แม้จะผ่านมาหลายวันแล้วแต่การแสดงช่วงพักครึ่งเวลา ‘Halftime Show’ ของ ‘Bad Bunny’ ในการแข่งขันศึกอเมริกันฟุตบอลเอ็นเอฟแอล ซูเปอร์โบวล์ ยังคงเป็นโชว์ที่ตราตรึงในความรู้สึกของผู้ที่ได้ชม
ไม่ใช่เพียงแค่ความสนุกสนานของการแสดงที่ออกแบบมาเป็นอย่างดี แต่ไปจนถึงแนวคิดและสิ่งละอันพันละน้อยที่ถูกซ่อนเอาไว้ในรายละเอียดทุกช่วงของการแสดง ที่แม้จะกินเวลาระยะเวลาเพียงแค่ 13 นาที (ทดให้ 7 นาทีสำหรับการเสกไร่อ้อยกลางสนาม!) แต่มันอาจจะกลายเป็น 13 นาทีที่มีความหมายอย่างมากสำหรับคนมากมาย
ไม่ใช่แค่เฉพาะเหล่าผู้คนที่เกี่ยวข้องกับการโชว์สุดมหัศจรรย์ในสนาม Levi’s Stadium วันนั้น แต่ผลดีนั้นย้อนกลับไปถึงบ้านเกิดปวยร์โตริโกที่ศิลปินวัยแค่ 31 ปีคนนี้พยายามที่จะพลิกฟื้นคืนชีวิตให้กลับคืนมาอีกครั้งผ่านเสียงดนตรีของตัวเอง
บทความที่เกี่ยวข้อง:
- Bad Bunny กับ Halftime-Show สุดมหัศจรรย์ และความหมายที่ซ่อนอยู่หลังม่าน
- ยอดสตรีม เพลง Bad Bunny พุ่งสูงขึ้นกว่า 470% ในอเมริกา หลังแสดง Super Bowl Halftime Show
- รีพับลิกันหวั่นเสียที่นั่งมิดเทอม 2026 เพราะทรัมป์โจมตีโชว์ Super Bowl
Halftime-Show ประวัติศาสตร์
การแสดงของ Bad Bunny ศิลปินเพลงแร็ปชาวปวยร์โตริกัน คือการแสดงครั้งประวัติศาสตร์อย่างไม่ต้องสงสัย
ประวัติศาสตร์อย่างแรกคือนี่เป็นการแสดงเป็นภาษาสเปนทั้งหมดผ่านบทเพลงและบทพูดของเขารวมถึงศิลปินแขกพิเศษอย่าง Lady Gaga และ Ricky Martin โดยที่ตลอดการแสดง 13 นาที Bad Bunny พูดภาษาอังกฤษเพียงแค่คำเดียวคือ “God Bless America”
เรื่องนี้ทำให้โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนปัจจุบันประณามการแสดงครั้งนี้ว่าเป็น “การแสดงที่เลวร้ายที่สุด” และขัดต่อหลักการแนวทางในการจะทำให้ ‘อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง’ (Make America Great Again)
อย่างไรก็ดีในกระแสตอบรับของแฟนกีฬาและแฟนเพลงทั่วโลกที่จับตาดูการแสดงครั้งนี้ การแสดงของ Bad Bunny เป็นการแสดงที่ยอดเยี่ยม สนุก และสร้างสรรค์ รวมถึงสร้างความรู้สึกคะนึงหาอดีต (Nostalgia) ได้อย่างร้ายกาจ
เพราะสิ่งที่ศิลปินที่เพิ่งได้รับรางวัล Grammy Awards เล่าผ่านการแสดงคือ ‘ฉากชีวิต’ ของชาวปวยร์โตริโก ในไร่อ้อยซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศในช่วงศตวรรษที่ 18-20 ทั้งการแต่งกาย การใช้ชีวิต การละเล่นร้องรำทำเพลงไปจนถึงอย่าง La Casita หรือการจำลองบ้านหลังน้อยของชาวปวยร์โตริกัน และ El Morro ป้อมปราการหินผาที่เป็นสัญลักษณ์ของประเทศ

