×

แอต.มาดริด กับการต้อนรับแชมป์ยุโรป ในคืนที่ ‘El Cholo’ ต้องพิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง

18.02.2020
  • LOADING...

บิดเข็มนาฬิกาย้อนเวลากลับไปในวันที่ 1 มิถุนายน 2019 สนามว่านต๋า เมโตรโปลิตาโน รังเหย้าของทีมแอตเลติโก มาดริด ได้กลายเป็นสนามแห่งความทรงจำของแฟนฟุตบอลทีมลิเวอร์พูลทั่วโลก

 

เพราะนี่คือสนามที่พวกเขาได้เห็นทีมรักกลับมาชูถ้วยแชมป์ใบใหญ่ของยุโรปได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ปี และยังเป็นแชมป์รายการแรกในยุคสมัยของ เจอร์เกน คล็อปป์ ผู้จัดการทีมที่ผ่านความเจ็บปวดมานับครั้งไม่ถ้วน

 

ไม่มีใครคิดว่าลิเวอร์พูลจะได้มีโอกาสกลับมาเยือนสนามแห่งนี้อีกครั้งภายในระยะเวลายังไม่ครบ 365 วันดี แต่คราวนี้คู่แข่งของพวกเขาคือเจ้าของสนามตัวจริงอย่างทีม ‘ตราหมี​’ ที่ขึ้นชื่อลือชาว่าเป็นหนึ่งในทีมที่เล่นด้วยยากที่สุดในโลก

 

มากกว่านั้นคือพวกเขากำลังเป็น ‘หมีลำบาก’ ที่กำลังหิวกระหายชัยชนะ ซึ่งไม่มีชัยชนะใดที่จะทำให้พวกเขาอิ่มใจได้มากกว่าการล้มแชมป์ยุโรปในบ้านตัวเอง

 

แล้วลิเวอร์พูลจะได้พบกับความทรงจำดีๆ อีกครั้ง หรือจะพบกับฝันร้ายที่สนามว่านต๋าแห่งนี้?

 

ภาพ: Atletico Madrid /Facebook

บรรยาย: เจา เฟลิกซ์ (ขวา) ยังไม่สามารถพิสูจน์ตัวเองกับแอตเลติโก มาดริดได้

 

เมื่อตราหมีตกที่นั่งลำบาก

ตลอดช่วงระยะเวลาเกือบ 1 ทศวรรษที่ผ่านมา ภาพของแอตเลติโก มาดริด ในความทรงจำของผู้คนคือทีมฟุตบอลที่เล่นได้น่าชื่นชมมากที่สุดทีมหนึ่งของโลก

 

สไตล์การเล่นที่แข็งแกร่งด้วยเกมรับที่ไม่ยอมให้ใครเจาะผ่านเข้าไปง่ายๆ การใส่รายละเอียดลงไปในแท็กติกการเล่นที่ทำให้ต่อกรกับคู่ต่อสู้ได้ทุกทีม ความเฉียบขาดบาดใจในจังหวะทำเกมรุกที่ไม่จำเป็นต้องใช้โอกาสอะไรให้มากมาย เน้นประสิทธิภาพมากกว่าปริมาณ 

 

และที่สำคัญคือการเล่นที่ทุ่มเทชนิดรีดจนหมดหยดสุดท้ายทุกนัด คือจุดเด่นของแอตเลติโก มาดริด ในยุคสมัยของ ‘El Cholo’ ดิเอโก ซิเมโอเน ยอดกุนซือชาวอาร์เจนตินามาโดยตลอด

 

แต่สิ่งเหล่านี้กำลังหายไป

 

ฤดูกาลนี้เป็นฤดูกาลที่ Rojiblancos (สมญาในภาษาสเปน) ย่ำแย่ลงอย่างมีนัยสำคัญ พวกเขาอยู่ในอันดับที่ 4 ของตารางลาลีกา นอกจากจะเป็นรองเรอัล มาดริด, บาร์เซโลนา ที่เป็นสองคู่แข่งที่มีทรัพยากรที่เหนือกว่าแล้ว วันนี้พวกเขายังอยู่ต่ำกว่าเคตาเฟ อีกหนึ่งสโมสรในมาดริด และหมายถึงการที่พวกเขากลายเป็นทีมลำดับที่ 3 ของเมืองหลวงสเปนด้วย

 

