ถึงนาทีนี้ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่าอันโดนี อิราโอลา คือคนที่จะเข้ามารับภารกิจในการกอบกู้ลิเวอร์พูลในฤดูกาลหน้า
โดยหลังจากที่ฝ่ายบริหารของสโมสรตัดสินใจเด็ดขาดเมื่อวันเสาร์ปลดอาร์เนอ สลอต หัวหน้าโค้ชชาวดัตช์ ผู้ที่หนึ่งฤดูกาลก่อนหน้าเพิ่งจะสร้างความสุขให้แก่ทุกคนด้วยการพาทีมกลับมาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้อีกครั้ง และในที่สุดชาวเดอะค็อปก็ได้ฉลองร่วมกันเป็นครั้งแรกในรอบ 35 ปี แต่ผลงานในฤดูกาลที่ผ่านมาเลวร้ายจนเกินไป ชื่อของอิราโอลา อดีตบอสใหญ่ของสโมสรระดับเล็กอย่างบอร์นมัธก็ถูกเชื่อมโยงทันที
มันเป็นจังหวะเดียวกับที่เริ่มมีกระแสข่าวว่าหลายสโมสรสนใจอยากได้ตัวกุนซือคนหนุ่มชาวสเปนคนนี้ไปร่วมทีม แต่ไม่รู้เพราะอะไรที่ทำให้การเจรจาไม่มีความคืบหน้าใดๆ จนกระทั่งมาถึงบางอ้อกันว่าคงเป็นเพราะลิเวอร์พูล สนใจอยากจะได้ตัวเขามาร่วมทีม
สำหรับแฟนบอลบางส่วนอาจจะเสียดายที่สโมสรไม่ได้ตัดสินใจให้เร็วกว่านี้หรือทำอะไรสักอย่างเพื่อซื้อเวลาสำหรับการพูดคุยกับชาบี อลอนโซ อดีตนักเตะขวัญใจของแฟนๆ ก่อนและปล่อยให้เชลซีได้ตัวไปคุมทัพในฤดูกาลหน้าว
แต่ตัวเลือกอย่างอิราโอลาก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ
และบางที นี่อาจเป็นคนเดียวที่ปลุกจังหวะการเล่นแบบ Heavy Metal กลับมาสู่ลิเวอร์พูลได้อีกครั้ง

ถึงแม้ว่าโดยชื่อชั้นของอิราโอลา จะไม่อาจเทียบได้กับเหล่ากุนซือในระดับ Elite ของวงการ ด้วยความที่มีประสบการณ์การคุมทีมไม่มากเพียง 4 สโมสร โดยเริ่มต้นงานในปี 2018 กับสโมสรเล็กๆ อย่าง เออีเค ลามาร์กา ในไซปรัส ต่อด้วยเดปอร์ติโบ มิรันเดสในสเปนในปีถัดมา
ก่อนที่จะมาเริ่มสร้างผลงานที่โดดเด่นกับราโย บาเยกาโน สโมสรเล็กๆ ชานกรุงมาดริดในปี 2020 และถูกชักชวนให้มารับงานคุมทีมเอเอฟซี บอร์นมัธ สโมสรเล็กๆ ของพรีเมียร์ลีกที่มักจะต้องต่อสู้เพื่อความอยู่รอดเป็นประจำ
แต่ผลงานของอิราโอลา โดยเฉพาะในฤดูกาลล่าสุด 2025/26 เป็นที่ประจักษ์แล้วว่ายอดเยี่ยมเกินห้ามใจ สามารถพาทีมเชอร์รี่แดนใต้คว้าอันดับ 6 ได้สิทธิ์ไปเล่นรายการฟุตบอลสโมสรยุโรปได้อย่างน่าเหลือเชื่อ
ในวงเล็บว่าทั้งๆ ที่ต้องเสียผู้เล่นตัวหลักไปหลายต่อหลายคนตั้งแต่ช่วงต้นฤดูกาลมา ซึ่งปกติแล้วทีมควรจะทรุดหนัก และบอร์นมัธก็มีอาการทรุดจริงในช่วงครึ่งแรกของฤดูกาล แต่ในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาลพวกเขากลับเข้าฝัก ไร้เทียมทานไม่แพ้ใครติดต่อกันถึง 18 นัด
เป็นผลงานที่น่าเหลือเชื่ออย่างมากสำหรับทีมในเกรดนี้
แน่นอนว่ากุนซือชาวแคว้นบาสก์ – คนบ้านเดียวกันกับ มิเคล อาร์เตตา, อูไน เอเมรี และชาบี อลอนโซ – คนนี้มีส่วนสำคัญ
ในสิ่งที่เป็นจุดเด่นที่สุดของอิราโอลา ที่ทำให้เขาเริ่มเป็นที่ถูกจับตามองจากสโมสรในระดับท็อปของยุโรปคือสไตล์การทำทีม
ฟุตบอลของอิราโอลาเป็นฟุตบอลที่เน้นในเรื่องของความดุดัน เพรสซิงโหด เล่นอย่างรวดเร็ว
ตัวเลขสถิติที่น่าสนใจคือ นับจากฤดูกาล 2023/24 ซึ่งเป็นฤดูกาลแรกของกุนซือชาวสเปนในพรีเมียร์ลีก ทีมที่ชิงบอลกลับได้ในพื้นที่แดนสุดท้ายมากที่สุดและเปลี่ยนเป็นจังหวะยิงประตูไม่ใช่ทีมอย่าง อาร์เซนอล, ลิเวอร์พูล หรือแมนฯ ซิตี
แต่เป็นบอร์นมัธที่ทำได้ถึง 147 ครั้ง สูงกว่าอันดับ 2 และ 3 อย่างเชลซี และแมนฯ ซิตีที่ทำได้ 132 และ 131 ครั้งพอสมควร (ลิเวอร์พูล 129, อาร์เซนอล 127)
ตัวเลขนี้เป็นการบ่งบอกว่าบอร์นมัธเป็นทีมที่เพรสซิงใส่คู่แข่งดุดัน เพรสไม่หยุด ชวนทะเลาะไม่เลิก และพร้อมจะเล่นแบบนี้ตลอดทั้งฤดูกาลด้วย
โดยที่ในการเล่นแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะวิ่งไล่กวดคู่แข่งอย่างบ้าคลั่งอย่างเดียว แต่อิราโอลาจะฝึกนักเตะให้สามารถเพรสซิงใส่คู่แข่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความมีประสิทธิภาพดังกล่าวคือการสามารถเปลี่ยนวิธีการป้องกันจากการคุมโซน (Zonal marking) เป็นการประกบตัวต่อตัว (Man-to-man marking) ได้ในระดับตัดสินใจในเสี้ยววินาที ขึ้นอยู่กับสถานการณ์หน้างาน
ความสุดยอดคือมันไม่ใช่เรื่องของนักเตะคนใดคนหนึ่งของทีม แต่เป็นการเล่นด้วยกันของทั้งทีมที่ต้องเข้าใจกันและกันอย่างสูงสุด เล่นเกมรับกันตั้งแต่แดนหน้า สร้างความลำบากให้กับคู่แข่งมากที่สุด และเมื่อชิงบอลกลับมาได้แล้วพวกเขาจะเปลี่ยนจังหวะเกมรับเป็นเกมรุกได้อย่างแม่นยำและอันตรายทันที เพื่อลงโทษคู่แข่งอย่างเจ็บปวด
แม้กระทั่งทีมอย่างแมนฯ ซิตี ของเป๊ป กวาร์ดิโอลา ก็ยังเสียท่าให้กับบอร์นมัธมาแล้วและทำให้พวกเขาหมดสิทธิ์ลุ้นแชมป์ในฤดูกาลสุดท้ายของกุนซืออัจฉริยะ
ในสไตล์ฟุตบอลแบบที่บอกนี้ ไม่แปลกที่หลายคนจะบอกว่านี่แหละคือฟุตบอลในแบบของลิเวอร์พูล ในแบบที่เยอร์เกน คล็อปป์พยายามปูรากฐานเอาไว้ให้
เป็น ‘Heavy Metal Football’ ในเวอร์ชันที่ใหม่กว่าชัดๆ!

แต่ในความเป็นจริงแล้วฟุตบอลของอิราโอลาไม่ได้เหมือนกับคล็อปป์เสียทีเดียว มันมีรายละเอียดในหลายจุดที่แตกต่าง สิ่งที่คล้ายกันมีเพียงแค่เรื่องของการเพรสซิงสูง การสร้างสถานการณ์ความปั่นป่วนให้กับคู่แข่ง และการวิ่งจนหยดสุดท้ายของนักเตะทุกคน
การจะขึ้นไปท้าชนกับสุดยอดโค้ชระดับตำนานอย่างคล็อปป์อาจจะไม่ยุติธรรมกับเขานัก
เพราะอดีตบอสที่เงาของเขายังทาบทับสโมสร และความผูกพันกับแฟนยังตราตรึงมิเลือนหาย (ซึ่งส่งผลต่อสโมสรอย่างมากจนเหมือน Move on ไม่ได้สักที) มีสกิลเซ็ตอีกหลายอย่างที่หาใครเทียบได้ยาก
ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าอิราโอลาจะไม่มีของ
นอกจากเชิงแท็กติกที่ยอดเยี่ยมในระดับโดดเด่นแล้ว ทักษะการจัดการคน (Man management) ของเขาก็ไม่เลว มองได้จากการที่นักเตะของบอร์นมัธพร้อมที่จะวิ่งสู้ตายถวายชีวิตให้กับทีม
นั่นหมายถึงนักเตะต้อง “เชื่อ” ในฟุตบอลของอิราโอลา และเขามีวิธีที่จะสื่อสารไปจนถึงบริหารจัดการความรู้สึกของลูกทีมด้วย
อิราโอลาให้โอกาสลูกทีมทุกคนและสามารถหาทางดึงศักยภาพที่มีในตัวออกมาจนถึงขีดสุด นักเตะที่ผ่านการปั้นจากเขาล้วนแต่ก้าวไปสู่ทีมระดับชั้นนำทั้งสิ้น ยกตัวอย่างเช่น อองตวน เซเมนโย, ดีน เฮาเซน, มิลอส เคอร์เคช
ในฤดูกาลนี้เขายังปั้น อเล็กซ์ สกอตต์ จนได้รางวัลนักฟุตบอลดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีของพรีเมียร์ลีก, อีไล จูเนียร์ กรุ๊ปปี ว่าที่กองหน้าดาวรุ่งค่าตัว 100 ล้านปอนด์ รวมถึงนักเตะอย่าง รายาน ที่ไม่มีใครรู้จักก็ติดทีมชาติบราซิลไปแล้ว
เคอร์เคช ลูกทีมเก่าที่มีโอกาสจะได้ร่วมงานกับบอสคนเดิมเคยพูดถึงอิราโอลาว่า “เขาช่วยทุกคนให้ดีขึ้นทั้งการเป็นนักฟุตบอลและความเป็นคน ผมขอบคุณที่เขาเชื่อใจในตัวผม”
ส่วนสกอตต์บอกว่า “มีหลายช่วงเวลาที่ผมไม่รู้ว่าผมจะขยับขึ้นเมื่อไร ผมกังวลพื้นที่ด้านหลังของผม แต่บอสให้ความมั่นใจกับผมให้ผมเดินขึ้นหน้า แล้วกองหลังที่อยู่ด้านหลังจะขยับขึ้นมาช่วยเอง”
“บางทีนั่นอาจจะเป็นจุดแข็งที่สุดของเขาในฐานะโค้ช”
อิราโอลายังมีส่วนผสมของความอ่อนโยน ผ่อนคลาย ที่สัมผัสได้ไม่ยาก และความดุดัน กร้าวแกร่ง ความไม่ยอมแพ้ และใส่ใจในรายละเอียดที่จะเค้นลูกทีมจนกว่าจะเล่นได้ในแบบที่เขาต้องการ