ภาพ: Ishika Samant/Getty Images
บ้างว่านี่คือ ‘จดหมายรัก’ ที่ Bad Bunny เขียนถึงบ้านเกิดของตัวเอง ที่เป็นดินแดนในการปกครองของสหรัฐอเมริกาแต่ก็ไม่เคยมีสถานะเป็นรัฐเฉกเช่นเดียวกับอีก 50 รัฐ ซึ่งในมุมมองของเขาคำว่า ‘อเมริกา’ ไม่ได้หมายถึงแค่สหรัฐฯ แต่รวมถึงทุกประเทศในทวีปอเมริกาตั้งแต่เหนือจรดใต้
นอกเหนือจากนั้นคือการส่งสารถึงผู้มีอำนาจที่พยายามจัดระเบียบโลกใหม่ด้วยความกลัวและความเกลียดชัง
“ความเกลียดชังเป็นสิ่งที่ทรงพลังอย่างมาก แต่สิ่งที่ทรงพลังมากกว่าคือความรัก”
ความสำเร็จในทางตัวเลข
สำหรับการแสดงพักครึ่งซูเปอร์โบวล์ นอกเหนือจากเรื่องความสนุกสนานของการแสดงที่จะเป็นประเด็นใหญ่ของเหล่าแฟนๆที่เฝ้ารอแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่จะเป็น ‘ดัชนี’ ไว้ชี้วัดว่าเป็นการแสดงที่ประสบความสำเร็จหรือไม่คือเรื่องของตัวเลขสถิติ
สิ่งที่น่าเสียดายสำหรับ Bad Bunny คือการแสดงของเขาในปี 2026 ไม่สามารถทำลายสถิติใหม่ตลอดกาลอย่างที่มีการคาดการณ์ไว้ โดยตัวเลขสถิติผู้ชมที่มีการบันทึกไว้อย่างเป็นทางการว่ามีจำนวนผู้ชม 128.2 ล้านคนที่ชมการถ่ายทอดสดผ่าน NBC, Peacock, Telemundo, NBC Sports Digital และ NFL+
ตัวเลขดังกล่าวยังเป็นรองสถิติตลอดกาล Kendrick Lamar (133.5 ล้านคนในปี 2025, Michael Jackson (133.4 ล้านคนในปี 1993) และ Usher (129.3 ล้านคนในปี 2024)
ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะจำนวนผู้ชมคู่ชิง ‘Super Bowl’ ในปีนี้ซึ่งเป็นการแข่งขันกันระหว่างทีมนิวอิงแลนด์ เพเทรียตส์พบกับซีแอทเทิล ซีฮอว์กส์ มีจำนวน 124.9 ล้านคนน้อยกว่าปีที่แล้วที่ ฟิลาเดลเฟีย อีเกิลส์พบกับแคนซัส ซิตี ชีฟส์ ที่มีจำนวนผู้ชม 127.7 ล้านคน
จำนวนผู้ชมในปีนี้ยังนับเป็นปีแรกที่มีจำนวนผู้ชมลดลงครั้งแรกหลังจากที่ทำสถิติผู้ชมสูงสุดใหม่ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 4 ปีติดต่อกัน แม้ว่าในช่วง ‘พีค’ ที่มีจำนวนผู้ชมพร้อมกันมากที่สุดจะเป็นสถิติใหม่โดยมีจำนวนผู้ชมพร้อมกัน 137.8 ล้านคนในช่วงควอเตอร์ที่ 2 ก็ตาม และอย่างน้อยที่สุดก็เป็นปีที่ 5 ติดต่อกันที่มีจำนวนผู้ชมเกินกว่า 100 ล้านคน
อย่างไรก็ดีสิ่งที่ Bad Bunny ดีใจได้คือสถิติตัวเลขทางโซเชียลมีเดียสูงอย่างน่าตกใจ โดยมีจำนวนผู้ชมการแสดงของเขาในช่วงพักครึ่งเวลารวมกันสูงสุดถึง 4 พันล้านครั้งในช่วงระยะเวลา 24 ชั่วโมง ตามการรวบรวมข้อมูลของ NFL และ Ripple Analytics ซึ่งถือว่าสูงกว่าปีกลายถึง 137 เปอร์เซ็นต์