เหตุผลสำคัญคือการที่ฤดูกาลนี้เป็นฤดูกาลแรกที่ซิเมโอเน เริ่มต้นในการสร้างทีมชุดใหม่อย่างจริงจัง

 

แอตเลติโก มาดริด ปล่อยผู้เล่นที่เคยเป็นตัวหลักของทีมออกไปครึ่งทีมตั้งแต่ ฆวนฟราน, โรดรี, ฟิลิเป หลุยส์, ลูคัส เอร์นานเดซ, อองตวน กรีซมันน์ และปราการหลังที่เป็นเหมือนตัวแทนภาพลักษณ์ของฟุตบอลในแบบซิเมโอเนอย่างดีเอโก โกดิน

 

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ เพราะนักเตะเหล่านี้อยู่กับทีมมานาน นอกจากสังขารจะโรยราแล้วยังอิ่มตัวกับชีวิตด้วย การเปลี่ยนแปลงจะนำความกระชุ่มกระชวยกลับมาอีกครั้ง ไม่ใช่เฉพาะกับนักเตะแต่ยังรวมถึงสโมสรด้วย

 

ปัญหาคือนักเตะที่ก้าวขึ้นมาไม่สามารถทดแทนคนที่จากไปได้ โดยเฉพาะคนที่ควรจะเป็นความหวังสูงสุดอย่าง เจา เฟลิกซ์ ที่สโมสรทุ่มเงินถึง 126 ล้านยูโรในช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมา กลับเป็นคนที่น่าผิดหวังมากที่สุดคนหนึ่ง

 

แนวรุกคือปัญหาใหญ่ ตลอดฤดูกาลลาลีกาพวกเขาทำได้เพียงแค่ 25 ประตูเท่านั้นจาก 24 นัด ซึ่งเป็นตัวเลขที่ยอมรับไม่ได้ โดยที่มีถึง 9 นัดที่พวกเขาเสมอ 0-0 หรือ 1-1 ขณะที่เฟลิกซ์ทำได้เพียงแค่ 4 ประตูจากการลงเล่น 23 นัด

 

ส่วน อัลบาโร โมราตา และดีเอโก คอสตา ก็ไม่อยู่ในฟอร์มที่ดีเช่นกัน และยังมีปัญหาอาการบาดเจ็บรังควานอีกด้วย คนเดียวที่พอจะเล่นได้ดีคือ อังเคล คอร์เรอา กองหน้าชาวอาร์เจนไตน์ที่ระดับชั้นเป็นรอง 3 คนที่กล่าวมาทั้งหมด

 

อย่างไรก็ดี แนวรุกไม่ใช่ปัญหาเดียว เพราะกองหลังที่เคยแข็งแกร่งก็มีปัญหายังจูนไม่เข้าที่ ขณะที่แดนกลางก็ไม่สามารถสร้างสรรค์เกมได้ด้วย จุดเดียวที่ยังดีอยู่คือการที่พวกเขายังมีผู้รักษาประตูที่ชื่อ แยน โอบลัค

 

ภาพ: Atletico Madrid / Facebook

บรรยาย: ดีเอโก ซิเมโอเน เริ่มถูกตั้งคำถามถึงอนาคตในการทำงานหลังผลงานตกต่ำในฤดูกาลนี้

 

เดิมพันครั้งสุดท้ายของ ‘El Cholo’?

สิ่งที่ยากจะเชื่อแต่มันคือความจริงที่เกิดขึ้นแล้ว คือการที่คนที่เป็นวีรบุรุษของทีมอย่างซิเมโอเน กำลังถูกตั้งคำถามถึงอนาคตในการทำงาน

 

แฟนบอลแอตเลติโก มาดริด จำนวนมากมองว่า ‘El Cholo’ (สมญาของซิเมโอเน) กำลังหมดแรง และทำให้ทีมก็หมดแรงที่จะสู้ตามไปด้วย

 

ความจริงแล้วทั้งซิเมโอเน และคล็อปป์ ได้รับการยกย่องด้วยน้ำเสียงที่เท่าเทียมกัน ทั้งคู่ต่างเป็นโค้ชที่มีแนวทางการทำงานที่ชัดเจน มีพลังในการทำงานสูง ทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างลงไปในทีม และไม่เชื่อในการ ‘ซื้อ’ แต่ศรัทธาในการ ‘สร้าง’ ผู้เล่นขึ้นมา

 

