ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ แม้จะเริ่มคลายความกังวลไปจากสถานการณ์เงินเฟ้อที่กังวลว่าจะไปต่อ หลังราคาน้ำมันในตลาดโลกที่เริ่มมีแนวโน้มชะลอตัวลงมาที่ 70 กว่าดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แต่เริ่มมีเสียงเตือนมาอีกว่า ความเสี่ยงของ Second Round Inflation กำลังจะมา และเดินมาถึงจุดจบของยุคดอกเบี้ยขาลง
ประเด็นสำคัญ
อิสระ อรดีดลเชษฐ์ รองกรรมการผู้จัดการ หน่วยงานกลยุทธ์การลงทุน บลจ. บัวหลวง (BBLAM) กล่าวว่า ขณะนี้นโยบายการเงินทั่วโลกและประเทศไทย ตลาดได้รับรู้และซึมซับไปแล้วว่านโยบายดอกเบี้ยขาลง (Rate Cut Cycle) ได้สิ้นสุดลง โดยทิศทางหลังจากนี้ ดอกเบี้ยจะอยู่ในภาวะทรงตัวหรืออาจปรับตัวสูงขึ้นได้ในปีหน้า โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะดำเนินนโยบายแบบอิงตามข้อมูล (Data Driven) รอดูความชัดเจนของทิศทางเงินเฟ้อและสุขภาพโดยรวมของเศรษฐกิจเป็นหลัก เพื่อระมัดระวังการส่งสัญญาณที่อาจทำให้ตลาดนำไปตีความจนเกิดความผันผวน
จับปัญหา ‘เงินเฟ้อยกสอง’ กำลังใกล้เข้ามา
สิ่งสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในระดับโลกหลังจากนี้คือความเสี่ยงของ ‘เงินเฟ้อรอบสอง’ (Second Round Inflation) อิสระอธิบายว่า ผลกระทบจากอัตราเงินเฟ้อในรอบแรก (First Round) ที่เกิดจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันได้ถูกดูดซับและสร้างผลกระทบไปเรียบร้อยแล้ว ปัจจุบันราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มอ่อนตัวลงมาแกว่งตัวในระดับ 70 กว่าดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งปัจจัยนี้ส่งผลดีทำให้ตัวเลขเงินเฟ้อเมื่อเทียบแบบเดือนต่อเดือน (MoM) เริ่มปรับตัวลดลง หรือ Soft down การลดลงของเงินเฟ้อในส่วนนี้ เป็นการเปิดโอกาสให้ธนาคารกลางในบางประเทศ รวมถึงประเทศไทย สามารถเลือกที่จะ ‘ชะลอ’ ไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยในทันที หรือสามารถ ‘ดึงเวลา’ การขึ้นอัตราดอกเบี้ยออกไปให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้
อย่างไรก็ตาม สัญญาณอันตรายที่แท้จริงของการเกิดเงินเฟ้อรอบสอง คือการที่ ‘
ตัวเลขเงินเฟ้อพื้นฐาน’ (Core Inflation) เพิ่งจะเริ่มปรับตัวสูงขึ้นในหลายประเทศ แม้ว่าจำนวนประเทศที่เงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) พุ่งสูงขึ้นจะเริ่มเห็นภาพชัดเจนไปก่อนหน้านี้แล้วก็ตาม
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับสภาวะเงินเฟ้อรอบสองคือ ‘การปรับขึ้นค่าจ้างแรงงาน’ เพื่อต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อ ปัจจุบันมีเพียงไม่กี่ประเทศในโลกที่อัตราการเติบโตของค่าจ้างแรงงานสามารถเอาชนะหรือเติบโตได้สูงกว่าอัตราเงินเฟ้ออย่างชัดเจน ซึ่งประเทศที่เห็นภาพนี้ชัดที่สุดคือ ประเทศญี่ปุ่น รวมถึงสหรัฐอเมริกาที่อาจจะพอเห็นการปรับตัวขึ้นของค่าจ้างอยู่บ้าง

เมื่อค่าจ้างแรงงานยังคงปรับตัวสูงขึ้น ย่อมส่งผลให้ต้นทุนภาคธุรกิจสูงขึ้นตามและทำให้เงินเฟ้อพื้นฐานลดลงได้ยาก ซึ่งจะกลายเป็นแรงกดดันสำคัญที่ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจมีความจำเป็นต้องพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงเดือนกันยายนตามที่ตลาด (Market Consensus) คาดการณ์ไว้ แม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจอื่นๆ เช่น การจ้างงานจะยังคงมีความผันผวนอยู่บ้างในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาก็ตาม
ในขณะที่บริบทของประเทศไทยนั้น ภาพของเงินเฟ้อไม่ได้น่ากังวลเท่ากับฝั่งตะวันตก โดยประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อของไทยจะอยู่เพียงระดับประมาณ 1.5% ทั้งปี ซึ่งเมื่อนำตัวเลขเงินเฟ้อนี้ไปรวมกับการเติบโตของจีดีพีที่แท้จริง (Real GDP) ที่ประเมินไว้ว่าผ่านจุดต่ำสุดและกำลังฟื้นตัวราว 2.1% จะทำให้ Nominal GDP ของไทยขยายตัวได้ในระดับประมาณ 3.5% ซึ่งตัวเลข Nominal GDP ที่ขยายตัวจากผลของเงินเฟ้ออ่อนๆ นี้เอง จะเป็นกุญแจสำคัญที่เข้ามาช่วย ลดทอนความกังวลในประเด็นเรื่องภาระหนี้สาธารณะต่อจีดีพี (Debt-to-GDP) ของประเทศ จากสัดส่วนหนี้ที่จะดูเล็กลงเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจที่ขยายตัวขึ้น ช่วยหนุนเสริมเสถียรภาพทางการคลังให้ดูดีขึ้นกว่าช่วงที่ต้องเผชิญกับภาวะเงินฝืด (Deflation) ในอดีต
เจาะลึกเศรษฐกิจไทย ฟื้นตัวบนความท้าทาย ฟันด์โฟลว์ยังรอดอลลาร์อ่อน
เสถียรภาพของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันถือว่าดูดีขึ้นกว่าช่วงที่ผ่านมาอย่างมีนัยสำคัญ ล่าสุดมีการปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตของจีดีพีที่แท้จริง (Real GDP) ขึ้นมาอยู่ที่ระดับประมาณ 2.1% ซึ่งคาดว่าเป็นจุดต่ำสุดของปีนี้แล้ว นอกจากนี้ หากรวมกับอัตราเงินเฟ้อที่ประมาณ 1.5% จะทำให้ Nominal GDP ของไทยเติบโตที่ราว 3.5% ซึ่งตัวเลขนี้มีส่วนสำคัญในการช่วยลดความกังวลต่อภาระหนี้สาธารณะต่อจีดีพี จากกรณีที่รัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงิน 2-4 แสนล้านบาท โดยรัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญกับ ‘วินัยการคลัง’ อย่างมาก เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการถูกปรับลดความน่าเชื่อถือ (Credit Rating)
สำหรับทิศทางเม็ดเงินต่างชาติ (Fund Flow) แม้จะหยุดชะลอการไหลออก แต่การจะคาดหวังให้เม็ดเงินไหลกลับเข้าตลาดหุ้นไทยอย่างเป็นกอบเป็นกำนั้น “ยังต้องรอให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเปลี่ยนเทรนด์เป็นทิศทางอ่อนค่า” รวมถึงรอดูความโดดเด่นของกำไรบริษัทจดทะเบียนไทยที่ต้องขยายตัวเป็นวงกว้าง ไม่ใช่แค่การสลับกลุ่มลงทุน ในระหว่างนี้ ดัชนี SET จึงถูกพยุงด้วยเม็ดเงินจากสถาบันและนักลงทุนในประเทศเป็นหลัก
เป้าหมายดัชนี SET ปีนี้ประเมินไว้ที่ประมาณ 1,580-1,600 จุด บนพื้นฐานกำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดที่ยังอยู่ระดับ 98-99 บาท (ไม่ถึง 100 บาท) และเทรดบนค่าเฉลี่ย PE ที่ 16 เท่า ส่วนปีหน้ามองเป้าหมายไว้ที่ 1,630 จุด ส่วนความคาดหวังที่ดัชนีจะกลับไปแตะระดับ 1,800 จุดนั้น ยังไม่ใช่ภาพที่จะเกิดขึ้นในปีนี้หรือปีหน้า แต่ต้องรอผลลัพธ์จากการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง เปลี่ยนจากการใช้เงินกระตุ้นการบริโภคระยะสั้น (Consumption) มาเป็นการลงทุนจริงผ่าน FDI, โครงการระเบียงเศรษฐกิจ และ PPP ซึ่งเปรียบเสมือนการ ‘ปลูกต้นไม้อ่อน’ ที่ต้องใช้เวลา 2-3 ปี จึงจะเติบโตอย่างยั่งยืนและดันให้ดัชนีพุ่งทะยานได้จริง

อิสระ อรดีดลเชษฐ์ รองกรรมการผู้จัดการ หน่วยงานกลยุทธ์การลงทุน บลจ. บัวหลวง (BBLAM)
เน้นกลยุทธ์สลับกลุ่มเล่น กลุ่มไหนได้เปรียบ?
ตลาดหุ้นไทยในช่วง 6 เดือนข้างหน้าจะอยู่ในโหมด Trading Rotation โดยเม็ดเงินกำลังไหลออกจากกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี เข้าสู่กลุ่มที่แข็งแกร่งกว่า ได้แก่
- กลุ่มธนาคารพาณิชย์: ได้รับประโยชน์โดยตรงจากดอกเบี้ยที่ทรงตัว ความกังวลหนี้เสีย (NPL) ที่ลดลงตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ การขยายตัวของสินเชื่อภาคธุรกิจ (Corporate Loan) เพื่อรองรับการลงทุน และรายได้ที่เติบโตอย่างโดดเด่นจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management)
- กลุ่มรับเหมาก่อสร้างและนิคมอุตสาหกรรม: ได้อานิสงส์จากการเบิกจ่ายงบประมาณที่รวดเร็วของรัฐบาล และการลงทุนจากต่างชาติที่เปลี่ยนจากการขออนุมัติ BOI มาเป็นการลงทุนจริง (Actual Investment) อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการตั้งฐานการผลิตแผงวงจร (PCB) และ Data Center
- กลุ่มท่องเที่ยวและพาณิชย์: ฟื้นตัวชัดเจนจากจำนวนนักท่องเที่ยว และได้รับแรงหนุนจากช่วงครึ่งปีหลังที่จะมีงานจัดประชุมระดับใหญ่ในไทย ส่งผลให้อัตราการเข้าพักและรายได้กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) เติบโตได้ดี
จับตาเศรษฐกิจโลก – ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามในตะวันออกกลาง ตลาดการลงทุนได้สะท้อนรับปัจจัยเชิงลบ (Price-in) ไปมากแล้ว นักลงทุนเริ่มแสวงหาโอกาสทำกำไรบนพื้นฐานของธุรกิจมากกว่าจะตื่นตระหนกกับข่าวสงคราม ส่วนในตลาดตราสารหนี้ (Bond Market) อัตราผลตอบแทนระยะกลางถึงยาวได้สะท้อนความเสี่ยงไปหมดแล้ว (Flattening Yield Curve) ทำให้ตราสารหนี้เป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยและช่วยลดความผันผวนของพอร์ตได้ดี
เพื่อรับมือกับวัฏจักรเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง BBLAM แนะนำ 7 ธีมการลงทุนหลัก ได้แก่
- ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา (US Equities): ยังคงเป็นขุมทรัพย์ต้นน้ำของเทคโนโลยีและการลงทุน (Coding & Investment) ขับเคลื่อนด้วยกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่เข้าสู่รอบวัฏจักรขาขึ้น (Earning Super Cycle)
- ตลาดหุ้นจีนกลุ่มเทคโนโลยี (China Tech): หลีกเลี่ยงกลุ่มเศรษฐกิจเก่าที่ชะลอตัว (อสังหาฯ) และเลือกลงทุนเฉพาะกลุ่ม ‘เศรษฐกิจใหม่’ ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีที่มีแนวโน้มเติบโตแข็งแกร่ง
- ตลาดหุ้นญี่ปุ่น (Japan Equities): ถือเป็น ‘หลุมหลบภัยที่เติบโตได้’ ญี่ปุ่นได้ประโยชน์จากธีม AI เช่นเดียวกับเกาหลีใต้และไต้หวัน แต่มูลค่า (Valuation) ถูกกว่า และที่สำคัญคือไม่ได้มีความเสี่ยงกระจุกตัวอยู่ในหุ้นขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ตัวเหมือนเกาหลีใต้หรือไต้หวัน ทำให้รองรับความผันผวนได้ดีกว่ามาก
- พันธบัตรและทองคำ (Bonds & Gold): ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ ควรกลับมาทยอยสะสม สาเหตุที่ทองคำถูกเทขายในช่วงก่อนหน้านี้เกิดจากความต้องการ ‘สภาพคล่อง’ อย่างเร่งด่วนของนักลงทุนและธนาคารกลางบางแห่งเมื่อเกิดสงคราม แต่เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย ทิศทางการเก็บสะสมทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกจะกลับมาเป็นปัจจัยหนุนอีกครั้ง
- AI Monetization: โฟกัสบริษัทเทคโนโลยี AI ที่สามารถต่อยอดการใช้งาน นำไปสร้างยอดขาย และสร้างผลกำไรได้อย่างเป็นรูปธรรมแล้ว
- ห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมชิป (Supply Chain): ความต้องการด้านประมวลผลที่มุ่งเน้นไปยัง CPU เพื่อใช้งาน Generative AI มากขึ้น ทำให้ชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องขาดตลาดอย่างหนัก ซึ่งเป็นโอกาสทองของการลงทุน
- โครงสร้างพื้นฐานรองรับ AI (Tangible AI & Infrastructure): ต่อยอดจากธีม AI สู่โลกแห่งความเป็นจริง คือการลงทุนในระบบไฟฟ้า พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต้องใช้เพื่อรองรับ Data Center ทั่วโลก
ภาพ: Kenishirotie / Shutterstock

