ตลอด 18 ปีของ อาซาว่า กรุ๊ป (Asava Group) ภายใต้การนำของ ‘หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา’ ดีไซเนอร์และผู้ก่อตั้ง เส้นทางธุรกิจไม่ได้ราบรื่นมาตั้งแต่ต้น เพราะ 5 ปีแรกคือช่วงล้มลุกคลุกคลาน ก่อนที่ธุรกิจจะลงหลักปักฐานและเติบโตต่อเนื่อง แม้บางช่วงปัจจัยภายนอกจะกดดันจนไม่สามารถเติบโตได้ตามเป้าก้าวกระโดดที่เคยตั้งไว้ แต่บริษัทยังรักษารายได้ที่เพิ่มขึ้นและผลกำไรที่น่าพอใจในทุกปี
ประเด็นสำคัญ
“ตอนครบรอบ 15 ปี เคยวางเป้าจะเติบโตแบบก้าวกระโดด แต่ด้วยปัจจัยต่าง ๆ จึงต้องพับแผนไว้ก่อน อย่างไรก็ตาม ธุรกิจยังเติบโตได้ทุกปี เพียงแต่ไม่ได้โตเท่ากับที่มุ่งหวัง” พลพัฒน์ระบุ
เมื่อเข้าสู่ปีที่ 18 บทเรียนเหล่านั้นกลายเป็นแนวคิดของการเดินหน้าด้วยความ ‘ไม่ประมาท’ ให้น้ำหนักกับความยั่งยืนของบริษัทมากขึ้น มีสติ ไม่หลงระเริง แต่ยังมองหาการเติบโตในจังหวะที่เหมาะสม
ปัจจุบันอาซาว่า กรุ๊ป ตั้งเป้ารายได้รวมในปี 2569 เติบโต 30% โดยแบ่งเป็นรายแบรนด์ Asava เติบโต 20%, ASV เติบโต 45% และ MOO Bangkok เติบโต 40% สวนทิศทางอุตสาหกรรมแฟชั่นและลักชัวรีระดับโลกที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจ, กำลังซื้อ และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ จนทำให้แบรนด์ใหญ่ระดับโลกนับ 10 แบรนด์ต้องเปลี่ยนตัวดีไซเนอร์ภายในปีเดียว
ในมุมของพลพัฒน์ หลายปีที่ผ่านมาอาซาว่าไม่ได้นิยามตัวเองว่าเป็นแบรนด์ Luxury หรือ Super Luxury แต่จัดอยู่ในกลุ่ม Young Luxury ซึ่งไม่ใช่แค่ในไทย แต่ทั่วโลกมีแบรนด์กลุ่มนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ
จากห้องเสื้อสู่พอร์ต 6 แบรนด์ โตรวม 131% ใน 4 ปี
หลังเปิดตัวแบรนด์ Asava ปัจจุบันอาซาว่า กรุ๊ป มีธุรกิจในเครือ 6 แบรนด์ ทั้งฝั่งแฟชั่น ไลฟ์สไตล์ และร้านอาหาร ได้แก่
- Asava เสื้อผ้าสตรีแนวเรียบโก้สง่างาม
- ASV เสื้อผ้าสำหรับหญิงสาวรุ่นใหม่
- WHITE Asava ชุดเจ้าสาวแบบ Bespoke
- Uniform by Asava
- MOO Bangkok เสื้อผ้าสุภาพบุรุษ
- ร้านอาหาร SAVA THAI THAI FLAVOUR
การกระจายพอร์ตในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ยอดขายรวมของกลุ่มเติบโต 131% โดยหนึ่งในแบรนด์ที่กลายเป็นแกนรายได้สำคัญคือ Uniform by Asava ที่ปัจจุบันสร้างรายได้คิดเป็นสัดส่วนถึง 30% ของกลุ่ม
Uniform by Asava วางตำแหน่งเป็น Service Identity Design ที่เข้าไปช่วยองค์กรสร้างอัตลักษณ์ผ่านพนักงาน ตั้งแต่การวางคอนเซปต์ร่วมกับฝ่ายการตลาด การออกแบบที่สื่อภาพลักษณ์องค์กร ไปจนถึงการนำเทรนด์ Sustainability และ Zero Waste มาใช้
จุดต่างจากผู้เล่นทั่วไปคือระบบ One-stop Shop ที่มีทีมงานครบตั้งแต่ดีไซเนอร์, AE ไปจนถึงโรงงานผลิตของตัวเอง พร้อมระบบเว็บไซต์ที่รองรับให้พนักงานองค์กรสั่งตัดและวัดตัวออนไลน์ได้ และระบบไซส์ที่ละเอียดถึง 200 ไซส์
ปัจจุบันลูกค้าหลักเป็นองค์กรชั้นนำที่ทำงานร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง ในหลายวงการทั้งการบิน, การเงินและโรงแรม เป็นค้น
ปรับโฉมสำนักงานใหญ่สุขุมวิท 45 รื้อราคา ASV รับ Gen Z
ปีนี้อาซาว่า กรุ๊ป มีแผนปรับโฉมสำนักงานใหญ่ที่สุขุมวิท 45 ซึ่งเป็นที่ตั้งของโชว์รูมและออฟฟิศเดิม พร้อมเปิด Flagship Store แห่งใหม่ในรูปแบบ Stand-alone ใจกลางเมือง ซึ่งถือเป็นการกลับมาเปิดหน้าร้านนอกห้างสรรพสินค้าอีกครั้ง
ที่ผ่านมาอาซาว่าเลือกขยายสาขาในรูปแบบ Shop-in-Shop หรือ Pop-up Store เป็นหลัก แต่เริ่มเห็นข้อจำกัดว่าโมเดลแบบเดิมไม่ได้ดึงการเติบโตจากกลุ่มลูกค้าคนไทยมากเท่าที่คาด เพราะตอบโจทย์ความสะดวกของนักท่องเที่ยวมากกว่า เนื่องจากหาง่าย เดินผ่านแล้วเข้าได้เลย
ขณะที่ลูกค้าคนไทยกลับมองหาประสบการณ์ที่มีมิติมากกว่านั้น โดยต้องการรู้สึกถึงตัวตนของแบรนด์ คอมมูนิตี้ของลูกค้ากลุ่มเดียวกัน และบรรยากาศการเลือกซื้อที่เป็นส่วนตัวกว่าพื้นที่ในห้าง การเปิด Stand-alone Store จึงเป็นคำตอบที่ตรงกับพฤติกรรมกลุ่มนี้มากกว่า
อีกการเปลี่ยนแปลงสำคัญในปีนี้คือการปรับโครงสร้างของแบรนด์ ASV เพื่อขยายฐานสู่ Gen Z และ Millennials ที่ไม่ได้วิ่งตามเทรนด์แฟชั่นจากนิตยสารเหมือนในอดีต แต่มองหาเสื้อผ้าที่บอกตัวตน เน้นความสบาย คล่องตัว และใช้งานได้จริง
“ลูกค้าไม่ได้มองเสื้อผ้าที่ใส่แล้วแสดงสถานะอย่างเดียว แต่ต้องสวมใส่ในชีวิตประจำวันได้ด้วย เป็นเหตุผลที่ต้องปรับโครงสร้างต่าง ๆ ของแบรนด์” พลพัฒน์กล่าว
ในแง่ราคา ASV จะปรับระดับราคาเริ่มต้นจากเดิมที่ราว 2,000 กว่าบาท ลงมาอยู่ในระดับหลักพันปลาย ๆ เพื่อให้เป็นตัวเลือกที่จับต้องได้ง่ายขึ้น โดยยังรักษาคุณภาพการตัดเย็บและวัสดุไว้ตามมาตรฐานเดิม อีกด้านหนึ่ง ยอดขายผ่าน Live Commerce ของทั้ง ASV และ MOO Bangkok เติบโตเกิน 100% จากพฤติกรรมที่ลูกค้าต้องการเห็นสินค้าและคำแนะนำสไตลิ่งแบบเรียลไทม์มากขึ้น
อาซาว่า กรุ๊ป ยังลงทุนในระบบดิจิทัลและ CRM ที่เชื่อมต่อ Omni-channel ให้ไร้รอยต่อยิ่งขึ้น พร้อมทดลองเปิดจุดจำหน่ายใหม่ในรูปแบบ Pop-up Store ในหัวเมืองใหญ่ เพื่อสร้างแบรนด์ในระยะยาวมากกว่ายอดขายระยะสั้น
บุกตลาดใหม่ ขยายไลน์คอนเทนต์-ร้านอาหาร
ด้านตลาดต่างประเทศ ก่อนช่วงโควิด อาซาว่าเคยทำตลาดในจีน, อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ ปีนี้จึงวางแผนกลับมาบุกตลาดเอเชียและตะวันออกกลาง ส่วนยุโรปและสหรัฐฯ ยังไม่อยู่ในแผน เนื่องจากทั้งสองภูมิภาคกำลังประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ
ในจำนวนนี้ ตลาดตะวันออกกลางเป็นกลุ่มลูกค้าที่เติบโตอย่างเห็นได้ชัด ทั้งกำลังซื้อสูง และตอบรับสินค้าไลฟ์สไตล์รวมถึงบริการด้านสุขภาพ (Wellness) ของไทยได้ดี ประกอบกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ดีขึ้น
ส่วนตลาดจีน เมื่อปีที่ผ่านมาอาซาว่าได้กลับเข้าไปเปิด Pop-up Store ทดลองตลาด และมองว่าเป็นตลาดที่จะต้องกลับเข้าไปอย่างจริงจังแน่นอน โดยเล็งเซี่ยงไฮ้เป็นเมืองหลัก แต่ก็ยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะตลาดจีนซับซ้อนและมีกลไกการตลาดที่เฉพาะทาง
ในมุมของการสร้างแบรนด์ในต่างประเทศ พลพัฒน์มองว่าการไปเดินแฟชั่นโชว์อาจจะไม่ตอบโจทย์ในแง่ธุรกิจทั้งหมด อาจจะได้แค่เรื่อง Branding แต่หากต้องการเติบโตในตลาดนั้นจริง ๆ จำเป็นต้องมีพาร์ทเนอร์และร้านค้าในประเทศนั้น ๆ จึงเน้นการหา Business Partner ที่ใช่ ทั้งในรูปแบบ Agent และ Showroom ในประเทศเป้าหมาย เพราะมองว่ายั่งยืนและคุ้มทุนกว่า
ควบคู่กันนี้ อาซาว่า กรุ๊ป กำลังพัฒนา Global E-commerce ผ่านเว็บไซต์ asavagroup.com และ moobangkok.com เพื่อรองรับลูกค้าทั่วโลก พร้อมเพิ่มจำนวนโชว์รูมและ Pop-up Store ในโซนเอเชีย
ขณะที่ฝั่งธุรกิจส่วนตัวของพลพัฒน์ก็แตกไลน์ไปในทิศทางใหม่ ทั้งฝั่งคอนเทนต์และร้านอาหาร โดยพลพัฒน์ซึ่งจบการศึกษาด้านการแสดงและเคยเล่นละครเวทีมาก่อน ได้ก่อตั้ง บริษัท อาซ่า สตูดิโอ จำกัด (ASA Studio) โดยรับบทผู้ก่อตั้งและ Executive Producer เพื่อผลิตซีรีส์ป้อนช่อง Mono 29 ที่กำลังต้องการคอนเทนต์แนวนี้ ปีนี้มีแผนเปิดกล้อง 2 เรื่อง โดยช่องต้องการทั้งหมด 4 เรื่อง แต่คาดว่าจะทำได้จริง 3 เรื่อง โดยจับตลาดซีรีส์แนววายและยูริที่กำลังเป็นที่ต้องการ
เพื่อแก้โจทย์เรื่องการขาดแคลนนักแสดง เพราะดาราภายนอกส่วนใหญ่ติดสัญญากับค่ายอื่น พลพัฒน์จึงร่วมก่อตั้ง บริษัท เอ็มเจ อาร์ทิสต์ แมเนจเมนต์ จำกัด (MJ Artist Management) กับ อัพ ภูมิพัฒน์ เพื่อบริหารจัดการศิลปินและป้อนเข้าซีรีส์ของอาซ่า สตูดิโอโดยตรง ตั้งเป้าจะมีดาราในสังกัด 5-6 คนภายในปีนี้
ส่วนฝั่งร้านอาหาร แบรนด์ Co-Limited ที่ร่วมมือกับ Nara Group ขยายเข้าสู่ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน และอินโดนีเซียแล้ว ด้วยคอนเซปต์ Premium Street Food ที่นำเสนอรสชาติจัดจ้านในบรรยากาศแบบไทยแท้
สำหรับพลพัฒน์ ความท้าทายของการบริหารอาซาว่า กรุ๊ป ที่มีพนักงานกว่า 200 ชีวิตในวันนี้ คือการรักษาสมดุลระหว่างจิตวิญญาณของงานสร้างสรรค์กับความเป็นจริงทางธุรกิจ
“สิ่งที่ถูกใจเราต้องมีมูลค่าทางธุรกิจด้วย ไม่ใช่เอาความชอบอย่างเดียว เราทำแล้วต้องงอกเงย” พลพัฒน์ทิ้งท้าย
นั่นคือเหตุผลที่ 18 ปีของอาซาว่า กรุ๊ป เลือกเส้นทางการเติบโตที่ ‘ไม่ประมาท’ มีสติ และยั่งยืน มากกว่าการเดินหน้าแบบหวือหวา