แอตเลติโก มาดริด และลิเวอร์พูล (รวมถึงโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์) ก็คือตัวตนของซิเมโอเน และคล็อปป์

 

สิ่งที่แตกต่างระหว่างทั้งคู่คือสไตล์ในการเล่น ซิเมโอเนเชื่อมั่นในเกมรับที่แข็งแกร่งและจู่โจมฉับพลัน ขณะที่คล็อปป์เชื่อในการเพรสซิ่ง และเปลี่ยนจังหวะจากรับให้เป็นรุกในแดนคู่ต่อสู้ที่เรียกกันว่า Gegenpressing

 

ครั้งหนึ่งซิเมโอเน เคยให้สัมภาษณ์ว่าใครคือคนที่เขาชื่นชมในวงการนี้? คำตอบที่ได้คือ “เจอร์เกน คล็อปป์ อย่างไม่ต้องสงสัย เขาเคยสูญเสียอะไรมากมาย และก็ได้รับชัยชนะที่สวยงามมากมาย แต่จะแพ้หรือชนะก็ยังรักษาสไตล์เดิม ผมเห็นเขาใกล้ชิดกับผู้เล่นของเขาอย่างมาก”

 

อย่างไรก็ดี เส้นทางของทั้งคู่ดูสวนทางกันในเวลานี้ เมื่อคล็อปป์กำลังนำลิเวอร์พูลบินไปสู่จุดสูงสุดของวงการฟุตบอลในเวลานี้ จากแชมป์ยุโรป สู่แชมป์โลก และกำลังจะทำในสิ่งที่ไม่มีใครทำได้มายาวนานกว่า 30 ปี สำเร็จด้วยการพาทีมกลับมาคว้าแชมป์ลีกอีกครั้ง

 

ขณะที่ทีมของซิเมโอเนถดถอยตามกาลเวลา และความผิดหวังที่กระหน่ำมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดหลายปี มันคล้ายกับการที่เขาโดนทุบด้วยฆ้อนอันหนักหน่วงมาตลอดจนเวลานี้เริ่มหมดแรงที่จะลุกขึ้นสู้

 

แต่ในเวลาเดียวกันการได้เจอกับคู่แข่งอย่างคล็อปป์ และลิเวอร์พูลที่อยู่ในช่วง Prime ก็ถือเป็นโอกาสดีที่ซิเมโอเนรอคอย

 

เพราะนี่คือโอกาสที่เขาจะได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นจ้าวแห่งศาสตร์ลูกหนังคนหนึ่งของโลก ซึ่งเชื่อได้ว่าเราจะได้เห็นการวางแผนมาอย่างดีในการที่จะหยุดลิเวอร์พูล โดยเฉพาะ 3 ประสานในแดนหน้าที่เป็นส่วนผสมของตัวรุกที่ดีที่สุดในโลกอย่าง โรแบร์โต ฟีร์มีโน, โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และซาดิโอ มาเน ซึ่งยังหาใครสะกดทั้งสามคนในเวลาเดียวกันไม่ได้

 

แต่ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของซิเมโอเนในเกมนี้ไม่ได้อยู่ที่เรื่องนั้น

 

สิ่งที่เป็นความท้าทายที่ยากที่สุดสำหรับกุนซืออาร์เจนไตน์คือการหาวิธีที่จะปลุก ‘ความเชื่อ’ ของผู้เล่นในทีมซึ่งเป็นชุดใหม่ให้กลับมาทุ่มเทแบบ 110% เหมือนชุดเดิมอีกครั้ง

 

สิ่งนี้เคยเป็นจุดแข็งที่สุดของแอตเลติโก มาดริด และมันได้หายไปสักพักใหญ่

 

คืนนี้ที่ว่านต๋าอาจเปรียบได้ดังการเดิมพันครั้งสุดท้ายของซิเมโอเน ถ้าผลออกมาดีก็มีความหวังที่จะอยู่ต่อไป แต่ถ้าไม่ บางทีหลังจบฤดูกาลนี้เราอาจได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในรอบทศวรรษของ Rojiblancos

 

ภาพ: Liverpool FC / Facebook

บรรยาย: นักเตะลิเวอร์พูลได้กลับมาเยือนสนามที่เปลี่ยนพวกเขาให้เป็นแชมป์ยุโรปอีกครั้ง

 

ลิเวอร์พูลกับการปรับระยะโฟกัส

8 เดือนที่แล้วลิเวอร์พูลเคยอยู่บนจุดตัดของการเดินทาง

 

