ปัญหาการทำเหมืองแร่อย่างไร้การควบคุม ทั้งเหมืองแรร์เอิร์ธและเหมืองทองคำโดยบริษัทร่วมทุนระหว่างรัฐวิสาหกิจและเอกชนจีน ในรัฐฉานของเมียนมา ที่มีการปล่อยสารพิษไหลข้ามพรมแดนลงสู่แม่น้ำกก สาย รวก โขง สาละวิน และกระบุรี ก่อให้เกิดการปนเปื้อนของสารโลหะหนัก อย่างสารหนู สารตะกั่ว หรือสารปรอท ในระดับที่สูงเกินมาตรฐานไปหลายเท่า เป็นวิกฤตใหญ่ที่กำลังสร้างความเดือดร้อนอย่างหนักให้แก่ประชาชนนับล้านที่อาศัยแม่น้ำเหล่านี้ในการดำรงชีวิต
ประเด็นสำคัญ
การปนเปื้อนรุนแรงของสารพิษในแม่น้ำเหล่านี้ ปรากฏขึ้นครั้งแรกตั้งแต่ช่วงปลายเดือนเมษายนปีที่แล้ว (2025) แต่จนถึงวันนี้ ผ่านมาแล้วเกือบ 15 เดือน ประชาชนที่ได้รับผลกระทบยังคงเผชิญผลกระทบอันเลวร้าย จำนวนมากต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตหรือสูญเสียอาชีพดั้งเดิม เช่น ประมง การเกษตร หรือการท่องเที่ยว เนื่องจาก ‘อันตรายของสารพิษปนเปื้อน’ และ ‘ความกลัว’ ของผู้คน ที่มองแม่น้ำเหล่านี้ว่าเป็น ‘แม่น้ำพิษ’ จนทำให้ไม่กล้าลงเล่นน้ำ หรือใช้น้ำจากแม่น้ำในการอุปโภคบริโภค หรือแม้แต่ซื้อหรือกินปลาหรือพืชผักผลไม้ที่มาจากพื้นที่ติดกับแม่น้ำเหล่านี้
ความเดือดร้อนนี้ ถูกนำเสนอผ่านสื่อไทยบ่อยครั้งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ท่ามกลางเสียงของชาวบ้านที่เรียกร้องความช่วยเหลือ การเยียวยา และการแก้ปัญหาอย่างถาวรจากรัฐบาล และฝ่ายที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะรัฐบาลจีนและเมียนมา ที่ต้องการให้หยุดกิจการเหมืองเหล่านี้
แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจ คือเสียงความเดือดร้อนจากชาวบ้าน ดูเหมือนจะไร้น้ำหนักและไม่มีค่าพอ ทำให้การแก้ปัญหาที่เห็นผลอย่าง ‘จริงจัง’ ไม่เคยเกิดขึ้น
เสียงสะท้อนจากท่าตอน
ตัวอย่างผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนจากการทำเหมืองในพื้นที่ต้นแม่น้ำกก คือวิถีชีวิตของชาวบ้านในตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นจุดแรกที่แม่น้ำกกไหลเข้ามายังประเทศไทย อยู่ติดชายแดนรัฐฉานของเมียนมา และห่างจากเหมืองแรร์เอิร์ธ และเหมืองทองคำที่เป็นต้นตอของปัญหา เพียงประมาณ 30 กิโลเมตร

สายัณห์ ข้ามหนึ่ง ผู้อำนวยการสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต ชี้ว่าสัญญาณความผิดปกติของแม่น้ำกก ปรากฏขึ้นตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายน 2024 ซึ่งมีชาวประมงจับปลาแค้ตัวหนึ่งได้ที่ปากแม่น้ำกก และพบว่า มีตุ่มหนองขึ้นตามลำตัวอย่างผิดปกติ แต่ขณะนั้นยังไม่มีการเผยแพร่ภาพปลา เนื่องจากยังไม่แน่ชัดว่าสาเหตุเกิดจากอะไร

ต่อมาช่วงเดือนกันยายน 2567 เกิดเหตุน้ำท่วมใหญ่ในจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ จากอิทธิพลพายุไต้ฝุ่นยางิ โดยตำบลท่าตอนเป็นหนึ่งในพื้นที่ประสบภัย ซึ่งพบว่า พายุและน้ำท่วมได้พัดพาเอาดินโคลนและสารพิษจากเหมืองลงมาตามลำน้ำด้วย
ความผิดปกติหลังจากนั้น คือสภาพน้ำในแม่น้ำที่ไม่เคยกลับมาใสเหมือนปกติ จากเดิมที่น้ำมักจะใสในช่วงปลายปีจนถึงต้นปี ซึ่งชาวบ้านในตำบลท่าตอนสังเกตเห็นได้ตั้งแต่ยังไม่ทราบว่ามีการทำเหมืองแร่ใกล้กับแม่น้ำ
กระทั่ง ช่วงเดือนเมษายน 2568 มีการประกาศผลตรวจน้ำในแม่น้ำกกอันเนื่องจากกรณีปัญหาแม่น้ำกกมีความขุ่นผิดปกติ พบสารหนูปนเปื้อนในแม่น้ำเกินค่ามาตรฐานหลายเท่า และกลายเป็นข่าวใหญ่มากสำหรับคนในลุ่มน้ำกกขณะนั้น

ทั้งนี้ ชาวตำบลท่าตอน อาศัยแม่น้ำกกในการสัญจรและดำรงชีวิต ซึ่งผลกระทบจากสารพิษปนเปื้อน ทำให้เมืองที่เคยเป็นแหล่งท่องเที่ยวและวิถีชีวิตริมแม่น้ำได้รับผลกระทบอย่างหนัก ประชาชนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ต่างกลัวและไม่กล้าใช้น้ำในแม่น้ำเนื่องจากเกิดโรคผิวหนัง และมีคำเตือนเรื่องสารปนเปื้อนในน้ำ จนทำให้ชาวบ้านหลายคนไม่กล้าทานปลาที่จับได้
ในขณะที่โรงแรมและแพริมน้ำ ได้รับผลกระทบจากนักท่องเที่ยวที่หดหายจนต้องปิดกิจการ กิจกรรมและวัฒนธรรมประเพณีที่เกี่ยวข้องกับแม่น้ำกก และเคยดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างถิ่นจำนวนมาก ก็ไม่กลับมาคึกคักเหมือนเดิม การประกอบอาชีพอย่างประมงก็ได้รับผลกระทบหนัก
ขณะที่สภาพจิตใจของชาวบ้านในท่าตอนและอีกหลายพื้นที่ติดแม่น้ำกก สาย รวก โขง และกระบุรี ต่างก็เผชิญกับความเครียดและความกังวล ทั้งในเรื่องของรายได้และกังวลต่อสารพิษในแม่น้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดฝนตกหนัก ซึ่งชาวบ้านบางคนถึงกับนอนไม่หลับเนื่องจากไม่ได้กลัวแค่น้ำท่วม แต่ยังกลัวโคลนพิษที่จะมากับน้ำท่วมด้วย ซึ่งอาจส่งผลกระทบเรื่องการให้ความช่วยเหลือด้วยเนื่องจากผู้ที่ให้ความช่วยเหลือเองก็กลัวสารพิษปนเปื้อน
จากการลงพื้นที่ของผู้สื่อข่าว THE STANDARD ที่บ้านท่าตอน ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายน 2025 เพื่อสำรวจสถานการณ์จริงของปัญหามลพิษข้ามพรมแดน ได้พูดคุยกับชาวบ้านในตำบลท่าตอนที่ได้รับความเดือดร้อนหลายสิบคน ซึ่งพร้อมใจกันมาล้อมวงพูดคุยกับคณะสื่อ และบอกเล่าถึงปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยความอัดอั้นใจ เนื่องจากปัญหาการปนเปื้อนของสารพิษในแม่น้ำที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตดั้งเดิมของพวกเขา ที่ใช้ชีวิตเคียงคู่กับสายน้ำกกมาหลายชั่วอายุคน


ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาล มีเพียง สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ลงพื้นที่ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อช่วงเดือนตุลาคม 2025 และมีการตั้งคณะทำงานเพื่อติดตามการแก้ปัญหา
แต่คำยืนยันจากชาวบ้านที่ให้สัมภาษณ์ THE STANDARD บอกว่า “หลังจากการลงพื้นที่ของรัฐมนตรีสุชาติ ก็แทบจะไม่เกิดการแก้ไขหรือให้ความช่วยเหลือหรือเยียวยาใดๆ แก่ชาวบ้าน” และข้ามมาถึงยุครัฐบาล ‘อนุทิน 2’ ก็ยังไม่เคยมีการแสดงออกถึงความพยายามที่จะแก้ไขปัญหา มีเพียงคำยืนยันจากรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่บอกว่า “รัฐบาลได้ตั้งคณะทำงานติดตามปัญหา และมีการประสานงานร่วมกับต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง” แต่ผลลัพธ์ในการแก้ปัญหาที่เร่งด่วนนี้ยังเป็นคำถามใหญ่ที่ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบรอคอยคำตอบ
แสงระวี สุวีรการย์ รองประธานมูลนิธิร่มโพธิ์ ที่ทำงานในพื้นที่ลุ่มน้ำกก เล่าถึงสถานการณ์ความเดือดร้อนของชาวท่าตอน ณ ปัจจุบัน ว่ายังคง ‘ไม่เปลี่ยนแปลง’ จากช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา
โดยจากการติดตามตรวจสอบคุณภาพตะกอนดินโดยกรมควบคุมมลพิษครั้งที่ 20 ระหว่างวันที่ 15 – 19 มิถุนายน ที่ผ่านมา พบจุดที่มีสารหนูเกินค่ามาตรฐานระดับที่ปลอดภัยต่อสัตว์หน้าดิน ซึ่งมาตรฐานกำหนดไว้ไม่เกิน 0.010 มิลลิกรัมต่อลิตร จำนวน 7 จุด และจากการตรวจสอบพื้นที่น้ำท่วมขังบางจุด พบการปนเปื้อนของสารหนูถึงระดับ 0.020 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งหมายความว่าสถานการณ์ปนเปื้อนนั้นยังคงไม่ลดลง

ขณะที่เธอชี้ว่า ยังไม่มีหน่วยงานรัฐใดๆ ที่มี Action Plan หรือแผนปฏิบัติงานเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม
“พูดได้เต็มปากว่ายังไม่มีแผนปฏิบัติงานที่ชัดเจนจากทางภาครัฐ โดยที่ผ่านมาในส่วนของจังหวัดเชียงใหม่ ก็มีการเรียกประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาแม่น้ำกกแค่รอบเดียว การประชุมก็มีเพียงแค่อัปเดตว่าแต่ละหน่วยงานทำอะไรไปบ้าง แต่แผนการปฏิบัติงานต่างๆ นั้นยังไม่มี”
ข้อมูลชี้รัฐวิสาหกิจจีนอยู่เบื้องหลังเหมืองต้นตอปล่อยสารพิษ
สำหรับแม่น้ำกก นั้นมีความยาว 285 กิโลเมตร มีต้นกำเนิดจากทิวเขาแดนลาวและทิวเขาผีปันน้ำตอนเหนือของเมืองกก จังหวัดเชียงตุงภายในอาณาเขตของรัฐฉานในประเทศเมียนมา ไหลเข้าสู่ประเทศไทยที่ช่องน้ำแม่กก อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ และไหลมาเรื่อย ๆ จนผ่านตัวอำเภอเมืองเชียงราย ก่อนไหลลงสู่แม่น้ำโขงที่บริเวณสบกก อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย

ภาพ : GeoThai – Geoscience of Things
การทำเหมืองแร่ในรัฐฉาน ติดกับแม่น้ำกกนั้น เริ่มปรากฏให้เห็นตั้งแต่ช่วงปี 2566 โดยข้อมูลในรายงานของมูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ (Shan Human Rights Foundation) ที่เผยแพร่เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2024 ระบุว่า “มีนักลงทุนจีนเข้าไปทำเหมืองทองคำเพิ่มขึ้นบริเวณตอนบนของแม่น้ำสาย ในรัฐฉานตะวันออก ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ภายหลังเหตุรัฐประหารในเมียนมาเมื่อปี 2021 ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพสหรัฐว้า (UWSA) หรือว้าแดง และกองกำลังลาหู่
SHRF ระบุด้วยว่าในปี 2023 กลุ่มว้าแดง ได้อนุญาตให้ 7 บริษัทจีน เข้าไปทำเหมืองทองคำตามแนวแม่น้ำกก ทางตอนใต้ของเมืองสาด ที่อยู่ห่างจากตำบลท่าตอนเพียงประมาณ 30 กิโลเมตร และทำให้มีสารพิษตกค้างจากการทำเหมืองไหลลงสู่แม่น้ำ
