วานนี้ (4 มีนาคม) รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ได้เผยแพร่แถลงการณ์ร่วมเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยระบุว่า ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อการทวีความรุนแรงของความขัดแย้งในตะวันออกกลางภายหลังการโจมตีที่อิสราเอลและสหรัฐฯ ริเริ่มขึ้นต่ออิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และการโจมตีตอบโต้ในเวลาต่อมาโดยอิหร่านต่อหลายประเทศในภูมิภาค ซึ่งยังคงเพิ่มความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อชีวิตและความปลอดภัยของพลเรือน ตลอดจนสันติภาพและความมั่นคงในระดับภูมิภาคและระดับโลก พร้อมทั้งเรียกร้องให้ทุกประเทศเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงกฎบัตรสหประชาชาติ (UN Charter)
รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ชี้ว่าการบานปลายของสถานการณ์นี้เป็นเรื่องที่น่าเสียใจอย่างยิ่ง เนื่องจากเกิดขึ้นท่ามกลางความพยายามทางการทูตที่กำลังดำเนินอยู่ รวมถึงการริเริ่มไกล่เกลี่ยโดยโอมาน ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อหาทางออกโดยการเจรจา
ขณะที่อาเซียนเน้นย้ำถึงความสำคัญของการยุติการสู้รบโดยทันที และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องใช้ความยับยั้งชั่งใจอย่างสูงสุด หลีกเลี่ยงการกระทำใดๆ ที่อาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก และแก้ไขความขัดแย้งผ่านทางการทูตและการเจรจาเพื่อรักษาผลประโยชน์ในการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค
พร้อมกันนี้ ยังยืนยันถึงพันธกรณีของทุกรัฐในการแก้ไขความขัดแย้งของตนด้วยวิธีการสันติ และเคารพในอธิปไตยและบูรณภาพดินแดนของทุกชาติ ตามกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงกฎบัตรสหประชาชาติ นอกจากนี้ ยังย้ำถึงพันธกรณีในการปกป้องพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนในความขัดแย้งทางอาวุธให้สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศและมติที่เกี่ยวข้องของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ
ทั้งนี้ อาเซียนยังเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการให้ความช่วยเหลือฉุกเฉินแก่พลเมืองของชาติอาเซียน ท่ามกลางสถานการณ์ขัดแย้งที่เกิดขึ้น โดยเป็นไปตามปฏิญญาอาเซียน ว่าด้วยแนวทางการให้ความช่วยเหลือทางกงสุลโดยคณะผู้แทนประเทศสมาชิกอาเซียนในประเทศที่สามแก่พลเมืองของประเทศสมาชิกอาเซียนอื่น และแนวทางการให้ความช่วยเหลือฉุกเฉินโดยคณะผู้แทนอาเซียนในประเทศที่สามแก่พลเมืองของประเทศสมาชิกอาเซียนในสถานการณ์วิกฤต