ขณะที่ตัวเลขสถิติของผู้ชมการแสดงแบบเต็มๆจากทั่วโลกคาดว่าจะออกมาในช่วงต้นสัปดาห์หน้า
Benito Bowl Effect
แต่การแสดงของ Bad Bunny ไม่ได้เกิดขึ้นและจบลงแค่ในสนามเท่านั้น เพราะมันมีผลกระทบที่ไปไกลกว่านั้นมาก โดยเฉพาะกับชาวละตินอเมริกา
เพราะด้วยกระแสความคลั่งไคล้ในตัวของศิลปินที่กำลังก้าวขึ้นมาอยู่ในระดับ Mega Star ของโลกยุคใหม่ ข่าวการเลือก Bad Bunny ซึ่งเป็น ‘ที่สุด’ ของชาวละตินอเมริกาได้สร้างความคึกคักให้เกิดขึ้นอย่างยิ่ง
สถานีโทรทัศน์ NBC รายงานในช่วงก่อนที่จะถึงสุดสัปดาห์ที่มีการแข่งขันซูเปอร์โบวล์ว่า ร้านอาหารปวยร์โตริกันในรัฐแคลิฟอร์เนียอย่างร้าน Rincorita ได้เปิดประตูต้อนรับการมาเยือนของบรรดาคนที่ประทับใจในศิลปิน Headliner อย่าง Bad Bunny ที่มากันอย่างอุ่นหนาฝาคั่งทำให้ยอดขายอาหารในช่วงที่ผ่านมาเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก และทำให้บรรยากาศในร้าน ซึ่งรวมถึงร้านอาหารปวยร์โตริกันแห่งอื่นๆคึกคักตามไปด้วย
แม้กระทั่งนักแสดงประกอบในการแสดงซูเปอร์โบวล์อย่าง บิคตอร์ บิลยาส ซึ่งขายทาโก้ (Tacos) อาหารในสไตล์เม็กซิกันที่เป็นส่วนหนึ่งของฉากการแสดงก็ได้รับอานิสงส์ตามไปด้วย
โดยทันทีที่การแสดงจบลงและมีการเปิดเผยว่าเจ้าของร้านทาโก้ในโชว์มีตัวตนและมีร้านจริงๆคือร้าน Villa’s Tacos ก็ทำให้แฟนๆที่ประทับใจกับโชว์ต่างแห่กันไปอุดหนุนที่ร้านกันอย่างคับคั่งทั้ง 3 สาขาในลอสแองเจอลีส
บิลยาสได้โพสต์แสดงความขอบคุณต่อ Bad Bunny หรือ เบนิโต อันโตนิโอ มาร์ติเนซ โอกาซิโอ ที่มอบโอกาสครั้งสำคัญในชีวิตให้ได้เป็นตัวแทนของครอบครัว ของธุรกิจ และของวัฒนธรรมของผู้ที่อพยพมาเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ในสหรัฐอเมริกา แม้ว่าในปัจจุบันผู้อพยพจะถูกจัดการอย่างเด็ดขาดในยุคของประธานาธิบดีทรัมป์ จนเป็นประเด็นใหญ่ทางสังคมก็ตาม
อีกคนที่ได้แสงสาดส่องมาด้วยคือแบรนด์ Lunar ห้องเสื้อจากย่านบรู๊คลิน ในเมืองนิวยอร์ก ซึ่งไม่เคยรู้ตัวมาก่อนว่าชุดที่ได้รับออร์เดอร์ในการสั่งตัดมาซึ่งเป็นชุดสำหรับเต้นซัลซ่าสีฟ้าสวยสดใส จะเป็นชุดที่ให้ศิลปินระดับโลกอย่าง Lady Gaga สวมใส่ในโชว์ซูเปอร์โบวล์ด้วย

ภาพ: Kindell Buchanan/PA Images via Getty Images