ระหว่างการเป็นทีมที่ดีแต่ไม่เคยประสบความสำเร็จ กับการเป็นทีมยิ่งใหญ่

 

ชัยชนะเหนือ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ที่ว่านต๋าในคืนตัดสินแชมป์ยุโรปกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ เมื่อทีมของคล็อปป์ได้ลิ้มรสชาติของชัยชนะและเริ่มเสพติดมัน พวกเขากวาดแชมป์มาครองได้อีก 2 รายการใหญ่คือยูฟ่าซูเปอร์คัพ และฟีฟ่าคลับเวิลด์คัพ (ผิดหวังไปแค่คอมมิวนิตี้ ชิลด์ ที่พ่ายจุดโทษต่อแมนเชสเตอร์ ซิตี้) และยังอยู่ในเส้นทางของการลุ้นแชมป์อีก 3 รายการคือ พรีเมียร์ลีก, เอฟเอคัพ รวมถึงแชมเปียนส์ลีก

 

อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมาในฤดูกาลนี้เป้าหมายแรกของลิเวอร์พูลคือการพิชิตพรีเมียร์ลีก ซึ่ง ณ เวลานี้ใกล้ที่จะบรรลุเป้าหมายแล้ว ดังนั้นความท้าทายต่อไปของพวกเขาคือการพิสูจน์ฝีเท้าให้เห็นในเวทียุโรปให้ได้อีกครั้ง

 

ถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายในการจะครองแชมป์ยุโรปต่อเนื่อง แต่เรอัล มาดริด ในยุคของ ซีเนอดีน ซีดาน ได้พิสูจน์ให้เห็นมาแล้วว่าสามารถทำได้ ซึ่งหลายฝ่ายก็เชื่อว่าทีมของคล็อปป์เองก็มีศักยภาพที่พอจะทำได้เช่นเดียวกัน เหมือนที่พวกเขาเข้าชิงใน 2 ฤดูกาลหลังสุด

 

ที่ผ่านมาลิเวอร์พูลดูจะมีปัญหากับเกมยุโรปอยู่บ้าง ทำให้ต้องเหนื่อยหนักในหลายนัด แต่เมื่อสถานการณ์ในลีกเริ่มผ่อนคลายก็มีโอกาสที่คล็อปป์อาจจะปรับโฟกัสของทีมให้มาเน้นในเกมยุโรปมากเท่ากับในฤดูกาลที่แล้ว

 

สิ่งที่ดีคือการได้เจอกับแอตเลติโก มาดริด แม้จะฟอร์มตกแต่ก็เป็นคู่แข่งที่โหดระดับโคตรหิน ดังนั้น แชมป์ยุโรปจึงไม่สามารถจะเล่นแบบเหยาะแหยะแล้วหวังจะรอดกลับมาได้

 

ในแง่หนึ่งจึงถือเป็นการกระตุ้นทีมที่ดีไปด้วยในตัว หลังจากที่บรรยากาศการแข่งขันเริ่มลดลงไปในลีก ซึ่งถ้ากระตุ้นได้และรักษาความมุ่งมั่นเอาไว้ได้ก็มีโอกาสที่ลิเวอร์พูลจะไปได้สุดทาง

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

FYI
  • ผลงานการพบกันในเกมยุโรประหว่างแอตเลติโก มาดริด และลิเวอร์พูลนั้นเท่ากันเป๊ะ ชนะทีมละ 1 นัด เสมอ 2 (ยิงได้ทีมละ 4 ประตู) 
  • แต่ในฤดูกาล 2009-10 แอตเลติโก เป็นฝ่ายเขี่ยลิเวอร์ตกรอบรองชนะเลิศยูโรปาลีก ก่อนจะคว้าแชมป์ในเวลาต่อมา ซึ่งเป็นการพบกันในรอบน็อกเอาต์ครั้งเดียวของทั้งสองทีม
  • แอตเลติโก มาดริด และลิเวอร์พูล เคยพบกันในแชมเปียนส์ลีก แค่ครั้งเดียวในรอบแบ่งกลุ่มฤดูกาล 2008-09 โดยทั้งสองนัดจบลงด้วยการเสมอกัน 1-1
  • ลิเวอร์พูลไม่ชนะในการมาเยือนทีมจากสเปน 5 นัดหลังสุด โดยเป็นการแพ้ 4 เสมอ 1
  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories