Menu
217883

Tried & Tested: Apple Watch 4 ท่ามกลางตัวเลือกมากมายในท้องตลาด ชื่อนี้ยังคงขลังอยู่หรือไม่

08.03.2019
  • LOADING...
  • Loading...
Apple Watch 4

HIGHLIGHTS

4 Mins. Read
  • รุ่นนี้รูปร่างหน้าตาเปลี่ยนไปจากเดิมมาก มาในขนาด 44 มิลลิเมตร และ 40 มิลลิเมตร ใหญ่กว่าเดิมทั้งสองรุ่น (แต่สายนาฬิกาสามารถใช้ร่วมกับรุ่นเก่าได้) จากเดิมที่ตัวเรือนเป็นทรงออกสี่เหลี่ยมจัตุรัสหนาๆ กล่องๆ แต่กับรุ่นใหม่ ดีไซน์ถูกปรับให้มีลักษณะโค้งมน เรียบ แบน โอบรัดข้อมือ
  • ไฮไลต์ประจำรุ่นได้แก่ การเพิ่มการตรวจจับการล้มอย่างรุนแรงด้วยอุปกรณ์ตรวจจับการเคลื่อนไหวและไจโรสโคป ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่ผู้หลักผู้ใหญ่ชอบกันมาก เนื่องจากหากว่าคุณล้มแล้วไม่ลุกภายใน 1 นาที นาฬิกาจะติดต่อบริการฉุกเฉินทันที

ในฐานะที่ใช้งาน Apple Watch มาตั้งแต่ซีรีส์แรก จวบจนวันนี้เราเห็นการเปลี่ยนแปลงมากมายของนาฬิกาอัจฉริยะตัวนี้จาก Apple เริ่มตั้งแต่ซีรีส์ปฐมบทที่ ทิม คุก พรีเซนต์ออกสู่สายตาชาวโลก ช่วงแรกทาง Apple หมายมั่นให้อุปกรณ์ชิ้นนี้เป็นเพียงสินค้าแฟชั่นที่สามารถปรับเปลี่ยนสายรัดข้อมือและตัวเรือนได้ตามใจชอบ แต่หลังจากถูกวางขายอย่างเป็นทางการในปี 2015 กลับกลายเป็นว่า Apple Watch ได้เปลี่ยนมาโฟกัสที่ฟีเจอร์ฟิตเนส เพื่อให้สอดรับกับกระแสสุขภาพของคนทั่วโลก  

 

ถัดมาในปี 2016 Apple Watch ซีรีส์ 2 ได้ถือกำเนิดขึ้น พร้อมความสามารถใหม่ที่นอกจากเอาใจสายฟิตเนสอย่างการใส่ Apple Watch ว่ายน้ำ ที่สามารถวัดจำนวน Lap, Lap Pace และจับท่าว่ายสไตล์ต่างๆ ได้แล้ว ยังมีฟีเจอร์ใหม่ที่คาบเกี่ยวกับกลุ่มสุขภาพมากยิ่งขึ้นด้วย และรุ่นนี้เองที่ทาง Apple เริ่มใส่ GPS และร่วมมือกับแบรนด์กีฬาอย่าง Nike ในการออกนาฬิกา Apple Watch Nike+

 

จวบจนมาถึงรุ่น 3 ที่เราไม่ต้องพกพาโทรศัพท์มือถือไปออกกำลังกายด้วยทุกที่อีกต่อไป เพราะซีรีส์นี้รองรับ LTE Cellular และความสามารถที่ยกระดับผู้สวมใส่ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และมีไลฟ์สไตล์ที่เฮลตี้ยิ่งขึ้น จากจุดนี้จะเห็นได้ว่า ทาง Apple ไม่ได้มองว่า Apple Watch จะเป็นเพียงสายรัดข้อมือเพื่อตามติดการออกกำลังกายเท่านั้น แต่ต้องเป็นอุปกรณ์ที่เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบชีวิตของผู้สวมใส่ให้เฮลตี้ยิ่งขึ้นในทุกๆ มิติของการใช้ชีวิต

 

และเมื่อมาถึงซีรีส์ 4 ซึ่งเป็นรุ่นใหม่ล่าสุด ที่มาพร้อมๆ กับกระแสความนิยมที่พุ่งสุดขีดของอุปกรณ์ไฮเทคที่สวมใส่ได้ (Wearable Tech) ซึ่งปีนี้ติดอันดับ 1 ของเทรนด์ฟิตเนสประจำปี 2019 โดย American College of Sports Medicine ก็น่าคิดว่า ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดของอุปกรณ์ประเภทนี้ และในวันที่ Apple Watch ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลือกหนึ่งเดียวที่แข็งแกร่งที่สุดในตลาด ในเมื่อสินค้าของค่ายอื่นๆ ก็มีความสามารถที่คล้ายคลึงกัน แม่นยำพอๆ กัน แต่ราคาต่างกันกว่าครึ่ง อะไรคือสิ่งที่ Apple งัดออกมาใช้เพื่อดึงลูกค้ากลุ่มเก่าและกว้านเก็บลูกค้าใหม่ๆ ที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยสวมใส่อุปกรณ์ชนิดนี้มาก่อน บางทีคุณอาจจะค้นพบคำตอบนั้นได้จากบทความชิ้นนี้ของเรา  

 

Apple Watch 4

หน้าปัดโฉมใหม่ของรุ่นนี้

 

ไม่ต้องลังเล ถ้าชอบรูปร่างหน้าตาและแบรนด์เป็นทุนเดิม รุ่นนี้รูปร่างหน้าตาเปลี่ยนไปจากเดิมมาก เรียกได้ว่าลงตัวที่สุดก็ว่าได้ เพราะซีรีส์มาในขนาด 44 มิลลิเมตร และ 40 มิลลิเมตร ใหญ่กว่าเดิมทั้งสองรุ่น (แต่สายนาฬิกาสามารถใช้ร่วมกับรุ่นเก่าได้) จากเดิมที่ตัวเรือนเป็นทรงออกสี่เหลี่ยมจัตุรัสหนาๆ กล่องๆ แต่กับรุ่นใหม่ ดีไซน์ถูกปรับให้มีลักษณะโค้งมน เรียบ แบน โอบรัดข้อมือ หน้าจอมีขนาดใหญ่กว่าเดิม มองเห็นได้เต็มตาขึ้น แต่ไม่ได้รู้สึกว่าใหญ่โตเทอะทะ Digital Crown รุ่นใหม่เป็นขอบสีแดง เวลาหมุนจะรู้สึกสั่นเล็กน้อย ให้ฟีลแบบกำลังหมุนนาฬิกาอะนาล็อก ซึ่งไม่มีผลกับการใช้งานใดๆ เป็นความชอบส่วนบุคคลล้วนๆ ส่วนลำโพงมีเพิ่มมาให้สองจุด เสียงจึงดังฟังชัดขึ้น และย้ายตำแหน่งไมโครโฟนเพื่อลดเสียงสะท้อน ทำให้การพูดคุยผ่านนาฬิกาลื่นไหลยิ่งขึ้น

 

เครื่องแรงและเร็วกว่าเดิม 2 เท่า สังเกตว่าเปิดแอปฯ พร้อมทำงานได้เร็วกว่าเดิมจนรู้สึกได้ ลูกเล่นใหม่ของรุ่นนี้ได้แก่ Walkie-Talkie หรือการคุยส่งเสียงกับเพื่อนทั่วโลกผ่านทาง Wi-Fi แต่มีข้อแม้ว่าอีกฝ่ายก็ต้องใช้ Apple Watch ที่อัปเดตเป็น watchOS 5 แล้วเช่นกัน แต่ฟีเจอร์นี้ยังไม่ค่อยได้รับความนิยมในบ้านเราสักเท่าไร อาจเพราะเรามีแอปฯ อื่นๆ ที่ใช้ในการสื่อสารได้ดีอยู่แล้ว

 

ยังคงให้ความสำคัญกับฟีเจอร์เพื่อการออกกำลังกายและสุขภาพ

ความสามารถที่เพิ่มเข้ามาเพื่อรองรับกระแสสุขภาพ ได้แก่ การเพิ่มโหมดออกกำลังกายให้หลากหลายมากขึ้น โดยเพิ่มโหมดโยคะและปีนเขาเข้ามาด้วย เพื่อให้การนำไปประมวลค่า Activity ในแต่ละวันของคุณแม่นยำมากที่สุด ในขณะที่แบตเตอรี่สามารถใช้ติดตามการออกกำลังกายได้ต่อเนื่องนาน 6 ชั่วโมง นั่นหมายความว่าคนที่ลงวิ่งฟูลมาราธอน วิ่งเทรล หรือไตรกีฬา ก็สามารถใส่ Apple Watch ลงสนามได้โดยไม่ต้องกลัวว่าแบตเตอรี่จะตายก่อนเข้าเส้นชัย   

 

 

สิ่งที่เราชอบมากได้แก่การเพิ่มฟังก์ชัน Set Pacer Alert เสริมเข้ามาในโหมด Outdoor Run เพื่อให้ผู้สวมใส่สามารถเซตเพซในการวิ่งแต่ละครั้งได้ด้วยตัวเอง และนาฬิกาจะสั่นเตือนเมื่อเราวิ่งเร็วหรือช้าเกินไปจากที่ตั้งไว้ เหมาะสำหรับผู้ที่จริงจังกับการวิ่งมากขึ้น ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพในการวิ่งโดยมี Apple Watch เป็นโค้ชคอยอยู่เคียงข้าง

 

Apple Watch 4

เอาใจนักวิ่ง

 

และสำหรับคนขี้ลืมที่มักไม่ได้เปิดโหมดตรวจจับการออกกำลังกายก่อนลงมือทำกิจกรรมนั้นๆ (ตัวผู้เขียนเองก็เป็น) กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็เมื่อผ่านไปแล้วสิบกว่านาที แต่กับรุ่น 4 ตัดปัญหาเหล่านั้นไปได้เลย เพราะนาฬิกาสามารถตรวจจับการออกกำลังกายได้โดยอัตโนมัติ ไม่ต้องคอยมากดปุ่ม Start ทุกครั้ง เมื่อลองได้ใช้ดูก็ค้นพบว่าทำได้ในระดับหนึ่ง เพราะหากวันไหนออกไปวิ่งโดยที่ไม่ได้กด Start นาฬิกาส่งข้อความเด้งขึ้นมาถามว่า ‘นี่คุณกำลังออกกำลังกายอยู่ใช่ไหม’ หากใช่ ก็กด Yes ถ้าไม่ใช่ก็แล้วไป

 

เข้าใจว่านาฬิกามีระบบตรวจจับความเคลื่อนไหว เมื่อใดที่รู้สึกว่าร่างกายมีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องในท่าทีที่คล้ายกับการออกกำลังกายที่ทำเป็นประจำ ก็จะคอยบอกหรือเตือน จนเรารู้สึกว่านี่แหละคือสิ่งที่ Apple พยายามบอกอยู่เสมอเรื่องระบบจดจำของ Apple Watch และการป้อนข้อมูลส่วนตัวโดยละเอียด เพื่อให้สามารถเรียนรู้และรู้จักคุณได้มากที่สุด แต่ในขณะเดียวกันสำหรับการออกกำลังกายบางอย่างนาฬิกากลับไม่จับการทำงานว่ากำลังออกกำลังกาย อาทิ สควอช ยกน้ำหนัก หรือการทำโยคะ อันเป็นสิ่งที่ Apple ยังคงต้องพัฒนาต่อไป

 

Apple Watch 4

 

ผู้คุ้มกันด้านสุขภาพคนใหม่

อีกหนึ่งความสามารถที่เพิ่มเข้ามาได้แก่ เซนเซอร์วัดหัวใจแบบไฟฟ้าด้านหลังตัวเครื่อง ที่สามารถวัดคลื่นหัวใจ (ECG) ด้วยแอปฯ ECG ใหม่ที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน De Novo จาก FDA เรียบร้อยแล้ว ส่งผลให้ผู้สวมใส่สามารถวัดอัตราการเต้นของหัวใจได้ขณะนั้นเลย ทั้งยังแสดงผลลัพธ์ให้เห็นเร็วขึ้นด้วย และหากว่าหัวใจของคุณเต้นช้าหรือเร็วผิดปกติ นาฬิกาจะแจ้งเตือนทันที เพราะป้องกันปัญหาโรคหัวใจเต้นพลิ้ว หรือเต้นไม่สม่ำเสมอ   

 

Apple Watch 4

ตัวอย่างการวัดอัตราการเต้นของหัวใจ

 

Apple Watch 4

ตลาดใหม่ของ Apple น่าจะเป็นคนสูงวัยที่ชื่นชอบความสามารถนี้มาก

 

ฟีเจอร์นี้สูงวัยชอบ

ส่วนไฮไลต์ประจำรุ่นได้แก่ การเพิ่มการตรวจจับการล้มอย่างรุนแรงด้วยอุปกรณ์ตรวจจับการเคลื่อนไหวและไจโรสโคป ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่ผู้หลักผู้ใหญ่ชอบกันมาก เนื่องจากหากว่าคุณล้มแล้วไม่ลุกภายใน 1 นาที นาฬิกาจะติดต่อบริการฉุกเฉินทันที แต่สำหรับคนที่กลัวว่า เอ แล้วถ้าเราล้มเบาๆ แต่ยังไม่อยากลุกขึ้นยืน นาฬิกาจะเรียกว่าเป็นเหตุฉุกเฉินไหม จากที่ได้ทดลองใช้เป็นเวลาหลายเดือน พบว่าปัญหานี้ไม่เคยเกิดขึ้น มีบ้างที่เซล้มลงบนพื้นแล้วก็นอนแช่อยู่อย่างนั้น แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เป็นไปได้ว่านาฬิกาอาจจะฉลาดพอที่จะแยกแยะได้ว่าอันไหนล้มอย่างรุนแรงจริงๆ หรือแค่ล้มเล่นๆ  

 

Apple Watch 4

 

ขึ้นอยู่กับความแรงของสัญญาณ และความสนิทกับ Siri

จากการทดสอบโดยนำออกไปเล่นเซิร์ฟกลางทะเล ผู้เขียนพบว่าไม่ใช่เรื่องง่ายในการใช้นิ้วมือที่เปียกสัมผัสหน้าจอจิ๋วเลื่อนให้ทำคำสั่งต่างๆ และเมื่อการใช้นิ้วเป็นเรื่องยาก เราจึงลองใช้คำสั่งเสียงให้ Siri เป็นผู้ช่วย เช่น โทรหาเพื่อนที่อยู่ริมหาดเพื่อให้สั่งเครื่องดื่มให้ แต่ถึงกระนั้นด้วยเสียงคลื่น เสียงลมกลางทะเล เจ้าตัว Siri กลับฟังไม่รู้เรื่องเสียอย่างนั้น ทั้งที่ปกติสื่อสารกันเข้าใจดี หรือบางครั้งการใช้นาฬิกาแทนโทรศัพท์อาจเป็นเรื่องไม่ง่ายนักหากคุณอยู่ในจุดอับสัญญาณ อาทิ ล่องเรืออยู่กลางทะเล เป็นต้น

 

ถูกใจคนรักเสียงเพลง

นอกเหนือจาก Apple Music ปัจจุบันมีแอปพลิเคชันดีๆ อย่าง Spotify ให้ใช้ได้ผ่าน Apple Watch ได้แล้ว ให้สามารถกดหัวใจชอบเพลงหรือเลือกเพลงได้ง่ายขึ้นมาก ทั้งยังสามารถ Shazam เพลงที่บังเอิญได้ยินในบาร์แล้วอยากรู้ว่าเพลงอะไรได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องมากดอันล็อกโทรศัพท์ เลือกแอปฯ ให้วุ่นวายเสียเวลา เดี๋ยวเพลงจะจบเสียก่อน

 

Apple Watch 4

 

บอกทิศทางขณะเดินทาง

หนึ่งในฟีเจอร์ที่เราชอบ นอกเหนือจากแข่งและแชร์การขยับตัวกับเพื่อนๆ ในกลุ่มแล้ว ก็คือการใช้ Siri บอกทางเส้นทางผ่านทางนาฬิกา โหมดนี้ยังเหมาะน่าเอาไปทดสอบ และใช้กับการเดินสำรวจสถานที่ใหม่ๆ หรือเมื่อออกเดินทางต่างถิ่นอีกด้วย แต่เราขอแนะให้คุณทดลองใช้เป็นข้ออ้างนำไปสำรวจเมืองที่อยู่แบบไม่ต้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูแบบนักท่องเที่ยว ลองดูสิว่าจะไปเสาชิงช้า ถ้าเดินจากวงเวียน 22 Siri จะแนะนำว่าอย่างไรในบ้านเมืองที่ตรอกซอกซอยไม่น้อยเช่นบ้านเรา อยากรู้คำตอบต้องลองเอาออกไปเดินข้างนอกกันล่ะ

 

คนใช้ iPhone น่าจะชอบ Apple Watch

สุดท้าย มันคงเหมือนปลาผิดน้ำถ้าคุณใช้ iPhone แต่นาฬิกากลับรันด้วยระบบแอนดรอยด์ เพราะผู้เขียนเคยทดลองใช้ยี่ห้ออื่นมาแล้ว พบว่าสองสิ่งนี้ไม่สามารถทำงานด้วยกันได้อย่างสอดประสาน แน่นอนว่าข้อได้เปรียบของ Apple Watch คือมันรองรับระบบการใช้งานร่วมกับ iPhone ได้อย่างลื่นไหล ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชันต่างๆ ที่สามารถใช้งานได้ทั้งทางไอโฟนและแอปพลิเคชันในนาฬิกา เช่น Google Maps, iTunes, Interval Timing จากจุดนี้ใครที่ใช้งาน iPhone เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อต้องการมองหานาฬิกาอัจฉริยะมาใช้งาน ตัวเลือกแรกย่อมหนีไม่พ้น Apple Watch เว้นเสียแต่ว่าคุณจะรู้สึกติดใจอะไรบ้างอย่าง อาจเป็นราคาที่สูงกว่าเจ้าอื่นๆ ถูกใจกับหน้าตาของแบรนด์อื่น หรือกำลังมองหานาฬิกาที่รองรับกิจกรรมเฉพาะทางอย่างการวิ่งมาราธอน ปั่นจักรยานทางไกล หรือไตรกีฬา ไปเลยมากกว่า

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

  • LOADING...
  • Loading...

READ MORE

FOLLOW US

MOST POPULAR