ครั้งหนึ่งเซเมนโยเคยให้สัมภาษณ์ว่าในช่วงแรกที่อิราโอลาย้ายมาคุมทีม สั่งให้พวกเขาต้องลงซ้อมทุกวันแบบไม่มีวันหยุดเลย เพื่อให้เข้าใจในสิ่งที่อยากจะทำให้ได้ ซึ่งแม้จะใช้เวลาบ้าง มีช่วงที่ผลงานเลวร้ายบ้าง ในระดับที่แฟนบอร์นมัธถึงกับถามว่า “ไอ้นี่มันคือใครวะ” แต่สุดท้ายเมื่อทุกอย่างเข้ารูปเข้ารอย เชอร์รี่เม็ดนี้ก็ไม่เคยเหมือนเดิมอีกต่อไป

มองกันแบบนี้อิราโอลาก็ดูมีหลายอย่างที่ดีและน่าจะตอบโจทย์กับสิ่งที่ลิเวอร์พูล โดยเฉพาะแฟนๆ ต้องการหลังจากที่เจ็บปวดกับฟุตบอลในแบบของสลอต ที่นอกจากผลงานจะเลวร้ายยังเล่นไม่ได้ดังใจ และบริหารจัดการทีมได้แย่ในแทบทุกจุด ชนิดหน้ามือเป็นหลังมือจากฤดูกาลแรก
แต่ในอีกทางมันก็มี ‘ความเสี่ยง’ สูงไม่เบาสำหรับลิเวอร์พูล ในการเลือกคนที่ไม่ได้มีประสบการณ์การคุมทีมระดับสูง ซึ่งความคาดหวัง ความกดดันแตกต่างจากสโมสรในระดับเล็กอย่างบอร์นมัธคนละเรื่อง
14 ปีที่แล้วกลุ่ม FSG เจ้าของสโมสรเคยทำในสิ่งที่คล้ายกันด้วยการให้โอกาส เบร็นแดน ร็อดเจอร์ส กุนซือคนหนุ่มที่ทำผลงานโดดเด่นกับสวอนซี (สตอรี่แทบจะเหมือนกับอิราโอลาเลย) ซึ่งก็เคยเกือบ ‘Make Us Dream’ ได้แล้วถ้าไม่เกิดอุบัติเหตุทางโชคชะตาลูกหนังของสตีเวน เจอร์ราร์ดก่อน แต่หลังจากนั้นกุนซือไอริชแมนก็ตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากทีมแตกเหมือนที่สลอตเผชิญ
ตรงนี้ต้องยอมรับก่อนว่าคนอย่างคล็อปป์ คือสุดยอดผู้จัดการทีมระดับตำนานที่ 50 ปีจะพบสักคน
การจะหวังให้ใครทำอะไรที่พิเศษแบบนั้นได้อีก มันยากถึงยากมาก ไม่อย่างนั้นแมนฯ ยูไนเต็ด คงไม่เจอกับช่วงเวลาที่ตกต่ำหลังการอำลาของเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน
แต่อย่างน้อยที่สุดอิราโอลาก็เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดูน่าสนใจที่สุดในเวลานี้
เขาดีพอที่จะทำให้ริชาร์ด ฮิวจ์ส ซึ่งเป็นคนดึงตัวมาจากสเปนเพื่อให้คุมบอร์นมัธ ตัดสินใจที่จะชวนมาร่วมงานกันอีกครั้งที่ลิเวอร์พูล
ด้วยความหวังว่ามันจะเป็นช่วงเวลาที่ดีสำหรับทุกคน
ไม่มากก็น้อย