ราอูล โลเปซ เจ้าของแบรนด์ Lunar ซึ่งเป็นชาวโดมินิกันโดยสายเลือด เปิดเผยว่าเมื่อได้รับการติดต่อว่าจ้างให้ออกแบบชุดไม่รู้มาก่อนว่าจะถูกใช้ในการแสดงของ Bad Bunny โดยมารู้อีกทีคือนั่งดูซูเปอร์โบวล์กับเพื่อนและได้เห็นชุดที่ออกแบบเองปรากฏต่อหน้าสายตาผู้ชมนับร้อยล้านคนทั่วโลก ซึ่งแน่นอนว่าเป็นผลดีต่อแบรนด์อย่างมากมายมหาศาล
เรียกได้ว่าเป็นผลกระทบในเชิงบวกที่เกิดขึ้นจากการแสดงในซูเปอร์โบวล์ของศิลปินหนุ่มที่ได้รับการเรียกขานกันอย่างน่ารักว่า ‘Benito Bowl’ ซึ่งก็มาจากชื่อหน้าของเขาเอง
อย่างไรก็ดีนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Bad Bunny ได้สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจ เพราะความจริงเขาได้จัดคอนเสิร์ตระดับตำนานมาแล้วครั้งหนึ่ง ด้วยกระบวนการคิดแบบย้อนกลับ
คอนเสิร์ตเปิดบ้าน
สำหรับศิลปินนักร้องระดับโลกแล้ว จุดสูงสุดที่ทุกคนใฝ่ฝันคือการได้ออกทัวร์คอนเสิร์ตรอบโลกเพื่อไปพบกับแฟนเพลงยังประเทศต่างๆ
Bad Bunny เองก็ไม่แตกต่างกัน เพียงแต่สิ่งที่เขาต้องการทำก่อนและอยากทำมากกว่าคือการทำอะไรก็ได้เพื่อบ้านเกิดอย่างปวยร์โตริโก
ดังนั้นแทนที่จะทัวร์คอนเสิร์ตไปยังสถานที่ต่างๆ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาที่สามารถตระเวนไปได้หลายรัฐ สิ่งที่เขาตัดสินจะทำคือการเปลี่ยนจากการเดินทางออกไปเพื่อพบกับแฟนเพลง เป็นการเชิญชวนให้แฟนๆเดินทางมายังปวยร์โตริโก มายัง ‘บ้าน’ ของเขาแทน
ในปี 2025 Bad Bunny ประกาศการแสดงทัวร์รอบโลกของเขาที่ยังไม่มีรายชื่อเมืองในสหรัฐอเมริกา ที่ถูกเปลี่ยนเป็นการแสดงในปวยร์โตริโกจำนวน 30 รอบแทนในระหว่างเดือนมิถุนายน-กันยายน โดยการแสดง 9 รอบแรกจัดขึ้นสำหรับชาวปวยร์โตริโกให้ได้มาสนุกกับเขาเท่านั้นในบัตรราคาถูกตั้งแต่ 35-250 ดอลลาร์ แต่หลังจากนั้นอีก 21 รอบไม่ว่าจะเป็นแขกเหรื่อมาจากไหนก็ขอยินดีต้อนรับทุกท่าน ซึ่งบัตรจำนวน 400,000 ใบถูกจำหน่ายหมดภายในเวลาแค่ 4 ชั่วโมง
การจัดคอนเสิร์ตแบบ ‘เปิดบ้าน’ ของเขาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้กับปวยร์โตริโกได้อย่างมหัศจรรย์ เพราะผู้ชมนอกจากจะเดินทางมาเพื่อชมการแสดงแล้ว พวกเขายังได้มาท่องเที่ยว ดื่มกิน เต้นรำ และสำคัญที่สุดคือการเรียนรู้ศิลปะและวัฒนธรรมของชาวปวยร์โตริกัน
ได้มาเห็นกับตา สัมผัสกับมือ ลิ้มรสกับลิ้น ว่าชีวิตในแบบเดียวกับ Bad Bunny นั้นเป็นอย่างไร

Bad Bunny ขึ้นแสดงบนเวทีในคืนแรกของทัวร์ “No Me Quiero Ir De Aqui” Residencia En El Choli
ที่ Coliseo de Puerto Rico José Miguel Agrelot เมืองซานฮวน ประเทศปวยร์โตริโก
เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2025
ภาพ : Kevin Mazur/Getty Images
โดยมีการประเมินว่าจะมีจำนวนผู้มาเยือนปวยร์โตริโกกว่า 600,000 คน ทั้งๆที่ปกติแล้วเป็นฤดูของพายุเฮอร์ริเคนที่ทำให้การท่องเที่ยวซบเซาอย่างหนักก็ตาม และทำให้เกิดรายได้โดยตรงจากคอนเสิร์ตมากถึง 250 ล้านดอลลาร์ (7.7 พันล้านบาท) และหากรวมรายได้ส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการแสดงจะสูงมากกว่า 400 ล้านดอลลาร์ (1.2 หมื่นล้านบาท)
ที่สุดคือทำให้ตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจของปวยร์โตริโกขยับจาก 0.3 เป็น 0.4 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว
แต่ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้สำคัญมากไปกว่าคุณค่าของสิ่งที่ Bad Bunny พยายามนำเสนอ คือตัวตน รากเหง้า ชีวิต และวัฒนธรรมของปวยร์โตริโก ที่เป็นเหมือนโบรชัวร์เชื้อเชิญให้คนทั้งโลกได้มองเห็น ได้รู้จัก และหากเป็นไปได้มีโอกาสอยากให้ลองมาเยือนสักครั้ง
เป็นความพยายามที่จะคืนชีวิตและชีวาให้กับบ้านเกิดที่เขารักในแบบที่ไม่เคยมีศิลปินระดับสุดยอดของโลกคนใดทำมาก่อน
แต่จากการแสดงในซูเปอร์โบวล์ ดูเหมือนเวลานี้เป้าหมายของ Bad Bunny อาจจะไม่ได้หยุดอยู่แค่บ้านเกิดเท่านั้น แต่เป็นการเปิดมิติใหม่ให้แก่คำว่า ‘อเมริกา’ ที่รวมทุกชาติทั้งในทวีปอเมริกาเหนือและกลาง และอเมริกาใต้
รวมถึงภารกิจใหญ่กว่านั้นคือการทำให้ทุกคนได้นึกออกอีกครั้งว่าสิ่งที่มนุษย์ควรมีให้แก่กันไม่ใช่ความเกลียดชัง
แต่คือความรัก
ภาพปก: Kindell Buchanan/PA Images via Getty Images
อ้างอิง:
- https://www.theguardian.com/sport/2026/feb/11/super-bowl-lx-audience-figures-bad-bunny-halftime-show
- https://www.nytimes.com/2025/09/01/business/bad-bunny-puerto-rico-economy.html
- https://www.rollingstone.com/music/music-latin/bad-bunny-economic-impact-residency-puerto-rico-1235490958/
- https://english.elpais.com/culture/2025-09-15/bad-bunny-a-multimillion-dollar-charm-for-puerto-ricos-economy.html
- https://edition.cnn.com/2025/09/13/americas/bad-bunny-puerto-rico-residency-economy-latam-intl
- https://www.nytimes.com/2025/09/01/business/bad-bunny-puerto-rico-economy.html
- https://www.nbcmiami.com/video/nbc-6-news/benito-bowl-puerto-rican-restaurants-see-economic-boost-as-bad-bunny-headlines-super-bowl/3761901/


