดยการวิ่งขึ้นของไปยีลด์ไปสู่ระดับ 1.5-1.75% จะเป็นระดับที่น่ากังวลสำหรับตลาดหุ้น”

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories