×

เปิดใจ เบลล์ ขอบสนาม ทำเพจฟุตบอลอย่างไรให้ได้เกือบ 4 ล้านไลก์ใน 3 ปี

02.04.2018
  • LOADING...

HIGHLIGHTS

7 Mins. Read
  • วันที่ 29 มีนาคม 2561 นับเป็นวันครบรอบ 3 ปีการก่อตั้งเพจ ขอบสนาม อีกหนึ่งเพจที่ได้รับความนิยมในแวดวงฟุตบอลไทยและต่างประเทศ
  • ขอบสนาม เริ่มต้นโดยมีทีมงานแค่ 3 คน แต่เวลาผ่านไปทั้งหมด 3 ปี วันนี้มีทั้งหมด 4 เพจ พร้อมกับทีมงาน 28 คน และมียอดไลก์ในเพจหลักกว่า 3.8 ล้านคน
  • เบลล์ยืนยันว่าเพจเขาไม่ใช่กูรูฟุตบอล แต่เป็นเพียงแค่เพื่อนคนหนึ่งที่นำเรื่องราวต่างๆ บวกกับความสนุกมาเล่าให้เพื่อนฟังในแบบที่เข้าถึงกลุ่มวัยรุ่นได้ และเคล็ดลับความสำเร็จของเพจเขาคือความสม่ำเสมอในการทำงาน
  • เบลล์ยอมรับว่าปัญหาใหญ่ที่สุดตั้งแต่ทำเพจมาคือการปรับอัลกอริทึมของเฟซบุ๊ก ที่ทำให้คนเข้าถึงคอนเทนต์ได้น้อยลง จึงนำมาสู่การตัดสินใจเปิดเว็บไซต์ขอบสนาม เพื่อเพิ่มช่องทางเข้าสู่คอนเทนต์ รวมถึงยังเชื่อมั่นว่า แม้ว่าคนจะเข้าถึงเพจเขาน้อยลง แต่หากคอนเทนต์ที่ทำเจ๋งจริง เพจเขาก็จะยังได้รับความนิยมต่อไป

วันที่ 29 มีนาคม 2561 เป็นวันที่เจ้าของเพจออนไลน์หลายคนมารวมตัวกันที่โรงแรมย่านสาทร เพื่อร่วมฉลองให้กับเพจ ขอบสนาม ซึ่งวันนี้มีอายุครบ 3 ปีนับตั้งแต่ก่อตั้งเมื่อเดือนมีนาคม ปี 2015

 

THE STANDARD ก็เป็นหนึ่งในสื่อที่ได้รับเชิญมาเข้าร่วมงานนี้ และเมื่อเราเดินทางไปถึงสถานที่จัดงานก่อนกิจกรรมต่างๆ จะเริ่มต้นขึ้น เราก็มองเห็น เบลล์-อรรถพล ไข่ทอง อดีตพนักงานประจำที่กล้าออกจากงานประจำมาทำเพจในโลกออนไลน์ กำลังนั่งรอต้อนรับเพจต่างๆ พร้อมกับทีมงานของเขาอย่างตื่นเต้น

 

 

เบลล์เป็นคนที่มีบุคลิกโดดเด่นและสามารถมองเห็นได้ในระยะไกล ทำให้เราไม่แปลกใจว่าทำไมเพจของเขาในวันนี้ถึงมีผู้ติดตามถึง 3.8 ล้านคน และแม้ว่าในวันที่พี่มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ก ได้ปรับเปลี่ยนทดลองสิ่งที่สมาชิกเฟซบุ๊กเห็นบนฟีด บุคลิกของเพจและความนิยมของขอบสนามก็ไม่ได้ดูน้อยลงแต่อย่างใด

 

“จะให้ผมพูดเหมือนในหนัง Thor Ragnarok ก็ได้ ขอบสนามมันไม่ใช่เพจ แต่มันคือผู้คน สิ่งที่ผมต้องการให้ขอบสนามเป็นคือสังคม”

 

เป็นประโยคแรกที่เบลล์ได้กล่าวกับเราเมื่อเริ่มต้นการพูดคุยถึงขอบสนาม และทำให้เราเริ่มเข้าใจวิธีการทำงาน ระบบความคิด และจุดประสงค์ของการก่อตั้งเพจที่ไม่เปลี่ยนแปลง แม้ตัวเลขยอดไลก์จะขึ้นไปเกือบ 4 ล้านไลก์หลังจากที่ผ่านไปทั้งหมด 3 ปี จากทีมงานที่มีในวันแรกทั้งหมด 3 คน

 

จากวันแรกถึงวันนี้ที่ครบ 3 ปี ความรู้สึกแตกต่างกันอย่างไร

ผมรู้สึกว่าวันแรกมันเป็นแค่งานอดิเรก เป็นงานที่ผมทำคู่กับงานประจำ สักพักถึงรู้สึกว่ามันเป็นอาชีพ และจากอาชีพสุดท้ายมันกลายเป็นชีวิตของผมไปแล้ว ขอบสนามคือชีวิต พอเวลาผ่านไป 3 ปี ขอบสนามคือทุกอย่างในชีวิตผม

 

เรามีความสุขกับการทำงานมาก ทุกวันนี้ผมไม่เหมือนมาทำงาน ผมเหมือนตื่นมาให้ความสุขกับคน ผมมีความสุขมาก ไม่เคยรู้สึกเหนื่อยเลยตลอด 3 ปีที่ผ่านมา เพราะว่าผมมีความสุขตั้งแต่วันแรก และผมมีวิธีคิดหนึ่งเลยคือการส่งความสุขให้คนอื่นทุกวัน ดังนั้นต้นขั้วต้องมีความสุขไว้ก่อน เพราะหากต้นขั้วไม่บวก พลังที่ส่งออกไปก็จะไม่บวก คอนเทนต์ที่ส่งออกไปก็จะไม่บวก

 

ถ้าเปรียบขอบสนามเป็นเหมือนดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง คนที่เข้ามาในดาวดวงนี้จะเจออะไร

ในวันแรกผมอยากให้เขาได้เจออะไรที่แปลกใหม่ วันแรกๆ ขอบสนามเป็นเพจแรกที่เอาข่าวบอลมาอ่านให้ฟัง มีพากย์บอลด้วยภาษาคล้องจองที่ไม่มีใครทำมาก่อน แต่มาถึงวันนี้ผมอยากให้ขอบสนามเป็นเหมือนคอมมูนิตี้ของคนที่ชอบฟุตบอล ชอบในเรื่องกีฬา และเราสื่อสารกันด้วยภาษาเพื่อน ภาษาคุยของวัยรุ่น เราไม่ได้เป็นทางการ ไม่ได้อยู่ในทีวี เราใช้ภาษาที่วัยรุ่นฟังเข้าใจ นี่คือสิ่งที่เป็นตัวตนของขอบสนามมาตั้งแต่วันแรกและผมก็ยังคงตรงนี้อยู่ แม้ว่าวันนี้จะมีพี่เดียร์ มี Spring News เข้ามาช่วยในการส่งเสริมเรื่องอื่นๆ แต่ความเป็นตัวตนของขอบสนามยังคงอยู่

 

ยังมีคำหยาบคาย แต่คำหยาบคายนี้คือคำหยาบคายในคอนเทนต์ ทุกวันนี้คำว่า ไอ้เหี้ย ของผม เป็นเหมือนคำว่าไอ้เหี้ยของน้าค่อมไปแล้ว คือใครฟังมันฮามากกว่าเป็นคำด่า นั่นคือสิ่งที่เราทำมาเรื่อยๆ ซึ่งยอมรับว่าใช้เวลาตอกย้ำเหมือนกัน

 

ผมไม่เคยวางตัวว่าผมเป็นกูรูฟุตบอล เพราะผมไม่ใช่คนกูรูฟุตบอล ไม่ได้ดูบอลมา 20-30 ปี ผมชอบพากย์บอล เวลาตอนเด็กๆ เพื่อนๆ อาจจะแย่งกันเล่น Winning แต่ผมกลับขออยู่ตรงกลาง พากย์เสียงเวลาเพื่อนๆ เล่นแล้วกัน ผมเป็นเหมือนเพื่อนคนหนึ่งที่เอาเรื่องมาเล่าให้คนอื่นฟัง ด้วยภาษาที่เราชอบ ผมเป็นคนโรคจิตถ้าเขียนอะไรแล้วออกมาไม่คล้องจองไม่ได้ ต้องฟังแล้วลื่นหู มันติดมาจากตอนที่เราเป็นครีเอทีฟ และตอนที่สมัยเราเรียน ฝึกเขียนสคริปต์ถ้าไม่คล้องจองนี่ไม่ได้ มันต้องลื่นไปเลย พอเรามาทำงานตรงนี้มันก็เลยติดมา

 

3 ปีที่ผ่านมาคิดว่าคอนเทนต์แบบไหนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด

คอนเทนต์ที่ผมทำออกมาในวันแรก เรามีแค่ข่าวบอลอ่านให้ฟัง ดังนั้น คนที่เป็นแฟนขอบสนามก็จะเป็นคนที่ดูบอลอยู่แล้ว ทั้งคนที่เป็นแฟนบอลลิเวอร์พูล แมนฯ ยู บาร์เซโลนา หรือเรอัล มาดริด ทีมใดทีมหนึ่ง แต่เมื่อวันหนึ่งที่ขอบสนามเริ่มประสบความสำเร็จผมเริ่มอยากต่อยอดคือ ทำอย่างไรให้มันแมสขึ้น หมายถึงคนที่ไม่ดูบอลก็รู้จัก ผู้หญิง ลูกเด็กเล็กแดงที่ไม่เคยดูบอลก็รู้จัก ผมเลยคิดว่าบ้านเรา คอนเทนต์อะไรก็ตามที่มีความสนุกหรือบันเทิงคนจะชอบ วันนี้ผมเลยตั้งโจทย์ว่า ถ้าผมเอาฟุตบอลมาผนวกกับความสนุก เราหวังว่าจะตีโจทย์ตรงนี้แตกและคนอาจจะชอบมากขึ้น

 

ผมจึงทำช่วง ขอบสนาม Top 10 ขึ้นมา คอนเซปต์ง่ายๆ คุณไม่ต้องดูบอล ไม่ต้องรู้จักนักเตะว่าอยู่ทีมไหน ผมแค่หยิบจังหวะที่มันสนุกๆ ลูกยิงสวยๆ มาพากย์ให้เขาฟัง ถ้าคนชอบหรือมันสนุก เดี๋ยวเขาไปสืบหาต่อเอง เหมือนเวลาเราได้ยินเพลงที่ไม่รู้จัก แล้วเราสงสัยว่าเพลงนี้ของวงอะไรวะ เพราะว่ะ เราก็จะไปตามหามันเอง เราจะไปศึกษาเพิ่มเองถ้าสนใจ อันนั้นคือสิ่งที่ผมคิด ดังนั้นคนที่ติด ขอบสนาม Top 10 อาจจะไม่ต้องดูบอลก็ได้ เขาแค่รู้สึกว่ามันฮากับลูกยิงจังหวะนู้นจังหวะนี้มากกว่า นั่นคือสิ่งที่เป็นตัวตนและทำให้ขอบสนามดังเร็วมาก เพราะว่าหลังจากทำ Top 10 3 เดือนได้ 1 ล้านไลก์เลย

 

 

ในช่วงหลังมีหลายคนวิพากษ์วิจารณ์ว่าขอบสนามเปลี่ยนไป โดยเฉพาะเมื่อมีทีมงานใหม่ๆ เข้ามา ซึ่งทำให้มีรูปแบบที่เป็นทางการมากขึ้น คุณมองอย่างไร

จริงๆ ไม่เปลี่ยน ขอบสนามไม่เคยเปลี่ยน ผมคุยกับพี่เดียร์ตั้งแต่วันแรก พี่เดียร์เขาเข้ามาก็เพราะเขาชอบแบบนี้ มันไม่เหมือนใคร เขาสนับสนุนทุกอย่างที่เราเป็น เพียงแต่ว่าภาพลักษณ์ที่ออกไปตอนนี้มันเกี่ยวกับเฟซบุ๊กเปลี่ยนแปลงอัลกอริทึมพอดี ลองคิดภาพง่ายๆ คนเมื่อก่อนมีแต่คลิปคนก็เสพคลิปทั้งวัน แต่วันนี้เรามีคอนเทนต์ ทั้งคลิป ทั้งอ่าน ทำให้การเห็นไม่ทั่วถึง บวกกับการปรับอัลกอริทึมพอดี ดังนั้นคนที่ชอบดูคลิปไม่ชอบอ่าน พอคอนเทนต์เด้งขึ้นมาเป็นแบบอ่าน เขาอาจจะนึกว่าเราเลิกทำคลิปแล้วหรือเปล่า เช่นเดียวกับคนที่ชอบอ่านก็อาจจะเห็นแต่คลิปก็มีเหมือนกัน ดังนั้นถ้าเป็นแฟนขอบสนามให้เข้ามาที่หน้าเพจ และจะเห็นว่าจริงๆ เรามีคอนเทนต์เยอะ เราทำ 10 คลิปต่อวันเท่าเดิมมาตลอด

 

เมื่อก่อนเราเห็นจากนิวส์ฟีดเยอะ เพราะเมื่อก่อนมาร์กอาจจะปล่อย Reach เยอะ ทำให้คนติดมาก แต่พอเขาไม่ได้กดไลก์นานเข้า สักเดือนหนึ่งก็อาจจะหายไปจากหน้าฟีด ดังนั้นเราต้องย้ำเสมอว่าหากดูแล้วชอบใจกดไลก์ เพราะยิ่งกดไลก์ เฟซบุ๊กจะจำได้ว่าคุณชอบเพจนี้ มันจะขึ้นนิวส์ฟีดบ่อยๆ นั้นคือสิ่งที่เราต้องคอยสื่อสารคอยตอกย้ำกันคนดูเสมอ

 

นี่คือหนทางปรับตัวให้เข้ากับ เฟซบุ๊กมากขึ้นหรือเปล่า

เราต้องมีหลายอย่างแล้ว เผื่อวันหนึ่งเฟซบุ๊กมีปัญหา เราจะได้ยังมีพื้นที่ สมมติเราติดการ์ตูนสักเรื่อง คุณรับได้เหรอถ้าอยู่ดีๆ การ์ตูนหายไป เราต้องเตรียมพื้นที่เผื่อวันหนึ่งรัฐบาลแบนเฟซบุ๊กขึ้นมา เราก็ยังมีเว็บไซต์ เรายังมีสังคมของเราอยู่ ดังนั้นเราฝากชีวิตไว้กับพี่มาร์กอย่างเดียวไม่ได้

 

แล้วเราจะรับมืออย่างไรกับการเปลี่ยนแปลงในเฟซบุ๊ก

เรามีแผนทำคอนเทนต์ให้ถูกใจครับ เพราะเราเชื่อว่า Content is a King ยังไงก็แล้วแต่ถ้าให้คนเห็นน้อยต่อให้พันคนเห็น แต่ถ้าคอนเทนต์นั้นดีมันจะส่งโอกาสให้คนเห็นมากกว่าเดิม ผมคิดว่าแม้อัลกอริทึมเปลี่ยน แต่คอนเทนต์ถ้ามันเจ๋งจริงๆ คนก็ยังจะกดไลก์ ช่วยแชร์ และมันยังไปได้อยู่ เหมือนที่ขอบสนามยังไปได้เหมือนทุกวันนี้ เพจอื่นๆ อาจจะหายไปบ้าง แต่เพจขอบสนามจะยังอยู่เพราะว่าเราทำคอนเทนต์ทุกวัน เราสม่ำเสมอมาตลอด 3 ปี

 

คอนเทนต์เจ๋งในแบบของคุณหมายถึงอะไร

สำหรับผมถ้าให้ผมชมตัวเองนะ ผมว่าผมเจ๋งในเรื่องของความสม่ำเสมอ ผมทำ 7 วันต่อสัปดาห์ ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ยกเว้นเวลาป่วยหรือไปต่างประเทศ แต่แม้เวลาไปต่างประเทศผมก็ยังพกมือถือไปอัดเสียง เพราะผมรู้สึกห่วงคนดู อันนี้คือสิ่งที่ทำให้ขอบสนามประสบความสำเร็จ

 

ผมถามหน่อยมีใครไหมที่จะลาออกจากงานประจำมาทำเพจ ทั้งๆ ที่วันนั้นไม่มีรายได้ แต่ผมมีความเชื่อตั้งแต่แรกว่าประสบความสำเร็จแน่ แค่ทำเต็มที่ ทำสม่ำเสมอ ทำทุกวัน ตื่นเช้ามาเพื่อทำ ดังนั้น ผมมองว่าความเจ๋งของขอบสนามคือความสม่ำเสมอและความทุ่มเท เพราะว่าหายากนะครับคนที่จะทำเพจทุกวันโดยไม่หยุด เที่ยวก็น้อย 3 ปีมาผมแลกชีวิตไปเยอะมาก แต่สิ่งที่ได้มาคือคนดู สังคม และความแข็งแกร่งของคอนเทนต์ที่เราสร้างไว้

 

ถ้าคุณไม่มีพลังบวกเลย คุณจะส่งพลังบวกให้ใครก็ไม่ได้ ดังนั้นผมมีวิธีบริการจัดการความสุข กับการใช้ชีวิตไป เพราะว่าผมต้องแบกความสุขไว้เยอะ เพื่อจะไปทุ่มให้คนอื่นต่อในวันต่อไปครับ

 

ขอบสนาม Top 10

 

สะสมความสุขอะไรบ้างที่คุณแบกไว้เพื่อมาทุ่มลงกับคอนเทนต์

สำหรับผมคืออ่านเยอะ ดูเยอะ มีเพื่อน ผมไม่ชอบอยู่คนเดียว เพราะว่าต้องมีคนไว้ฟังไว้คุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ผมมีเพื่อนๆ และครอบครัว จุดที่ทำให้ผมอยู่ได้คือทัศนคติและความสุขในการได้เจอคนที่รู้จักเรา อันนี้คือการเพิ่มพลังของผมเล็กๆ น้อยๆ เข้ามาขอถ่ายรูปหรือทักทาย แค่นี้ผมก็รู้สึกว่าสิ่งที่เราทำไม่ไร้ค่านะ

 

ฟุตบอลมีความหมายอะไรสำหรับคุณ

โอ้โห ถ้าผมจะกราบใคร ผมจะกราบนักฟุตบอลทุกคนเลย เพราะว่าเขาทำให้ผมมีวันนี้ ฟุตบอลสำหรับวันนี้คือสิ่งที่ผมต้องนำไปเสนอกับคนรุ่นใหม่ๆ ผมมีหน้าที่ทำให้เด็กตัวเล็กๆ อยากจะเล่นฟุตบอล รู้สึกว่าอยากเป็นนักฟุตบอลมากกว่าไปทำอย่างอื่น เห็นพี่เบลล์พากย์แล้วอยากยิงประตูสวยๆ ให้พี่เบลล์พากย์สักวัน อยากส่งแพสชันนี้ออกไปเรื่อยๆ

 

อยากให้สัก 10 ปีผ่านไปให้ขอบสนามเป็นที่พูดคุยในแคมป์ฟุตบอลว่า วันนี้อยากจะยิงลูกสวยๆ เพื่อให้พี่เบลล์พากย์ลูกที่ยิง เหมือนที่ทุกๆ คนอยากออกทีวี เราก็อยากเห็นทุกๆ คนอยากออกขอบสนาม เพราะว่าเขาออกแล้วเขามีชื่อเสียงและมีโอกาสเติบโตในอาชีพมากขึ้น

 

วิกฤตที่เคยเจอหนักที่สุดในการทำเพจมา 3 ปีคืออะไร​

ผมไม่มีวิกฤตเลย เพราะปัญหามีไว้แก้ ส่วนปัญหาหนักสุดที่เคยเจอ ก็นี่แหละอัลกอริทึมเฟซบุ๊กเปลี่ยนไป แต่หนักถึงขั้นเครียดคงไม่มี ผมมีความสุขไว้ก่อน คนเอาความสุขจากผมไปไม่ได้

 

ผมไม่สนใจคอมเมนต์ด่า ใครด่านะ ผมเข้าไปคุยกับเขาดีๆ เพราะผมเชื่อว่าน้ำเย็น ดับไฟได้หมด คนถือไม้จะตีเรา เราไหว้เขา เขายังจะตีอีกเหรอ ดังนั้นผมมีวิธีง่ายๆ ในการจัดการคอมเมนต์ลบๆ อธิบายเขาด้วยความจริงใจ และผมเชื่อว่าวันเวลาจะบอกเองว่าเราเป็นคนอย่างไร คุณไปบอกเขาไม่ได้หรอก มีแค่ผลงาน ความสม่ำเสมอเท่านั้นจะเป็นตัวบอก เหมือนนักฟุตบอลไปบอกหนังสือพิมพ์ไม่ได้หรอกว่าเขาเก่ง  นอกจากเขายิงประตูเยอะๆ เท่านั้นหนังสือพิมพ์ถึงจะลงชื่อเขา

 

ปี 2018 นี้มีแผนการอะไรบ้าง

เรามีคอมมูนิตี้ เราจะไม่หยุดแค่แฟนเพจ เรามีอีเวนต์ ถึงเวลาแล้วที่จะดึงคนออกจากหน้าคอมฯ มาเจอกัน มานั่งพากย์บอลกัน มาร่วมสนุก ทำให้เขาคิดว่าขอบสนามเป็นสังคมที่น่าอยู่ อยากจะมาอีก และเป็นพื้นที่จริง คุณเชียร์บอลจริงๆ มีนักบอลจริงๆ ทีมชาติไทยจริงๆ มาร่วมด้วย

 

ปีนี้มีโครงการหลายอย่าง ผมอยากจะตอบแทนสังคม วันนี้ผมก็ประกาศโครงการ  The Same Old Shoe เป็นโครงการที่คิดว่าอยากเอารองเท้าที่ผมมีที่บ้านเป็นสิบคู่แต่ใส่จริงๆ แค่ 2 คู่ ที่เหลือปล่อยให้ฝุ่นจับ ไปบริจาคให้น้องๆ ในต่างจังหวัดที่ใส่รองเท้าที่ขาดแล้วขาดอีกแต่ยังต้องใส่ เพราะอะไร โอกาสไม่เหมือนกันครับ ดังนั้นผมคิดว่า ผมมีคนตามตั้งสามล้าน ลองชวนคนมา ขอรองเท้าคนละคู่ เอาแค่ 10% ก็ได้สามแสนคู่ละ เพราะฉะนั้นจะมีเด็กกี่ชีวิตที่ได้รองเท้าไปเตะบอล สร้างโอกาสให้เขา แล้วเราจะไปแจกกันถึงที่ จัดกิจกรรมกับพวกเขา น้องๆ จะได้สัมผัสว่า เฮ้ย เป็นนักฟุตบอลก็สนุกดีว่ะ แค่นี้ผมก็มีความสุขแล้ว ถ้าโครงการดังขึ้นมา ก็จะมีแบรนด์ต่างๆเข้ามาสนับสนุนไปกับขอบสนาม ผมไม่สนใจว่าจะแบรนด์ไหน ผมรู้ว่าขอเถอะ จะเก่าหรือใหม่ คือการส่งโอกาสให้เด็กๆ

