Menu
264306

เจนนิษฐ์, มิวสิค BNK48 จดจำ ข้ามผ่าน และการเดินทางเพื่อค้นหาสถานที่ของตัวเองให้เจอ

21.06.2019
  • LOADING...
bnk48 Where We Belong

HIGHLIGHTS

10 Mins. Read
  • Where We Belong ที่ตรงนั้น มีฉันหรือเปล่า คือผลงานกำกับล่าสุดของ คงเดช จาตุรันต์รัศมี ที่บอกเล่าช่วง Coming of Age ของเบลและซู สองสาวเพื่อนสนิทจากจังหวัดจันทบุรี เพื่อค้นหา ‘สถานที่’ ที่ตัวตนของพวกเธอผนวกรวมอยู่ในนั้น โดยได้เจนนิษฐ์และมิวสิค BNK48 มาเป็นสองนักแสดงนำ
  • มิวสิคยังคิดว่าตัวเองยังคงเป็นพระอาทิตย์ที่ทำหน้าที่ส่องแสงมอบความสดใสให้กับแฟนคลับเหมือนเดิม ถึงแม้จะมีบางช่วงที่มีเมฆมาบังให้แสงหายไป ซึ่งเมฆก้อนใหญ่ที่เธอและเพื่อนๆ หลายคนเจอเหมือนกันคือการ Cyber Bullying
  • เจนนิษฐ์ยังเชื่อเหมือนเดิมว่าเธอไม่อยากเรียกตัวเองว่าไอดอล เพราะเธอเป็นเพียงคนธรรมดาที่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ ไม่ใช่คนเพอร์เฟกต์ที่จะสามารถเป็นต้นแบบให้กับใครได้ทุกเรื่อง
  • ทั้งสองคนมีความเชื่อที่คล้ายกันว่า ไม่ว่าใครก็สามารถเป็นไอดอลได้ทั้งนั้น เพราะทุกคนมีด้านดีที่สามารถส่งต่อแรงบันดาลใจให้คนอื่นได้ทุกคน
  • Where We Belong ที่ตรงนั้น มีฉันหรือเปล่า เป็นการคอนเฟิร์มความรู้สึกของเจนนิษฐ์ได้ว่าเธอชอบการแสดงจริงๆ และทำให้มิวสิคได้รู้จักแง่มุมที่ซับซ้อนของมนุษย์มากขึ้นผ่านตัวละครเบล

Where We Belong ที่ตรงนั้น มีฉันหรือเปล่า คือผลงานกำกับล่าสุดของ คงเดช จาตุรันต์รัศมี ที่บอกเล่าช่วง Coming of Age ของเบลและซู สองสาวเพื่อนสนิทจากจังหวัดจันทบุรี เพื่อค้นหา ‘สถานที่’ ที่ตัวตนของพวกเธอผนวกรวมอยู่ในนั้น

 

ไม่ว่าจะโดยบังเอิญหรือตั้งใจ ที่ประเด็นสถานที่บรรจุตัวตนใน Where We Belong ที่ตรงนั้น มีฉันหรือเปล่า สอดรับไปพื้นฐานของนักแสดงนำอย่าง เจนนิษฐ์-เจนนิษฐ์ โอ่ประเสริฐ และ มิวสิค-แพรวา สุธรรมพงษ์ สองสมาชิกจากวง BNK48 ได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ

 

เพราะตลอดระยะเวลา 2 ปีกว่าๆ นับตั้งแต่วันที่พวกเธอยื่นใบสมัคร จนผ่านการคัดเลือก BNK48 กลายเป็นสถานที่สำคัญที่ทำให้ลูกพี่เจนนิษฐ์ และคุณพระอาทิตย์แพรวาได้เรียนรู้โลก เรียนรู้การใช้ชีวิต เคี่ยวกรำตัวเองอย่างหนักผ่านบทเรียนสุดหิน เจ็บปวด สุขเศร้า เคล้าน้ำตาฝ่าฟันอุปสรรคและข้อครหานานามาจนถึงทุกวันนี้

 

ถึงแม้ภาพลักษณ์ภายนอกและลักษณะนิสัยภายในของทั้งสองคนจะแตกต่างกันแบบสุดขั้ว แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเธอมีเหมือนกันคือความยึดมั่นตั้งใจในการทำงานทุกอย่างของตัวเองอย่างเต็มที่ เพื่อใช้เวลาอันแสนสั้นที่มิวสิคบอกเราว่า “เพียงแค่ยืมร่างกายจากธรรมชาติมาใช้” ใน ‘สถานที่’ ที่พวกเธอเลือกแล้วว่าจะใช้ชีวิตให้ดีที่สุด

 

ในฐานะเด็กสาวช่างฝัน ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง และในฐานะสมาชิก BNK48

 

ตัวอย่างภาพยนตร์ Where We Belong ที่ตรงนั้น มีฉันหรือเปล่า

เป็นธรรมชาติที่มีบางวันที่มีเมฆมาบังหรือเกิดสุริยุปราคา ทำให้พระอาทิตย์ไม่ได้ส่องแสง มีวันที่เราล้มลงไปบ้าง แต่เมื่อกลับมาคิดถึงสิ่งที่เรารักและเลือกเชื่อในสิ่งที่กำลังทำอยู่ สุดท้ายพระอาทิตย์ก็จะกลับมาทำหน้าที่ส่องแสงได้เหมือนเดิม

bnk48 Where We Belong

 

ทุกวันนี้มีความเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นบ้างกับลูกพี่เจนนิษฐ์ผู้เข้มแข็ง และคุณพระอาทิตย์มิวสิคที่แสนสดใสบ้าง นับตั้งแต่วันที่ส่งใบสมัคร BNK48 เมื่อ 2 ปีก่อน

 

เจนนิษฐ์: คนก็ยังเรียกลูกพี่เหมือนเดิมค่ะ (หัวเราะ) แต่ส่วนตัว (คิดนาน) เหมือนจะไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย (หัวเราะ) อาจจะสตรองมากขึ้นทั้งร่างกายและจิตใจ แต่นิสัยส่วนตัวที่เป็นคนประเภทช่างมัน เช่น มีข้อผิดพลาดหรือเกิดเรื่องดราม่า ก็เอามาคิดแค่แป๊บเดียว ไม่ค่อยเอามานอยด์เท่าไร ก็ยังเป็นเหมือนเดิม ความเปลี่ยนแปลงเลยอาจจะมีแต่น้อย แล้วก็จะปรับตัวยอมรับกับการเปลี่ยนแปลงได้ ถ้ามองเห็นเหตุผลที่ต้องเปลี่ยนก็เปลี่ยนเลย

 

ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะก่อนทำอะไรจะเป็นคนที่ชอบศึกษาหาข้อมูลก่อนอยู่แล้วทุกเรื่อง หาไปถึงจุดกำเนิดและปลายทางว่าถ้าทำแบบนี้จะเกิดผลลัพธ์อะไรตามมาได้บ้าง ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นพอมาเป็น BNK48 จริงๆ ก็ไม่ค่อยมีอะไรแตกต่างจากที่คิดเอาไว้ ส่วนใหญ่จะมีเหตุผลมาซัพพอร์ตความคิดว่า เออ มันเป็นแบบนั้นจริงๆ ด้วยมากกว่า

 

มิวสิค: ในมุมฉายาคุณพระอาทิตย์ ก็ยังรู้สึกว่าความรักระหว่างสิคกับแฟนคลับยังเป็นเครื่องหมายอินฟินิตี้เหมือนเดิม คือเขาส่งต่อมาให้เรา แล้วเราก็ส่งกลับไปให้เขา แฟนคลับก็ยังเป็นทานตะวันน่ารักที่ยังหันหน้าเข้าหาแสงอาทิตย์ของเขา แม้ว่าจะมีบางต้นหันไปทางอื่นแล้วก็ไม่เป็นไร

 

แต่ก็เป็นธรรมชาติที่มีบางวันที่มีเมฆมาบังหรือเกิดสุริยุปราคา ทำให้พระอาทิตย์ไม่ได้ส่องแสง มีวันที่เราล้มลงไปบ้าง แต่เมื่อกลับมาคิดถึงสิ่งที่เรารักและเลือกเชื่อในสิ่งที่กำลังทำอยู่ สุดท้ายพระอาทิตย์ก็จะกลับมาทำหน้าที่ส่องแสงได้เหมือนเดิม

 

เรื่องไหนที่เป็นเมฆก้อนใหญ่ที่มาบังความสดใสของพระอาทิตย์ดวงนี้ได้มากที่สุด

 

มิวสิค: ถ้าเป็นตอนนี้ก็คือการ Cyber Bullying คอมเมนต์ต่างๆ ที่เราไม่อยากได้ยิน ต้องพยายามแยกแยะให้ออกว่าอันไหนมาจากความปรารถนาดี หรืออันไหนที่แค่ตั้งใจพูดให้เรารู้สึกไม่ดีเท่านั้น ซึ่งต้องบอกเลยว่าช่วงแรกๆ พวกคุณทำสำเร็จ เราเสียใจกับคำพูดพวกนั้นจริงๆ แต่ว่าก็ต้องขอโทษด้วยที่มันไม่สามารถบั่นทอนสิคได้ในตอนนี้ อาจจะไม่ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่อย่างน้อยตอนนี้สิ่งที่ต้องทำคือการก้าวเดินไปข้างหน้า ไม่ว่าจะต้องเจอกับถ้อยคำที่ร้ายแรงขนาดไหนก็ตาม

 

bnk48 Where We Belong bnk48 Where We Belong

 

เรื่อง Social Bullying เป็นประเด็นใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นในทุกๆ สังคม แต่พอมีนามสกุล BNK48 ต่อท้าย แล้วจะถูกตั้งเป้าโจมตีมากเป็นพิเศษ

 

มิวสิค: ไม่ใช่แค่ไอดอล แต่ Cyber Bullying เป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้นไม่ว่าจะกับใครก็ตาม ไม่มีใครบนโลกที่เกิดมาแล้วชอบโดนด่า โดนดูถูกอยู่แล้ว ตอนนี้พวกเราอาจจะรับมือได้มากขึ้น แต่ถ้าเรื่องนี้ไปเกิดกับใครสักคนที่ไม่ได้มีภูมิคุ้มกันอย่างพวกเรา แล้วทำให้เกิดความสูญเสียขึ้นมา ตรงนี้น่าเป็นห่วงมากกว่า

 

เพราะฉะนั้นเวลาเกิดเรื่อง สิคไม่ได้เสียใจที่เขาแสดงความคิดเห็นออกมานะ ทุกคนมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นอยู่แล้ว แต่สิคเสียใจเพราะว่าทำไมเขาถึงแสดงความคิดเห็นแบบนี้มากกว่า ทำไมถึงเลือกใช้คำพูดเสียดสีว่าร้ายโดยไม่คิดที่จะใส่ใจความรู้สึกของคนคนนั้น แต่เราก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากเสียใจ แล้วก็รีบทำตัวเองให้เข้มแข็ง เพราะเราทำได้แค่นั้นจริงๆ

 

เจนนิษฐ์: เป็นอะไรที่คอนโทรลยากนะ

 

มิวสิค: ไม่ใช่คอนโทรลยาก แต่คอนโทรลไม่ได้เลย เป็นเรื่องที่ต้องแก้ไขลงไปที่หัวใจและความคิดของแต่ละคน ไม่ใช่เรื่องที่พัฒนาการทางเทคโนโลยีจะแก้ไขได้เลย

 

เจนนิษฐ์: จริงๆ เราน่าจะใส่ฟิลเตอร์ได้แบบว่า ลบพวก hated comment ออกไปให้หมดเลย อย่างที่มิวสิคบอกว่าเราคอนโทรลคนอื่นไม่ได้ แต่เราคอนโทรลตัวเองได้ เพราะฉะนั้นถ้าคิดจะอ่านคอมเมนต์ ต้องสตรองให้มากพอจนแยกแยะให้ได้ว่าอันนั้นคือการแสดงความคิดเห็นจริงๆ อันไหนคือการ bully ถ้าสามารถไม่เอาใจไปใส่กับพวกที่มา bully ได้ก็อ่านไปเถอะ แต่ถ้าทำไม่ได้อย่าอ่านเลยดีกว่า

 

มิวสิค: การรับมืออีกวิธีหนึ่งคือการเงียบ ไม่ออกความคิดเห็น ไม่แสดงออกอะไรเลย เพราะบางทีที่เขามา bully เรา เพราะเขาต้องการให้มีรีแอ็กชันที่ไม่ดี ทำให้ภาพลักษณ์เรายิ่งดูแย่ออกไป การนิ่งคืออีกหนึ่งสิ่งที่พวกเราทำได้ แต่ถ้าเลือกได้ ในใจก็อยากให้เปลี่ยนแปลงที่ตัวคน bully มากกว่า

 

ประเด็นนี้คล้ายๆ เวลาเกิดคดีข่มขืนผู้หญิง ที่ควรจะต่อว่าคนทำผิด แต่บางคนบอกว่าเป็นเพราะแต่งตัวโป๊เลยถูกข่มขืน กรณีไอดอลก็คล้ายๆ กัน คือแทนที่จะคนทำจะรู้สึกผิด กลายเป็นมีคนมาบอกว่าเพราะพวกเธอทำตัวแบบนี้ถึงได้ถูก bully

 

มิวสิค: ใช่ๆ สิคเคยเห็นภาพในนิทรรศการ What Were You Wearing? (จัดโดย Jen Brockman และ Dr. Mary A. Wyandt-Hiebert จากศูนย์การศึกษาและการป้องกันการล่วงละเมิดทางเพศ สหรัฐอเมริกา) ที่เอาเสื้อผ้าของเหยื่อที่ถูกข่มขืนมาโชว์ให้ดู แล้วเห็นเลยว่ามันไม่ได้เข้าข่ายว่าเป็นชุดที่โป๊หรือล่อแหลมต่อการโดนข่มขืนเลย เพราะฉะนั้นเคสนี้เลยคล้ายกันที่ควรจัดการที่ต้นเหตุมากกว่า

 

ถ้าเราเอาการกระทำหรือสิ่งที่สมาชิก BNK48 หลายๆ คนถูก Cyber Bullying มาโชว์เป็นนิทรรศการแบบเดียวกัน ก็น่าจะได้ภาพคล้ายๆ กัน คือเป็นเรื่องที่คนทั่วไปทำกันเป็นเรื่องปกติ แต่พอเป็น BNK48 กลับถูกมองว่าไม่ปกติ

 

มิวสิค: BNK48 ก็จะถูกพูดถึงเรื่องเครื่องแต่งกายที่เอาไปโชว์อยู่เหมือนกัน ทั้งเรื่องชุด เรื่องกระโปรง ซึ่งพวกเราคิดว่ามันคือคอสตูม มันคือเครื่องแบบที่ต้องใส่ในการทำงาน บางคนเขาก็เอาเรื่องนี้มาพูดถึงด้วยคำพูดที่ดูล่อแหลม ช่วงแรกๆ ก็เสียใจมากนะ เหมือนถูกข่มขืนจิตใจ เพราะเราแค่ตั้งใจมาร้องเพลง มาเต้น มามอบความสุข ไม่เคยคิดว่าจะทำให้ถูกพูดถึงไปในทางนั้นได้เลย

Cyber Bullying เป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้นไม่ว่าจะกับใครก็ตาม

bnk48 Where We Belong bnk48 Where We Belong

 

ที่เจนนิษฐ์บอกว่าคิดถึงหลายๆ เรื่องที่อาจเกิดขึ้นก่อนเข้ามาเป็น BNK48 การถูก Cyber Bullying เป็นหนึ่งในเรื่องที่คิดเอาไว้ก่อนแล้วด้วยหรือเปล่า

 

เจนนิษฐ์: คิดค่ะ ก่อนหน้านี้ก็เห็นอยู่แล้วว่าศิลปินดาราทั่วไปก็โดนกันทุกคน หรือในชีวิตประจำทั่วไปเดินไปเจอเพื่อนยังโดนทักเลยว่า เฮ้ย วันนี้ไม่สวยเลย, ทำไมวันนี้แต่งหน้าแปลก, ทำไมอย่างโน้น อย่างนี้ อย่างนั้น ตามปกติที่เจอหน้ากันจริงๆ การ bully ก็เกิดขึ้นอยู่แล้ว แล้วยิ่งในโซเชียลมีเดียที่ไม่ต้องเห็นหน้ากัน ทำไมจะเกิดเรื่องแบบนี้ไม่ได้

 

แต่จริงๆ พออยู่ในสถานะนี้ก็พูดยากเหมือนกันนะ เพราะนอกจากติดตามผลงานแล้ว พอมีสถานะที่ถูกเรียกว่าไอดอล เขาก็อาจจะคาดหวังว่าชีวิตส่วนตัวจะต้องดี เป็นไปตามภาพที่เขาวาดเอาไว้ ซึ่งบางทีมันก็ไม่ใช่แบบนั้นหรือเปล่า

 

พอเวลาผ่านไป 2 ปีกว่าๆ มุมมองของทั้งสองคนต่อคำว่า ‘ไอดอล’ ยังเหมือนเดิมหรือเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง

 

เจนนิษฐ์: ตั้งแต่เริ่มมีคนมาสัมภาษณ์ หนูจะบอกตลอดว่าไม่อยากเรียกตัวเองว่าไอดอล เพราะถ้าคนเขานิยาม ‘ไอดอล’ ว่าต้องดี ต้องเพอร์เฟกต์ ต้องเป็นตัวอย่าง หนูก็ไม่สามารถเรียกตัวเองว่าไอดอลได้แล้ว (หัวเราะ)  

 

มิวสิค: สำหรับสิค ไอดอลคือบุคคลที่สร้างแรงบันดาลใจ ไม่ถึงขนาดจะต้องเป็นบุคคลต้นแบบที่แสนเพอร์เฟกต์ พวกเราพูดอยู่ตลอดว่าเราเป็นแค่เด็กคนหนึ่ง ที่ทำในสิ่งที่ตัวเองรักจนได้มายืนในจุดนี้ ถ้าเราจะเป็นไอดอลได้ ก็ตรงที่มีคนได้รับแรงบันดาลใจจากเราว่าเรายึดมั่น ทำตามในสิ่งที่รัก ไม่ได้หมายความว่าเราจะเป็นต้นแบบที่ดีในทุกๆ อย่างไปได้ทั้งหมด

 

ถ้าไม่อยากเรียกตัวเองว่าไอดอล แล้วเจนนิษฐ์เรียกตัวเองว่าอะไร

 

เจนนิษฐ์: (คิดนาน) คนที่ทำในสิ่งที่ชอบ แล้วส่งต่อเรื่องราวนั้นไปให้คนอื่น หนูชอบหลายคนที่เขาอยากเป็นนักร้อง เพราะอยากให้ทุกคนที่ได้ฟังเพลงของเขามีความสุข ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีมากๆ แต่ส่วนตัวของเรา คือมาทำสิ่งที่ตัวเองชอบล้วนๆ เราแค่โชคดีจริงๆ ที่มีคนที่เขามีความสุขกับสิ่งนี้ของเราไปด้วย

 

มิวสิค: สิคก็ยังคิดว่าตัวเองเป็นคนธรรมดาอยู่นะ แต่เป็นคนธรรมดาที่พยายามบอกให้ทุกคนรู้ว่าเรายืมร่างกายจากธรรมชาติมาใช้ได้แค่ครั้งเดียว เรามีเวลาสั้นมากที่จะมีโอกาสทำในสิ่งที่ชอบได้ไม่กี่ครั้งหรอก ก่อนที่วันหนึ่งต้องคืนร่างกายให้ธรรมชาติไป

 

แต่สิคไม่เคยบอกใครว่าจะต้องเป็นเหมือนสิคนะ อย่างที่บอกว่าเราไม่ได้มีไปหมดทุกอย่าง สิคยอมรับว่าตัวเองเรียนไม่เก่ง ก็ไม่ได้บอกทุกคนว่าจะต้องเรียนไม่เก่งแบบนี้นะ (หัวเราะ) แต่สิคบอกให้ทุกคนทำในสิ่งที่อยากทำ ไม่จำเป็นต้องมาเป็น BNK48 หรือเป็นไอดอลก็ได้ แต่หมายถึงว่าเราจะกล้ามากพอที่จะออกเสียงเพื่อปกป้องสิ่งที่เรารักให้เราได้ทำมันต่อไปได้หรือเปล่า ไม่มีใครที่จะแย่ไปหมดทุกอย่าง เพียงแต่ว่าจะหามันหรือเปล่าเท่านั้นเอง

 

bnk48 Where We Belong

 

ถ้ามองในมุมนี้ไม่ว่าใครก็เป็นไอดอลได้เหมือนกัน

 

เจนนิษฐ์: ใช่ค่ะ อย่าง แคตเธอรีน คอมเมล ที่ตอน 5 ขวบดูสารคดีว่ามีเด็กในทวีปแอฟริกาตายเพราะถูกยุงกัด จนเป็นโรคมาลาเรีย แล้วก็เริ่มเก็บเงินค่าขนมเอาไปซื้อมุ้ง แล้วก็เริ่มทำโครงการระดมทุนซื้อมุ้งไปให้เด็กๆ ที่นั่น หรืออีกหลายๆ คนที่เป็นคนธรรมดา แต่มีความคิดที่ดีเพื่อช่วยเหลือให้คนอื่นดีขึ้น แบบนี้ก็เป็นไอดอลให้เราได้แล้ว

 

มิวสิค: หรือถ้ากลับไปพูดเรื่องไอดอลคือคนที่พยายามทำบางอย่างเพื่อปกป้องสิ่งที่เขารัก แฟนคลับของไอดอลก็ถือว่าเป็นไอดอลเหมือนกันนะคะ สงสัยเหมือนกันว่าต้องรักคนคนหนึ่งขนาดไหนถึงยอมทำให้ได้ขนาดนี้

 

สิคเองก็มีหลายครั้งที่ดื้อไปบ้าง แต่พวกเขาก็ยังรักในแบบที่เราเป็น สิคก็เคยเป็นแบบนั้นมาก่อน แต่ก็ไม่ได้ทุ่มตัวแบบนั้น และคิดว่าคงทำแบบนั้นไม่ได้ แต่แฟนคลับเขารักเราจนแทบจะไม่มีเงื่อนไข พร้อมที่จะสนับสนุนไม่ว่าเราจะเป็นยังไงก็ตาม

คำวิจารณ์ คำด่าไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เราเสียใจได้มากที่สุดหรอก เพราะสิ่งที่ทำให้เรานอยด์หรือเสียใจได้จริงๆ คือเวลารู้ตัวว่าเราทำได้ไม่ดีนี่ล่ะ

bnk48 Where We Belong

 

ทั้งสองคนเติบโตขึ้น ผ่านเรื่องราว ผ่านสถานที่ต่างๆ มากมาย จนตอนนี้มีผลงานเรื่อง Where We Belong ที่พูดถึง ‘สถานที่’ ที่เป็นของเรา ณ ตอนนี้คิดว่าสถานที่ไหนที่ตรงกับนิยามของหนังเรื่องนี้มากที่สุด

 

เจนนิษฐ์: ถ้าเป็นสถานที่ชัดๆ คงเป็นบ้าน หรือไม่ก็ที่ไหนก็ได้ที่ทำให้เราได้อยู่กับตัวเอง เป็นตัวของตัวเองมากที่สุดโดยที่ไม่ต้องสร้างภาพอะไรทั้งนั้น ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเสแสร้งเวลาอยู่ที่อื่นนะคะ แต่เป็นธรรมชาติที่บุคลิกของเราอาจจะต่างกันเวลาอยู่ในบริบท หน้าที่ สถานที่ ที่มีคนอื่นอยู่ด้วย

 

มิวสิค: เคยคุยกับคนหนึ่ง ที่เคยเป๋ไปตามคำพูดของคนอื่น แล้วเขาบอกว่าการให้เวลากับตัวเองเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ เพราะบางทีการที่เรารักคนอื่น ทำเพื่อคนอื่นมากเกินไป ก็อาจทำให้เราลืมว่าจริงๆ แล้วตัวเราเป็นยังไงกันแน่ เวลาได้อยู่คนเดียวเลยเป็นช่วงได้คิดทบทวนชีวิตที่ผ่านมาและถามหัวใจตัวเองว่า อะไรคือตัวตนของเรา หรืออะไรคือสิ่งที่เรารักและอยากทำกันแน่  

 

สิคก็เคยมีช่วงที่สงสัยว่าที่ที่เราอยู่ตรงนี้มัน belong กับเราจริงๆ หรือเปล่า ซึ่งก็ได้แต่สงสัย ไม่เคยคิดหาคำตอบจริงๆ จนได้กลับมาอยู่กับตัวเอง ได้มาคิดทบทวนจริงๆ ถึงได้คำตอบว่า เรื่องอะไรก็ไม่สำคัญหรอก ถ้าเรารักที่จะทำมันแล้วก็ทำต่อไป ไม่ต้องสนใจอะไรทั้งนั้น Move On ไปข้างหน้า แล้วคิดว่าจะทำอะไรเพื่อสิ่งที่เรารักให้ได้ต่อไปเรื่อยๆ ดีกว่า

 

เจนนิษฐ์: แต่ของหนูการอยู่คนเดียวเหมือนเป็นการพักผ่อน ไม่ได้ตั้งคำถามอะไรมาก อาจจะคิดถึงบางเหตุการณ์ที่เคยพลาดหรือทำให้เสียใจ แต่ก็คิดแค่นั้นแล้วก็ทิ้งมันไปเลย (หัวเราะ) ไม่อย่างนั้นเราจะมานั่งทุกข์ทรมานว่า ทำไมถึงเป็นแบบนั้น ทำไมเราไม่ทำแบบนี้ล่ะ โอ๊ย เสียดายจังเลย แล้วก็จะไม่จบไม่สิ้นสักที

 

bnk48 Where We Belong

 

มิวสิค: สิคเป็นแบบนั้นเลย (หัวเราะ) เป็นเรื่องที่แตกต่างกันมากๆ สำหรับเราสองคน

 

เจนนิษฐ์: แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่คิดอะไรเลยนะคะ หนูเป็นคนคิดมาก คิดหลายเรื่องพร้อมๆ กันด้วย (หัวเราะ) เพียงแค่คิดแล้วไม่ได้เอามาเครียดเท่านั้นเอง เพราะถ้าเครียดแล้วจะออกอาการ อารมณ์วันนั้นจะแย่ไปหมดเลย จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เลยเป็นคนไม่ค่อยคิดเรื่องที่ผิดพลาดในอดีต มันจบแล้วก็คือจบ ไม่อยากเสียเวลากับเรื่องใดเรื่องหนึ่งนานๆ เอาเวลาไปคิดเรื่องในอนาคตอีกร้อยเรื่องดีกว่า

 

กับ BNK48 ล่ะ ทั้ง 2 คนรู้สึกว่าพอเวลาผ่านไป 2 ปีกว่าๆ ตัวเอง belong ไปกับสถานที่แห่งนี้มากขนาดไหนแล้ว

 

เจนนิษฐ์: ความรู้สึกส่วนตัวนะคะ หนูคิดว่าเมมเบอร์ไม่ได้ belong กับ BNK48 แต่ BNK48 belong กับเมมเบอร์ เหมือนภาพลักษณ์ของวงเปลี่ยนไปตามการกระทำและกิจกรรมของเมมเบอร์ เราเป็นของเราแบบนี้ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงตัวเองไปตามชื่อวง เพราะฉะนั้นเมมเบอร์ทุกคนคือคนขับเคลื่อนว่า BNK48 จะไปในทิศทางไหน เหมือนกับวงรุ่นพี่ที่อยู่ใน 48Group มีกฎระเบียบ มีแนวทางคล้ายๆ กัน แต่ทุกวงจะแตกต่างกันไปตามที่ตัวเมมเบอร์เป็น

 

เป้าหมายที่อยากขับเคลื่อน BNK48 ไปให้ถึงในตอนนี้คืออะไร

 

เจนนิษฐ์: อยากให้คนเห็นว่าพวกเราเป็นวงที่มีพัฒนาการด้านเพอร์ฟอร์แมนซ์ดีขึ้นมาสักอย่างหนึ่งก็พอแล้ว ทุกวันนี้ดูเหมือนว่ามีคนชมพวกเราอยู่ แต่ส่วนใหญ่นั่นคือคำชมของแฟนคลับ ถ้าวิจารณ์ในวงกว้างจริงๆ พวกเราก็คงโดนเละเทะ ขนาดพวกเรายังวิจารณ์กันเองเลย เพราะฉะนั้นเป้าหมายของหนูยังเป็นเรื่องนี้เหมือนเดิม และจะพยายามทำต่อไป แต่ที่เปลี่ยนไปคือ เข้าใจว่าเป้าหมายนี้ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ เพราะมันมีข้อจำกัดหลายอย่างที่ทำให้พวกเรายังทำไม่ได้

 

bnk48 Where We Belong

 

พาร์ตการแสดงที่เมมเบอร์หลายคนเริ่มเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น ก็เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อน BNK48 ไปสู่พัฒนาการด้านอื่นๆ ที่ไม่ใช่แค่ไอดอล ร้องเพลง เต้น อย่างเดียวด้วยหรือเปล่า

 

เจนนิษฐ์: มีส่วนด้วยนะคะ ก็แอบคาดหวังว่าคนจะมองเห็นว่าเรามีความสามารถเพิ่มขึ้นหรือเปล่า จะได้รับการยอมรับมากขึ้นไหม อย่างน้อยบางคนอาจจะไม่ได้ชอบมาก แต่คิดว่า เฮ้ย เรื่องแรกได้แค่นี้ก็ดีแล้ว ถือว่าเริ่มไปในทางบวก แค่นี้หนูก็โอเคแล้วนะ (หัวเราะ)

 

ตอนนี้พวกเรายังมีผลงานน้อย แค่คนละเรื่องสองเรื่อง คนยังไม่รู้จักมากเท่าไร แต่ต่อไปถ้ามีผลงานออกมามากขึ้น แล้วทำให้คนที่ไม่รู้จักพวกเรามาก่อนเห็นว่า เริ่มมีความรู้สึกว่า BNK48 เล่นน่าสนใจดีนะ แล้วก็เริ่มมาติดตามทำความรู้จักเมมเบอร์ ทำความรู้จักวงมากขึ้น ก็แอบคาดหวังว่าเราอยากมีส่วนช่วยขับเคลื่อน BNK48 ให้เป็นรู้จักในวงกว้างมากขึ้นแบบนั้น แต่ถามว่าเตรียมตัวโดนด่าไว้ด้วยไหม ก็เตรียมตัวเหมือนกัน (หัวเราะ)  

 

มิวสิค: มันต้องมีทั้งคนชอบและไม่ชอบอยู่แล้ว ซึ่งการทำให้คนไม่ชอบเป็นความรู้สึกที่น่ากลัวนะคะ แต่ว่าก็เป็นเพราะว่าเรากลัวนี่ล่ะ เลยต้องทำให้ดีที่สุด อย่างน้อยคนที่เขาไม่ได้ชอบเรา หรือตั้งใจจะว่าเราอยู่แล้ว เขาจะได้ว่าเราน้อยลง หรือทำให้โดนว่าน้อยกว่าที่คิดหรือเตรียมใจเอาไว้ก็ยังดี (หัวเราะ)

 

เจนนิษฐ์: เราต้องมีภูมิต้านทานนะ ถ้าไม่เตรียมตัวไว้ก่อนแล้วไปเจอจริงๆ คงแย่ แต่พวกเราเจอกันมาจนชินแล้วด้วย ก็พร้อมรับมือประมาณหนึ่ง

 

มิวสิค: จะมากกว่านี้ก็มาเลย (หัวเราะ)

 

เจนนิษฐ์: แต่ว่าจริงๆ แล้วคำวิจารณ์ คำด่าไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เราเสียใจได้มากที่สุดหรอก เพราะสิ่งที่ทำให้เรานอยด์หรือเสียใจได้จริงๆ คือเวลารู้ตัวว่าเราทำได้ไม่ดีนี่ล่ะ เพราะฉะนั้นบางทีเราอาจไม่ได้เสียใจที่ถูกด่า แต่เราเสียใจเพราะที่เขาด่า มันบอกให้รู้ว่าเรายังทำได้ไม่ดี แต่ก็ต้องแยกเฉพาะที่เป็นคำวิจารณ์ด้วยเหตุและผลจริงๆ ด้วยนะ (หัวเราะ) ซึ่งพอเสียใจ แล้วก็รับรู้ความผิดพลาด แล้วพยายามแก้ไขให้ดีขึ้นในครั้งต่อไป  

ชอบที่เบลเป็นคนซื่อตรงต่อความรู้สึกของตัวเองมากๆ เบลไม่เคยโกหกความรู้สึกของตัวเอง เวลาร้องไห้ เขาก็ปล่อยทั้งหัวใจของเขาออกมากับการร้องไห้ครั้งนั้น เสียใจก็ยอมรับและแสดงออกมาว่าเสียใจอย่างเต็มที่

bnk48 Where We Belong

 

ใน Where We Belong มีประเด็นหนึ่งที่พูดถึงเรื่อง ‘มนุษย์ล่องหน’ ทั้งสองคนรู้สึกกับสถานะนี้อย่างไรบ้าง ในฐานะเป็นคนที่ต้องออกไปร้องเพลง ไปโชว์ พรีเซนต์ตัวเอง แสดงตัวตนให้คนอื่นมองเห็นอยู่ตลอดเวลา การเป็นมนุษย์ล่องหนน่ากลัวอย่างที่ตัวละครซูพูดจริงหรือเปล่า

 

เจนนิษฐ์: สมมติไปช้อปปิ้ง ไปใช้เวลาส่วนตัว ก็จะคิดว่าอย่ามีใครเห็นฉันนะ พยายามทำตัวจางๆ ไว้ แต่ในการทำงานนี่เป็นมนุษย์ล่องหนไม่ได้เลยนะ

 

มิวสิค: ส่วนตัวสิคเป็นคน introvert อยู่แล้ว ลึกๆ ก็จะรู้สึกว่าการเป็นมนุษย์ล่องหนก็ดีเหมือนกัน แต่พอมายืนตรงนี้มันก็จะมีหลายๆ สถานการณ์ที่เป็นแบบนั้นไม่ได้ สมมติไปถ่ายรายการด้วยกัน มันจะมีหลายโมเมนต์ผสมๆ กัน เช่น เราไม่ต้องโดดเด่นตลอดเวลาก็ได้ ไปอยู่ในเงาเพื่อให้เพื่อนได้แอร์ไทม์บ้าง เราก็สบายใจดี แต่มันก็จะมีบางโมเมนต์อีกที่จะรู้สึกว่า เอ๊ะ นานไปแล้วนะ ก็ต้องทำอะไรสักอย่างให้รู้ว่า เฮ้ ฉันอยู่ตรงนี้นะ (หัวเราะ)

 

เจนนิษฐ์: ไม่ใช่แค่เรารู้สึกหรอก แฟนคลับก็จะรู้สึกด้วยว่าลูกฉันหายไปไหน (หัวเราะ) เป็นความรู้สึกว่าส่งเรามาถึงตรงนี้แล้ว เขาก็อยากเห็นเราในรายการเหมือนกัน แต่ก็เข้าใจว่าเราไม่ใช่คนเลือกว่าแต่ละคนจะมีแอร์ไทม์ได้เท่าไร เพราะก็ขึ้นอยู่กับทีมงานว่าเขาจะเลือกนำเสนอเนื้อหาในรายการส่วนไหนออกมา แต่มันก็จะมีความรู้สึกอยู่ดีว่า อุตส่าห์ไปทำงาน นั่งนานเท่ากัน เหนื่อยเท่ากัน แต่ทำไมฉันได้ออกแค่นิดเดียวเอง

 

bnk48 Where We Belong

 

เวลาพูดถึงเรื่องนี้ ตามปกติคนส่วนใหญ่จะตอบว่า ไม่เป็นหรอก จะมีแอร์ไทม์เท่าไรก็ได้ ไม่สำคัญมากกว่านะ

 

พูดพร้อมกัน: งั้นเปลี่ยนเลยได้ไหม (หัวเราะ)

 

เจนนิษฐ์: ไม่หรอก อันนี้หนูเดาเองนะ ที่คนอื่นบอกว่าเราเป็นไร เพราะว่าคนของเขาอาจจะน้อยกว่าเรา ถ้าวงดนตรีทั่วไปก็ประมาณ 4-5 คน แต่ถ้าเป็นวงไอดอลมันจะอีกเรื่องหนึ่งเลย ไม่ว่าจะถ่ายรายการ ถ่ายเอ็มวีที่มีคนเป็นสิบๆ คน เราตั้งใจทำงาน เราทำเหนื่อย ก็อยากได้ผลลัพธ์ที่ดีออกมา ซึ่งผลลัพธ์นั้นก็คือแอร์ไทม์อันมีค่า ที่เราอาจจะต้องไปออกกองทั้งวันเพื่อแอร์ไทม์ 2 หรือ 10 วินาทีที่มีเราอยู่ และแฟนคลับได้เห็นเราอยู่ในนั้นด้วย

 

bnk48 Where We Belong

 

อีกหนึ่งประเด็นในหนังที่น่าสนใจคือ ที่บอกว่า ‘ผู้หญิงเข้าใจยาก’ ถ้ามองจากมุมทั้ง 2 คน เห็นด้วยกับคำพูดนี้มากน้อยขนาดไหน

 

มิวสิค: ไม่ต้องถึงขั้นผู้หญิงผู้ชายเข้าใจยากหรือง่ายหรอกค่ะ เพราะบางทีสิคก็ยังไม่เข้าใจตัวเองอยู่เลย (หัวเราะ)

 

เจนนิษฐ์: เคยได้ยินมาว่าเป็นเพราะผู้หญิงช่างสังเกตมากกว่า คิดเล็กคิดน้อยมากกว่า เลยทำให้ผู้ชายสงสัยว่าจะคิดอะไรขนาดนั้น เลยดูเหมือนเข้าใจยาก เช่น เวลาไปซื้อเครื่องสำอาง ผู้หญิงก็จะเห็นความแตกต่างของลิปสติก 5 สีได้ แต่ผู้ชายจะคิดว่าเหมือนกันหมด เราอาจจะแค่สังเกตหรือมองเห็นรายละเอียดที่ต่างกัน

 

มิวสิค: เวลามีซิงเกิลใหม่ๆ สิคก็จะแต่งหน้าไม่เหมือนกันด้วยนะ ถ้าเป็นเพลงหวานอย่าง Kimi wa Melody ก็จะแต่งหน้าอ่อนมากๆ ถ้าเป็น Beginner สิคก็จะทาตาสีเข้มขึ้น ซึ่งเราพยายามให้เห็นความแตกต่างในรายละเอียดนี้ แต่ถ้าเป็นแฟนคลับผู้ชายก็จะบอกว่าสิคแต่งหน้าหนามาตลอดเลย (หัวเราะ)

 

เจนนิษฐ์: หรือเรื่องการแต่งตัว อันนี้พูดถึงภาพรวมได้เลย ยิ่งถ้ามีแฟนก็จะเป็นปัญหาหนักที่ต้องเจอคำถามว่า ทำไมต้องเปิดไหล่สักนิด โชว์เอวสักหน่อย ทำไมดีเทลต้องเยอะ เสื้อก็เสื้อสิ กางเกงก็กางเกงสิ ไปถึงขั้นโดนข้อหาว่าทำไมต้องใส่ให้ผู้ชายคนอื่นดูล่ะ จะลากไปกรณีโดน bully หรือข่มขืนที่พูดถึงตอนแรกด้วยก็ได้

 

ซึ่งในมุมของคนที่แต่งตัวมันไม่ได้มีอะไรเลย เขาไม่ได้แต่งไปให้คนไม่รู้จักมอง แต่แค่วันไหนไปหาเพื่อนแล้วมีคนทักว่าใส่แล้วหุ่นดี ถ่ายรูปลงอินสตาแกรมแล้วมีคนทักว่าสวยจังเลย แค่นี้สบายใจแล้ว คุ้มแล้วกับการเดินตลาดทั้งวัน เสียเงิน 300 บาท แค่นี้พอแล้ว (หัวเราะ)

 

มิวสิค: เลยไม่แน่ใจว่าใช้คำว่าเข้าใจยากได้หรือเปล่า เพราะจริงๆ เราอาจจะแค่สนใจในสิ่งที่แตกต่างกันแค่นั้นก็ได้

 

bnk48 Where We Belong

 

ตอนนี้มีความเข้าใจผิดเรื่องไหนที่อยากให้คนทำความเข้าใจใหม่บ้างหรือเปล่า

 

ทั้งสองคน: (คิดนาน)

 

มิวสิค: คู่ชิปไง (การจับคู่สมาชิกในวงเหมือนเป็นคนรักกัน ซึ่งสมาชิกแต่ละคนอาจจับคู่ชิปกับคนอื่นได้มากกว่า 1 ลำ) เป็นเรื่องที่วุ่นวายมาก แต่จะอธิบายยังไงดี (หัวเราะ)

 

เจนนิษฐ์: โอ้ ดีเลย ขอบคุณที่พูดขึ้นมา ไม่ใช่ว่าหนูไม่ชอบการชิปนะ การชิปเป็นวัฒนธรรมที่ดี แต่คิดว่ามันควรต้องมีขอบเขตบางอย่าง ไม่อย่างนั้นจะเหมือนเวลาอยู่ในโรงเรียนประถมที่ชอบแซวกันว่าคนนั้นชอบคนนี้ ซึ่งบางคู่เขาชอบกันจริงๆ แล้วได้เป็นแฟนกันก็มี แต่ก็จะมีหลายคู่ที่โดนแซวแล้วอึดอัด จนสุดท้ายเขาเลือกที่จะไม่ยุ่งกันไปเลย บางคนเป็นเพื่อนสนิทกัน ตัวติดกันตลอดก็ต้องมาทำตัวห่างกัน เพราะไม่อยากถูกแซวก็มีนะ

 

bnk48 Where We Belong

 

แต่หลายๆ ครั้งก็จะเห็นว่ามีการ ‘เซอร์วิส’ จากเมมเบอร์ด้วยการต่อเรือให้แฟนคลับเห็นอยู่เหมือนกัน

 

เจนนิษฐ์: แน่นอน เพราะว่าอยากได้เรตติ้ง (หัวเราะ)

 

จริงๆ พวกเราอาจจะเป็นคนที่ทำให้เขาเข้าใจผิดกันมากขึ้นด้วยหรือเปล่า

 

มิวสิค: สิคมีปัญหาเรื่องนี้บ่อยมาก เพราะเคยพยายามเซอร์วิสอยู่ช่วงหนึ่ง จริงๆ ซึ่งบางคนก็ไม่ชอบ แล้วก็มีบางคนคิดว่าพวกเราคบกันจริงๆ เป็นเรื่องที่สิคค่อนข้างไม่สบายใจ ก็มีคุยเรื่องนี้กันในวงเลยนะ บางทีเราไม่ได้คิดไปไกลถึงขนาดนั้น เราแค่ชอบโมเมนต์เวลาได้เล่นกับเพื่อน อย่างคู่ชิปกับพี่เฌอ (เฌอปราง อารีย์กุล) แค่สิคร้องว่า เธอคือเมโลดี้ เมโลดี้ ก็มาแล้ว ตื่นเต้นคิดว่า เฌอคือเมโลดี้ เดี๋ยวก่อน (หัวเราะ)

 

เจนนิษฐ์: แต่ส่วนตัวหนูไม่ค่อยเจอ จะผิดกันเลย เพราะยิ่งถ้าคนเรียกร้อง จะยิ่งไม่ทำ (หัวเราะ) ยกเว้นว่าลูกค้าจะจ้างนะคะ (หัวเราะ)

 

มิวสิค: มันจะมีสายรุก สายนิ่งๆ ส่วนสิคเป็นสายเซอร์วิสบ้าง ส่วนเจนนิษฐ์จะเป็นสายแบบอึดอัดโว้ย! (หัวเราะ)

 

บางคนเขาอาจจะคิดหรือเปล่าว่า ช่วยเซอร์วิสพวกเขาหน่อยไม่ได้เหรอ มันคือความสุขของเขานะเวลาได้เห็นเมมเบอร์ที่เขาชื่นชอบกำลัง ‘ต่อเรือ’ กันอยู่

 

เจนนิษฐ์: แต่หนูไม่มีความสุขไง (หัวเราะ)

 

มิวสิค: สิคทำได้นะ แต่อย่างที่บอกว่าถ้ามันมากจนไม่มีความสุข เราก็คงทำด้วยความรู้สึกไม่อยากทำ และไม่มีความสุข

 

เจนนิษฐ์: มันทำได้เพราะอย่างที่บอกว่าหนูเข้าใจว่าการชิปคือวัฒนธรรมที่ดี แต่อย่างที่บอกว่ามันควรจะมีขอบเขต เพราะเรารักกัน เราก็อยากเล่นด้วยกันได้ตามปกติ ไม่ต้องมากังวลว่าจะมีคนเอาไปคิดว่าเราคบกันจริงๆ หรือเปล่า บางทีแค่นั่งข้างกันเฉยๆ ก็คิดไปแล้ว (หัวเราะ)

 

โอเคล่ะว่าการได้เห็นพวกเราต่อเรือทำให้มีความสุข แต่อีกทางหนึ่งก็อยากให้เข้าใจว่าการต่อเรือมาก แบบทุกอย่าง ทุกการกระทำ บางครั้งมันทำให้ความสุขที่เราจะเล่นกับเพื่อนได้อย่างสบายใจ ได้ตามปกติเหมือนก่อนลดลงไปเหมือนกัน อย่างเคสในโรงเรียนประถมก็มีน้อยมากเลยนะที่จะได้คบกันเป็นแฟนจริงๆ ส่วนใหญ่เลือกที่จะไม่คุยกันเลยมากกว่า

 

bnk48 Where We Belong

 

กลับมาที่เรื่องการแสดง รู้สึกอย่างไรกันบ้างหลังผลงานเรื่อง Where We Belong จบไป เจนนิษฐ์เคยพูดอยู่หลายครั้งอย่าง เป็นคนชอบการแสดงอยู่แล้ว ยังรู้สึกแบบนั้นอยู่ไหม และความรู้สึกของมิวสิคที่เพิ่งเคยมีผลงานแสดงเป็นครั้งแรกเป็นอย่างไรบ้าง

 

มิวสิค: ชอบค่ะ ชอบจันทบุรีสถานที่ถ่ายทำ (หัวเราะ) เพราะว่าตอนนี้เพิ่งมีผลงานแค่เรื่องเดียว ซึ่งสิคแฮปปี้กับการได้ไปออกกอง ได้อยู่กับพี่ๆ ทีมงาน ชอบความอบอุ่นในกอง สนุกที่ได้เล่นกับเจนนิษฐ์ เล่นกับเมมเบอร์คนอื่นๆ ชอบที่ได้รับบทเป็นเบล ได้มีเพื่อนเป็นซู และรักหนังเรื่องนี้มากๆ แต่ที่ยังตอบไม่ได้ เพราะไม่แน่ใจว่าถ้าไปอยู่ในสถานการณ์แบบอื่น บทบาทแบบอื่น แล้วสิคจะยังรู้สึกว่าชอบการแสดงแบบตอนนี้ได้อยู่หรือเปล่า

 

เจนนิษฐ์: เฮ้ยๆ นี่ไง ได้โอกาสของานเลย (หัวเราะ) เล่นอีกสัก 2-3 เรื่องอาจจะรู้

 

มิวสิค: ก็ฝากเรื่องนี้ไปถึงผู้บริหารด้วยนะคะ ให้สิคได้พิสูจน์ตัวเองเพิ่มอีกหน่อย (หัวเราะ)

 

เจนนิษฐ์: เรื่องนี้คือการคอนเฟิร์มว่าหนูชอบการแสดงแน่นอน และไม่ได้ชอบแค่ได้เป็นนักแสดง หนูชอบกระบวนการสร้าง รู้สึกเจ๋งมากที่ได้รู้ว่ากว่าจะออกมาเป็นหนังเรื่องหนึ่งต้องผ่านอะไรมาบ้าง ต้องมีหลายฝ่ายประสานงานร่วมกัน เวลาออกกองหนูก็ชอบไปสังเกตว่าแต่ละซีนมีองค์ประกอบอะไร ใครทำอะไรบ้าง เป็นงานที่เต็มไปด้วยรายละเอียดที่ทุกคนต้องใส่ใจ เป็นอะไรที่เจ๋งมากๆ

 

มิวสิค: ที่บอกได้อีกอย่างหนึ่งคือ การแสดงเรื่องนี้ทำให้สิครู้สึกสนใจชีวิตของมนุษย์มากขึ้น พอได้สมมติว่าเราเป็นคนอื่น ทำให้รู้ว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อนเข้าใจยาก เพราะทุกคนมีพื้นฐานไม่เหมือนกัน นอกจากนี้ยังมีคลาสแอ็กติ้งที่ครูสอนเรื่องการพูด ควบคุมลมหายใจ ทำให้เข้าใจร่างกาย เข้าใจชีวิตและจิตใจของเรามากขึ้น ทำให้รู้ว่าเราสามารถทะลุขีดจำกัดของตัวเองหรือไปแตะจุดสูงสุดของตัวเองได้มากขนาดไหน

 

bnk48 Where We Belong

 

หลังจากที่ได้ไปรับบทเป็นเบลและซูกันมาแล้ว รู้สึกว่าชอบนิสัยหรือเรื่องไหนของสองตัวละครนี้มากที่สุด

 

มิวสิค: ชอบที่เบลเป็นคนซื่อตรงต่อความรู้สึกของตัวเองมากๆ เบลไม่เคยโกหกความรู้สึกของตัวเอง เวลาร้องไห้ เขาก็ปล่อยทั้งหัวใจของเขาออกมากับการร้องไห้ครั้งนั้น เสียใจก็ยอมรับและแสดงออกมาว่าเสียใจอย่างเต็มที่ ซึ่งถ้าเป็นสิคคงไม่เก็บเอาไว้ ไม่กล้าแสดงออกมาแบบนั้น

 

เจนนิษฐ์: ด้วยความที่ซูคล้ายๆ กับเจนนิษฐ์ที่ไม่ใช่ BNK48 การได้เป็นซูเลยเหมือนได้กลับไปพักผ่อนเหมือนกันนะ เป็นการพักผ่อนไปพร้อมๆ กับการเรียนรู้เพื่อนคนใหม่ที่ชื่อชู ที่มีอะไรเหมือนเราอยู่ครึ่งหนึ่ง ซึ่งครึ่งที่เหมือนกันคือเป็นคนที่รักตัวเองมากๆ (หัวเราะ) และก็รู้สึกว่าชอบซูตรงนี้มากที่สุด

 

ซูเหมือนเป็นเจนนิษฐ์ในเวอร์ชันที่ตรงกว่า แข็งกว่า ฮาร์ดคอร์กว่า ซึ่งน่าจะดึงนิสัยของซูมาใช้ตอนเป็น BNK48 ไม่ได้ เพราะน่าจะใช้ชีวิตกับคนอื่นยากนิดหนึ่ง (หัวเราะ)

 

มิวสิค: เออ ไม่อยากให้เบลมาอยู่ตรงนี้เหมือนกันนะ เก็บเขาไว้แบบนั้นล่ะดีแล้ว

 

คิดว่าซูเข้ามาเป็นสมาชิก BNK48 ได้ไหม

 

เจนนิษฐ์: ซูไม่อยากเข้าหรอกค่ะ (หัวเราะ) ซูคงบอกว่า โอ้ นี่ไม่ใช่ที่ของซูเลย มันต่างกันเกินไปแล้วล่ะ (หัวเราะ) ซึ่งซูจะเป็นคนแบบไหน ทำไมถึงคิดแบบนั้น ต้องไปดูในหนังกันเอาเอง

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

  • LOADING...

READ MORE

FOLLOW US

MOST POPULAR