นับถอยหลังอีกไม่ถึง 2 สัปดาห์ก็จะเข้าสู่สมรภูมิการเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร (กทม.) ในวันที่ 28 มิถุนายน 2569 แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงการกากบาทเลือกผู้นำเมืองหลวงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเลือกตั้ง สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร หรือ ส.ก. ซึ่งเปรียบเสมือนตัวแทนระดับเขตของคนกรุงเทพฯ อีกด้วย
ประเด็นสำคัญ
เพื่อทำความเข้าใจบทบาทของผู้แทนระดับเส้นเลือดฝอย โครงการความร่วมมือระหว่าง WeVis และ The Active ได้ทำการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลการดำเนินงานของ ส.ก. ชุดปัจจุบันตลอดระยะเวลา 4 ปี (พ.ศ. 2565 – 2569) พร้อมมุมมองเชิงวิเคราะห์จาก พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อสำรวจว่าที่ผ่านมาพวกเขาทำอะไร และทิศทางใดที่สภา กทม. ควรปรับปรุง
เปิดสถิติ 4 ปี ส.ก. ขับเคลื่อนกลไกสภาอย่างไร?
ตามกฎหมาย ส.ก. มีหน้าที่หลัก 4 ประการ ได้แก่ การตรวจสอบฝ่ายบริหาร, การศึกษาและให้ข้อเสนอแนะ, การเสนอและพิจารณาข้อบัญญัติ และการพิจารณางบประมาณ ซึ่งจากการรวบรวมข้อมูลบนเว็บไซต์ของสภา กทม. ตลอด 4 ปี พบสถิติการใช้กลไกต่างๆ ดังนี้
- ตั้งกระทู้ถาม: 130 เรื่อง โดยส่วนใหญ่ ส.ก. มักใช้กลไกนี้เพื่อสะท้อนปัญหาเฉพาะในเขตของตนเอง
- เสนอญัตติ: 211 เรื่อง ซึ่งมักเป็นประเด็นภาพรวมที่ครอบคลุมทั้ง กทม.
- การศึกษาและติดตาม: ศึกษาเรื่องในอำนาจ กทม. 386 เรื่อง และเรื่องทั่วไป 35 เรื่อง
- ด้านข้อบัญญัติและงบประมาณ: มีการศึกษาร่างข้อบัญญัติ 31 ฉบับ และอนุมัติงบประมาณสูงถึงราว 90,000 ล้านบาทต่อปี แต่กลับมีการเสนอร่างข้อบัญญัติใหม่เพียง 14 ฉบับเท่านั้น
ต่อประเด็นการเสนอร่างข้อบัญญัติที่ดูน้อย พิชญ์ ให้ความเห็นว่า กทม. มีข้อบัญญัติเดิมรองรับอยู่มาก จึงไม่จำเป็นต้องออกข้อบัญญัติใหม่เสมอไป แต่สิ่งที่สังคมควรตั้งคำถามคือ สภาได้มีการถกเถียงเพื่อแก้ไขข้อจำกัดในข้อบัญญัติเก่ามากน้อยเพียงใด และที่น่าสังเกตที่สุดคือ สภา กทม. ไม่เคยเปิดเผยผลการลงมติให้สาธารณชนรับทราบ ซึ่ง พิชญ์ มองว่าเรื่องนี้ประชาชนควรต้องกดดันให้มีการแก้ไขระเบียบ เพื่อให้คนกรุงเทพฯ ได้รู้ว่า ส.ก. แต่ละคนโหวตอย่างไร
10 อันดับวาระฮอต และ เสียงที่หายไป ในสภาเสาชิงช้า
จากการแยกประเด็นการหารือรวม 51 ประเด็น พบว่าเรื่องที่ ส.ก. ให้ความสำคัญสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่
- ค่าใช้จ่าย การเงิน งบประมาณ (101 เรื่อง)
- กิจการภายใน กทม. (99 เรื่อง)
- มาตรฐานการก่อสร้าง (59 เรื่อง)
- ขยะมูลฝอย (42 เรื่อง)
- การระบายน้ำ (39 เรื่อง)
- กีฬา (38 เรื่อง)
- รถติด (31 เรื่อง)
- อุบัติเหตุ (30 เรื่อง)
- การพัฒนาชุมชน (30 เรื่อง)
- ที่ดิน (28 เรื่อง)
สถิติชี้ให้เห็นว่างานพื้นฐานอย่างงบประมาณ โครงสร้างพื้นฐาน และปัญหาซ้ำซากอย่างรถติดและน้ำท่วม ครองพื้นที่สภาอย่างชัดเจน แต่ในทางกลับกัน ประเด็นเกี่ยวกับกลุ่มคนชายขอบ กลับกลายเป็นพื้นที่สุญญากาศ โดยมีการพูดถึงปัญหาคนไร้บ้านเพียง 3 เรื่อง, คนพิการ 2 เรื่อง และคนจนเมืองเพียง 1 เรื่องเท่านั้น
พิชญ์ วิเคราะห์ว่า แม้ กทม. จะดูแลประชากรแฝงจำนวนมากผ่านระบบสาธารณสุข แต่การที่ ส.ก. ไม่นำเรื่องคนชายขอบเข้าสภา สะท้อนให้เห็นว่า ส.ก. มักจะมุ่งให้ความสำคัญเฉพาะกลุ่มผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้งตนเองในพื้นที่เป็นหลัก ขาดการมองภาพรวมของเมือง
นอกจากนี้ เรื่องสำคัญอย่างการทุจริตคอร์รัปชัน ก็แทบไม่ปรากฏคำว่า ทุจริต หรือ สินบน ในชื่อเรื่องของการประชุมสภาเลย แต่อาจถูกซ่อนไว้ภายใต้การอภิปรายตรวจสอบงบประมาณกว้างๆ แทน
ตัวแทนระดับเส้นเลือดฝอย เมื่อ กทม. ไร้กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน
บทบาทของ ส.ก. นอกสภากลับมีความผูกพันกับวิถีชีวิตคนเมืองอย่างลึกซึ้ง พิชญ์ อธิบายว่า ส.ก. คือข้อต่อสำคัญระหว่างประชาชนกับระบบราชการ เนื่องจากกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่เมือง 100% จึงไม่มีกำนันหรือผู้ใหญ่บ้าน ส.ก. จึงต้องลงไปทำหน้าที่ดูแลตั้งแต่เรื่องศูนย์เด็กเล็ก ฉีดพ่นยุงลาย สุนัขจรจัด ไปจนถึงการช่วยประสานงานเมื่อมีคนเสียชีวิตที่บ้าน และการเป็นประธานงานศพ
อย่างไรก็ตาม บทบาทนี้ก็ไม่ครอบคลุมประชากรทุกกลุ่ม พิชญ์ แบ่งภูมิทัศน์ผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกเป็นกลุ่มต่างๆ โดยพบว่ากลุ่มบ้านมีรั้วและคอนโดมิเนียม มักไม่ค่อยพึ่งพา ส.ก. เพราะมีนิติบุคคลคอยจัดการให้ ในขณะที่ชุมชนและตลาด-ตึกแถว คือกลุ่มหลักที่ต้องวิ่งหาบริการสาธารณะและต้องพึ่งพา ส.ก. โดยตรง
วิกฤตโครงสร้าง ถึงเวลา ส.ก. บัญชีรายชื่อ ?
ข้อจำกัดสำคัญประการหนึ่งของ ส.ก. ชุดปัจจุบันคือการต้องทำงานแบบฉายเดี่ยว หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำรัฐประหาร และได้มีการยกเลิกสมาชิกสภาเขต (ส.ข.) ทำให้ข้อต่อสำคัญที่คอยเชื่อมระดับชุมชนหายไป การตรวจสอบผู้อำนวยการเขตจึงอ่อนแอลง
นอกจากนี้ การแบ่งเขตเลือกตั้งในปัจจุบันยังทำให้เกิดความลักลั่น โดยกำหนดให้ 1 เขต มี ส.ก. 1 คนเท่ากันทั้งหมด ส่งผลให้เขตขนาดเล็กอย่างพระนคร มีจำนวนผู้แทนเท่ากับเขตที่มีประชากรหนาแน่นมหาศาลอย่างสายไหมหรือหนองจอก
เพื่อยกระดับกลไกนี้ พิชญ์ ได้เสนอแนวคิดที่น่าสนใจว่า กทม. อาจต้องพิจารณาระบบตัวแทนใหม่ โดยดึงโมเดลแบบมหานครลอนดอนมาปรับใช้ นั่นคือการจัดให้มีทั้ง ส.ก. ระดับเขต และ ส.ก. บัญชีรายชื่อ (Party-list) เพื่อให้มีคณะทำงานที่สามารถขับเคลื่อนนโยบายภาพรวมของทั้งมหานครไปพร้อมๆ กับการแก้ปัญหาระดับเส้นเลือดฝอย
การเลือกตั้ง กทม. ไม่ได้มีแค่การเลือกผู้ว่าฯ ฉะนั้นข้อมูล 4 ปีที่ผ่านมาจึงเป็นเสมือนกระจกสะท้อนให้คนกรุงเทพฯ ได้ตั้งคำถามว่า ตัวแทนที่เรากำลังจะเดินเข้าคูหาไปเลือกในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ คือคนที่ใช่สำหรับการผลักดันเมืองหลวงแห่งนี้ให้เดินหน้าต่อไปแล้วหรือไม่
ข้อมูลอ้างอิงจากการรวบรวมและจัดทำโดย WeVis ร่วมกับ The Active (ศูนย์สื่อสารวาระทางสังคมและนโยบายสาธารณะ ไทยพีบีเอส)