 

อะไรที่คุณเห็นว่าสำคัญที่สุดเวลาโพสต์คอนเทนต์หนึ่งไป ยอดไลก์ ยอดแชร์ หรือ คุณค่าที่ได้จากมัน

สำหรับผม ผมคิดสโลแกนขึ้นมาคือ หากดูแล้วชอบใจ ปุ่มไลก์ปุ่มแชร์อยู่ใกล้ๆ อย่าลืมกดให้ขอบสนามหน่อยนะครับ ยอดไลก์ยอดแชร์มันคือส่วนหนึ่งสำหรับผม แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือคอมเมนต์ ต่อให้คุณไลก์ไปแสนกว่า แต่คอมเมนต์พันกว่าด่าหมด ผมมองว่านั่นคือไม่ประสบความสำเร็จนะ ผมต้องการให้คนชอบคอนเทนต์มากกว่าจะมานั่งด่าคอนเทนต์ ออกความคิดเห็นเถียงดีกว่ามานั่งด่าคอนเทนต์ เห็นว่าไม่สนุก ขยะ กระจอก

 

คอมเมนต์สำคัญที่สุด เพราะว่าขอบสนามประสบความสำเร็จได้ทุกวันนี้เพราะผมอ่านทุกคอมเมนต์ตั้งแต่วันแรกว่าคนเขาอยากดูอะไร ผมไม่ทำตามใจตัวเอง ผมทำตามใจคนดู เพราะถ้าทำตามใจตัวเองคุณก็ดูคนเดียว ผมต้องเช็กกระแสเสมอ เฮ้ยคนดูชอบแบบนี้ว่ะ ถ้าคุณไม่สนใจคอมเมนต์แสดงว่าคุณไม่สนใจคนดู คุณสนแต่ตัวเอง คุณจะมานั่งสนใจยอดไลก์ไม่ได้ คนไลก์เป็นแสนคุณดีใจ แต่คุณเห็นคอมเมนต์หรือยัง เขาชอบหรือเปล่า อันนี้สำคัญมากครับ

 

บทสนทนาจบลงพร้อมกับรอยยิ้มของเบลล์ที่ยังกว้างเหมือนวันแรกที่เขาเริ่มทำเพจใหม่ๆ พร้อมกับคำขอบคุณจากทั้งสองฝ่ายที่ต่างต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงบนโลกออนไลน์ที่เรานิยามกันว่าเฟซบุ๊กฟีด

 

 

วันนี้ขอบสนามได้มากไกลพอๆ กับพัฒนาการของการสื่อสารที่เปิดโอกาสให้คนที่เริ่มต้นจากความรักการพากย์บอลได้มีโอกาสทำในสิ่งที่เขารักพร้อมกับมีรายได้และมีทีมงานมาร่วมส่งเสริมฝันการสร้างสังคมกีฬาในรูปแบบของเขาให้เป็นจริง

 

เฟซบุ๊กจะอยู่หรือไป รูปแบบการสื่อสารจะเปลี่ยนแปลงไปอีกขนาดไหน คงเป็นคำถามที่ยังไม่มีใครตอบได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นคำตอบจากการพูดคุยในวันนี้คือ หากคุณมีความสม่ำเสมอในสิ่งที่คุณเชื่อและลงมือทุ่มเทกับมัน วันหนึ่งคุณก็อาจจะเริ่มสร้างสังคมที่คุณต้องการได้เช่นกัน

 

Photo: ขอบสนาม / facebook

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories