เรื่องราวความเคลื่อนไหวภายในพรรคภูมิใจไทยคลี่คลายลง หลังมีความชัดเจนในการจัดสรรตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ทั้ง 14 คณะ ในสัดส่วนของพรรค ถือเป็นการปิดฉากกระแสดราม่าที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนหน้านี้
ชนวนสำคัญของประเด็นดังกล่าวเริ่มจากกรณีของณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส.สงขลา 3 สมัย ที่ตัดสินใจออกจากกลุ่มไลน์ สส.พรรค หลังทราบว่าตนเองไม่มีรายชื่อในโผประธาน กมธ. ทั้งที่ก่อนหน้านี้ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในตัวเต็ง
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ได้คลี่คลายลงอย่างรวดเร็ว เมื่อแกนนำพรรคได้เข้าพูดคุยทำความเข้าใจ และดึงตัวกลับเข้ากลุ่มไลน์เป็นที่เรียบร้อย
ก่อนหน้านี้ ระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 29 เมษายน อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้พรรคภูมิใจไทย ได้เข้าไปพูดคุยกับ ‘ณัฏฐ์ชนน’ เพื่ออธิบายเหตุผลและความจำเป็นของการจัดสรรตำแหน่ง จนเจ้าตัวยอมรับ และยืนยันว่าจะสามารถทำงานร่วมกับพรรคต่อไปได้
ด้าน ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย อธิบายว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องปกติของพรรคการเมืองที่กำลังเติบโต เมื่อจำนวน สส. เพิ่มขึ้น ย่อมมีทั้งผู้ที่สมหวังและผิดหวัง เนื่องจากตำแหน่งมีจำกัด แต่บุคลากรที่มีศักยภาพมีจำนวนมาก
ไชยชนกย้ำว่า พรรคจำเป็นต้องบริหารจัดการอย่างเหมาะสม โดยยังมีตำแหน่งและบทบาททางการเมืองอื่นที่สำคัญรองรับ พร้อมระบุว่าโดยรวมสมาชิกส่วนใหญ่เข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงของพรรค และยืนยันว่าพรรคให้ความเป็นธรรมกับทุกคน ทั้งผู้ที่สอบได้ และสอบตก
ในมุมของการบริหารจัดการภายใน เลขาธิการพรรคยังเน้นว่า พรรคเปิดพื้นที่ให้พูดคุยกันได้ตามปกติ ไม่จำเป็นต้องส่งตัวกลางไปเคลียร์ใจ เพราะเป็นองค์กรที่สามารถสื่อสารกันได้โดยตรง ขณะเดียวกันก็ยอมรับว่าไม่สามารถทำให้ทุกคนพอใจได้ทั้งหมด แต่ฝ่ายบริหารจะพยายามอย่างเต็มที่
สำหรับรายชื่อประธาน กมธ. ทั้ง 14 คณะ ที่เคยปรากฏก่อนหน้านี้ ไชยชนกระบุว่าเป็นเพียงรายชื่อที่ใกล้เคียงกับการพิจารณาเบื้องต้น และยังไม่ใช่ข้อสรุปสุดท้ายในขณะนั้น โดยยอมรับว่ายังมีความสงสัยต่อการหลุดของข้อมูล และย้ำว่ามีการพิจารณาอย่างเป็นทางการในวันที่ 30 เมษายน
ท้ายที่สุด รายชื่อประธาน กมธ. ทั้ง 14 คณะ ในสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทยได้ข้อยุติ ครอบคลุมบทบาทสำคัญทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม เป็นการกระจายโอกาสให้ สส. ตามศักยภาพและความเหมาะสม
เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงโจทย์สำคัญของพรรคการเมืองในยุคที่ขยายตัว นั่นคือการรักษาสมดุลระหว่างโควตาอำนาจ กับความคาดหวังของบุคลากร ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย
อย่างไรก็ตาม บทสรุปที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่าพรรคภูมิใจไทยยังสามารถประคับประคองความเห็นต่างภายใน และรักษาความเป็นเอกภาพไว้ได้ แม้จะมีแรงกระเพื่อมในช่วงต้น แต่ท้ายที่สุด เหตุการณ์นี้ก็กลายเป็นอีกหนึ่งบททดสอบที่พรรคสามารถผ่านไปได้ พร้อมเดินหน้าทางการเมืองต่อโดยไม่เกิดรอยร้าวรุนแรงภายในพรรค