ขณะที่รายงานของ SHRF ที่เผยแพร่เมื่อเดือนตุลาคม 2025 ระบุว่า เหมืองแรร์เอิร์ธสองแห่ง ที่เป็นต้นตอของการปล่อยสารพิษลงแม่น้ำ ดำเนินการโดยบริษัท China Investment Mining Company


และเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา คณะทำงานผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติ ยังได้เปิดเผยข้อมูลที่ได้รับเกี่ยวกับปัญหาสารพิษปนเปื้อนในลุ่มแม่น้ำกกและอนุภูมิภาคแม่น้ำโขง จากการทำเหมืองแรร์เอิร์ธ ในเมียนมา โดยระบุว่า ผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท China Investment Mining Company ถึง 90% คือ บริษัท Shanghai Chijin Xiawu Metal Resources Co. Ltd. บริษัทร่วมทุนที่ก่อตั้งขึ้นในเดือนกันยายน 2022 เพื่อพัฒนาแหล่งแร่หายากใน สปป.ลาว และเมื่อดูโครงสร้างของบริษัทก็พบว่าเป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัท Xiamen Tungsten Corporation รัฐวิสาหกิจของจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทแร่หายากรายสำคัญของประเทศจีน และบริษัท Chifeng Gold ผู้ผลิตทองคำเอกชนรายใหญ่ที่สุดของจีน

คณะทำงานผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติ ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญอิสระและคณะทำงานของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน ได้ส่งหนังสือถึงรัฐบาลไทย รัฐบาลจีน และผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา รวมถึง 2 บริษัทจีน คือ Xiamen Tungsten Corporation และบริษัท Chifeng Gold โดยมีเนื้อหาระบุว่า ได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับ “การละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนที่ร้ายแรง และยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเพียงพอ ซึ่งเกิดจากการปนเปื้อนที่เกี่ยวข้องกับการทำเหมืองในอนุภูมิภาคแม่น้ำโขง”
โดยในระบบสื่อสารของสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) พบว่ารัฐบาลไทย มีหนังสือตอบกลับในวันเดียวกัน จาก อุศณา พีรานนท์ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา โดยระบุว่า “หนังสือของคณะทำงานผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติ ได้ถูกส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยเพื่อพิจารณาแล้ว และจะมีการแจ้งข้อมูลเพิ่มเติมให้ทราบเมื่อได้รับหนังสือแล้ว”
ขณะที่ ETOs Watch Coalition เครือข่ายติดตามการลงทุนไทยและความรับผิดชอบข้ามพรมแดน รายงานว่า ผู้แทนถาวรเมียนมาประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา ได้ส่งคำตอบถึง OHCHR เมื่อวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยแสดงความกังวลว่า “หนังสือของผู้เชี่ยวชาญสหประชาชาติ ดูเหมือนจะอาศัยข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบและเป็นข้อมูลเพียงด้านเดียว อีกทั้งยังไม่ได้สะท้อนข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะและการดำเนินการของรัฐบาลเมียนมาอย่างเพียงพอ และไม่ได้พิจารณาความพยายามของรัฐบาลในการติดตามตรวจสอบและแก้ไขข้อกังวลเกี่ยวกับคุณภาพน้ำในแม่น้ำกกอย่างเพียงพอ” พร้อมทั้งย้ำว่าคำชี้แจงฉบับนี้ไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการยอมรับข้อกล่าวหาใดๆ ที่ปรากฏในหนังสือดังกล่าว
โดยรัฐบาลเมียนมา ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อข้อกล่าวหาที่ปรากฏในหนังสือดังกล่าว ว่า ภายหลังจากฝ่ายไทยได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับคุณภาพน้ำของแม่น้ำกกในเดือนพฤษภาคม 2024 ซึ่งมีรายงานที่เกี่ยวข้องปรากฏในสื่อไทยเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนมีนาคม 2024 หน่วยงานท้องถิ่นในรัฐฉาน ก็ได้ดำเนินการตรวจสอบและสำรวจภาคสนามเบื้องต้นตามแนวแม่น้ำกกเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2024 โดยการตรวจสอบครอบคลุมพื้นที่สำคัญ 3 จุด ได้แก่ ต้นน้ำของแม่น้ำ ช่วงกลางของแม่น้ำ และจุดใกล้ชายแดนไทย
ผลการประเมินพบว่า แม้ว่าค่าความขุ่นของน้ำ (Turbidity) และปริมาณของแข็งแขวนลอยทั้งหมด (Total Suspended Solids: TSS) จะสูงเกินค่าที่กำหนด แต่ค่าพารามิเตอร์อื่นทั้งหมด รวมทั้งระดับสารหนู (Arsenic) ยังคงอยู่ภายในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ ตาม มาตรฐานคุณภาพน้ำดื่มแห่งชาติของเมียนมา (National Drinking Water Quality Standard: NDWQS) และ มาตรฐานคุณภาพน้ำผิวดินแห่งชาติ (National Surface Water Quality Standard: NSWQS) ซึ่งประกาศใช้ในปี 2019 และ 2024 ตามลำดับ ดังนั้น คุณภาพน้ำจึงไม่สามารถจัดว่าเป็นน้ำที่มีมลพิษภายใต้มาตรฐานแห่งชาติที่ใช้บังคับดังกล่าว
ภายหลังการประเมินเบื้องต้น รัฐบาลเมียนมาได้ส่งคณะตรวจสอบชุดที่สองลงพื้นที่โดยทันทีในเดือนมิถุนายน 2568 ซึ่งประกอบด้วยเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อดำเนินการประเมินอย่างครอบคลุมยิ่งขึ้น ได้มีการประเมินคุณภาพน้ำในพื้นที่ทั้งหมด 7 จุด ในอำเภอเมืองสาด รัฐฉาน ซึ่งประกอบด้วยจุดตรวจวัดตามแนวแม่น้ำกก 7 แห่ง ได้แก่ พื้นที่ต้นน้ำ 3 จุด พื้นที่ใกล้ชายแดนไทย 2 จุด และพื้นที่ด้านเหนือและด้านใต้ของโรงงานตะกั่วอย่างละ 1 จุด ผลการตรวจคุณภาพน้ำระบุว่า การปนเปื้อนของสารหนูยังคงอยู่ภายในมาตรฐานที่กำหนดไว้ตาม NDWQS และ NSWQS
ด้านสำนักข่าว BBC Thai รายงานว่า รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ว่า หน่วยงานของไทยน่าจะอยู่ระหว่างการรวบรวมคำชี้แจงต่างๆ ซึ่งมีหลายหน่วยงานที่ดูแลปัญหานี้ เช่น สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานอื่นๆ แต่ย้ำว่า รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ และประเทศไทยเป็นประเทศที่กระตือรือร้นต่อปัญหานี้มากที่สุดในเวทีนานาชาติ
ผิดหวังอนุทินไม่คุยสีจิ้นผิง แก้ปัญหาสารพิษเหมืองทุนจีน
หนึ่งในความเคลื่อนไหวที่สำคัญและเป็นที่จับตามองอย่างมาก คือการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนล่าสุดของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ระหว่างวันที่ 16 – 20 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

ผลลัพธ์ของการเยือนและการพบหารือกับประธานาธิบดีสีจิ้นผิง มีทั้งความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และความร่วมมือปราบอาชญากรรมข้ามชาติ อีกทั้งยังบรรลุการลงนาม MOU 15 ฉบับ ครอบคลุมวิทยาศาสตร์ อวกาศ การศึกษา AI พาณิชย์ ทรัพย์สินทางปัญญา และการจัดการน้ำ แต่ไม่ปรากฏว่ามีการหารือหรือประสานความร่วมมือกับรัฐบาลจีน เพื่อตรวจสอบหรือแก้ไขปัญหาการทำเหมืองแร่ของบริษัทจีนในเมียนมา ที่ก่อให้เกิดการปนเปื้อนสารพิษในแม่น้ำหลายสายของไทย

ขณะที่ใน “ถ้อยแถลงร่วมระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อมุ่งสู่ประชาคมไทย – จีนที่มีอนาคตแห่งความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน” ซึ่งเผยแพร่โดยกระทรวงการต่างประเทศเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคมที่ผ่านมา พบว่า มีการระบุถึง “ความร่วมมือเรื่องการบริหารจัดการมลพิษทางอากาศและน้ำ” แต่ก็ไม่ระบุรายละเอียดว่า เกี่ยวข้องกับประเด็นการปนเปื้อนของสารพิษในแม่น้ำหรือไม่
ท่าทีของรัฐบาลที่ดูเมินเฉยในการผลักดันปัญหานี้ผ่านความร่วมมือกับจีนอย่างจริงจัง ทำให้ประชาชนในพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบ และหน่วยงานภาคประชาสังคมที่ติดตามการแก้ไขปัญหา แสดงความ ‘ผิดหวังอย่างมาก’ ต่อนายกรัฐมนตรีอนุทิน
เพียรพร ดีเทศน์ กรรมการบริหารมูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ ซึ่งติดตามสถานการณ์การปนเปื้อนของสารพิษในแม่น้ำกก สาย รวก โขง สาละวิน และกระบุรี แสดงความผิดหวังที่นายกรัฐมนตรีไม่หยิบยกปัญหานี้พูดคุยกับจีน ทั้งที่ปรากฏข้อมูลชัดเจนว่า บริษัทจีนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำเหมือง โดยเฉพาะเหมืองแรร์เอิร์ธ ที่จีนควบคุมและครอบครองการผลิตเป็นอันดับหนึ่งของโลก
“ไปตั้ง 4 วัน นายกรัฐมนตรีน่าจะมีโอกาสในการพูดเรื่องเหล่านี้บ้าง หรืออย่างน้อยพูดในทางสาธารณะ เพื่อก่อให้เกิดความตระหนักว่า ประชาชนไทยกำลังได้รับผลกระทบและแม่น้ำของไทยกำลังปนเปื้อน”
ทั้งนี้ จีนถือเป็นผู้ผลิตแรร์เอิร์ธรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยมีปริมาณการผลิตมากกว่าประเทศอื่นๆ อย่างมาก คิดเป็นสัดส่วนราว 70% ของทั้งโลก ซึ่งในปี 2025 โควตาการผลิตแรร์เอิร์ธของจีนมีจำนวนถึง 2แสน 7หมื่น เมตริกตัน
โดย Global Witness องค์กรนอกภาครัฐระดับโลก ที่ทำหน้าที่สืบสวนและรณรงค์เพื่อเปิดโปงการทุจริต การทำลายสิ่งแวดล้อม และการละเมิดสิทธิมนุษยชน วิเคราะห์ข้อมูลศุลกากรของจีน พบว่า ในปี 2023 เมียนมาได้ส่งออกแรร์เอิร์ธชนิดหนัก (Heavy Rare Earth Oxide) ประมาณ 41,700 ตันให้แก่จีน มากกว่าโควตาการผลิตภายในประเทศของจีนถึงสองเท่า โดยคิดเป็นประมาณ 98 เปอร์เซ็นต์ของการนำเข้าแรร์เอิร์ธชนิดหนักของจีนในปีดังกล่าว
ขณะที่รายงานจากสถาบันเพื่อยุทธศาสตร์และนโยบาย – เมียนมา (Institute for Strategy and Policy – Myanmar) ซึ่งอ้างอิงโดย Stimson Center ระบุว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จีนได้นำเข้าแรร์เอิร์ธชนิดหนักจากเมียนมา คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 60% ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมดในแต่ละปี
โดยข้อมูลดังกล่าวสะท้อนถึงความสำคัญอย่างมากของแหล่งแรร์เอิร์ธในเมียนมาที่มีต่อจีน ท่ามกลางการแข่งขันพัฒนาเทคโนโลยีที่จำเป็นต้องใช้แรร์เอิร์ธจำนวนมหาศาล
อย่างไรก็ตาม เพียรพร ชี้ว่า การพัฒนาที่ทำให้เกิดเหมืองแรร์เอิร์ธในเมียนมานั้น ไม่สามารถคงอยู่ได้ด้วยการทิ้งสารพิษลงในแม่น้ำหรือแผ่นดินของประเทศอื่น
“การพัฒนาทั้งหลายนั้นไม่สามารถอยู่ได้ด้วยการทิ้งสารพิษหรือขยะมลพิษแบบนี้ในแม่น้ำหรือแผ่นดินของประเทศอื่น ทุกคนล้วนมีชีวิตเดียว คนไทยเราก็มีครอบครัว มีอนาคตที่อยากจะเติบโต อยากจะมีศักยภาพ แต่ทำไมบ้านของเราต้องกลายเป็นมีแม่น้ำปนเปื้อนสารพิษโดยที่เราไม่ได้เป็นผู้กระทำ” เธอกล่าว และถามย้ำไปยังอนุทินอีกครั้งว่า
“ผู้มีอำนาจบริหารประเทศกลับไม่สนใจปัญหาของเราเลย ถ้าเขามีหัวจิตหัวใจ เดือดร้อนไปกับเราบ้าง เขาก็น่าจะพูดถึงปัญหานี้ (กับจีน) บ้าง”
เช่นเดียวกับแสงระวี ที่แสดงความผิดหวังต่อท่าทีของนายกรัฐมนตรี โดยเธอบอกว่าติดตามข่าวนี้อยู่ตลอด แต่กลับไม่มีเรื่องปัญหาความเดือดร้อนนี้อยู่ในโต๊ะหารือ
“ค่อนข้างผิดหวัง เราติดตามข่าวอยู่ตลอด 3-4 วันที่นายกฯ ไปจีน เราก็คาดหวังว่าท่านจะนำประเด็นนี้ขึ้นโต๊ะพูดคุยกับฝ่ายจีน เพราะว่ามันเป็นทุกข์ของเรา แต่ปรากฏว่าข่าวที่ออกมาทุกวัน มีแต่เรื่องของการลงทุน ทั้งๆ ที่ผลทางวิทยาศาสตร์ก็ออกมาแล้ว จากการตรวจ 20 กว่าครั้ง ตั้งแต่ปีที่แล้วจนถึงปีนี้ ไม่มีครั้งไหนที่ไม่มีสารพิษ”
จีนยืนยันให้ความสำคัญปัญหาสารพิษปนเปื้อนแม่น้ำไทย
ทั้งนี้ ความเดือดร้อนและผลกระทบที่รุนแรงจากปัญหาสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำ ทำให้เกิดการชุมนุมประท้วงและยื่นหนังสือเรียกร้องที่สถานกงสุลใหญ่จีนประจำเชียงใหม่ และที่หน้าสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ถนนรัชดาภิเษก
ภายหลังการชุมนุม ทางสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเพจ Facebook ระบุว่าโฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าว เกี่ยวกับกรณีการชุมนุมที่เกิดขึ้น โดยยืนยันว่า “ฝ่ายจีนให้ความสำคัญและติดตามประเด็นการปนเปื้อนของโลหะหนักในลำน้ำสาขาของแม่น้ำโขงในประเทศไทยมาโดยตลอด และเข้าใจถึงความกังวลของประชาชนที่อาศัยอยู่ในลุ่มน้ำต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ”
ขณะที่ชี้ว่า แม่น้ำที่เกี่ยวข้องเป็นแหล่งน้ำข้ามพรมแดนระหว่างประเทศไทยกับเมียนมา และเน้นย้ำว่า “ประเด็นดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบบนพื้นฐานยึดถือความเป็นจริง หลักวิทยาศาสตร์ และความรับผิดชอบ เพื่อให้สามารถระบุผู้ที่ต้องรับผิดชอบได้อย่างชัดเจน ซึ่งจีนสนับสนุนให้ไทยและเมียนมาส่งเสริมการสื่อสารและการประสานงานระหว่างกันให้มากยิ่งขึ้น และเร่งดำเนินการตรวจสอบร่วมกันโดยเร็ว เพื่อจัดการกับประเด็นดังกล่าวอย่างเหมาะสม”
ขณะที่จีน ยังย้ำว่า การอนุรักษ์ระบบนิเวศของลุ่มแม่น้ำโขงเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของทุกประเทศในลุ่มน้ำ และเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของประเทศในลุ่มน้ำด้วย โดยจีนพร้อมที่จะเสริมสร้างความร่วมมือด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกับประเทศต่าง ๆ ในลุ่มน้ำ เพื่อร่วมกันพิทักษ์ไว้ซึ่งความมั่นคงทางนิเวศของลุ่มแม่น้ำโขง
ต้องมีระบบตรวจสอบย้อนกลับแร่สำคัญ
ทางด้าน ดร. สืบสกุล คิดนุกร นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงรองนายกรัฐมนตรี เสนอ มาตรการที่เป็นรูปธรรม 11 ข้อ เช่น
- ระงับการนำเข้าแร่จากเมียนมา
- ระงับการส่งออกเครื่องจักรและสารเคมีสำหรับเหมืองข้ามพรมแดน
- เปิดการเจรจาไตรภาคี ไทย จีน เมียนมา
- จัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับของห่วงโซ่อุปทานที่สอดคล้องกับแผนปฏิบัติการแห่งชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (NAP) และแนวปฏิบัติของ OECD
ธารา บัวคำศรี นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้อำนวยการองค์การกรีนพีซประจำประเทศไทย โพสต์ข้อความทาง Facebook ชี้ว่าข้อเสนอเหล่านี้คือการเรียกร้องให้รัฐไทยกำหนดมาตรฐานกับตนเองในระดับเดียวกับที่กำลังเรียกร้องจากรัฐบาลจีน
“สิ่งที่เชื่อมโยงคำตอบของทั้งสามรัฐบาล ไม่ใช่การปฏิเสธโดยตรง หากแต่เป็นการโยนความรับผิดชอบไปยังเขตอำนาจของผู้อื่น จีนชี้ไปที่เมียนมาและไทย เมียนมาชี้ไปที่มาตรฐานภายในประเทศของตนเอง และกล่าวโทษเหมืองของกองกำลังติดอาวุธเพียงแห่งเดียวซึ่งปิดไปแล้ว ขณะที่ระบบราชการของไทยตามที่นักวิชาการไทยตั้งข้อสังเกต กลับตอบสหประชาชาติช้ากว่ารัฐบาลที่กองทัพของตนควบคุมพื้นที่ทำเหมืองเสียอีก”
เขาชี้ว่า คำอธิบายของแต่ละประเทศอาจดูสมเหตุสมผลเมื่อพิจารณาแยกกัน แต่เมื่อรวมกันแล้วกลับสะท้อนการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบร่วม เพราะทุกฝ่ายต่างอ้างอิงเขตอำนาจที่แคบกว่าพื้นที่ที่มลพิษได้แพร่กระจายปนเปื้อนในระบบนิเวศแม่น้ำ
“คือรูปแบบความล้มเหลวในทางปฏิบัติของระบบการตรวจสอบย้อนกลับของแร่สำคัญ (Critical Minerals Traceability) ที่กำลังถูกพัฒนาทั่วโลกรวมถึงระบบที่ไทยลงนามกับสหรัฐอเมริกาเมื่อเดือนตุลาคม 2025 และกลไกความร่วมมือใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการประชุมสุดยอดในเดือนนี้” เขากล่าว และเสริมว่า
“ระบบเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อตอบคำถามเกี่ยวกับปริมาณแร่ ประเทศต้นทาง เส้นทางการแปรรูป ทั้งหมดเพื่อความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน แต่ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อตอบคำถามที่เกษตรกรริมน้ำกก สาย รวก โขง ไปจนถึงสาละวินและกระบุรี ซึ่งต้องการคำตอบจริงๆ นั่นคือ เหมืองแร่ของบริษัทใดและกฎหมายของประเทศใดต้องรับผิดชอบต่อมลพิษทางน้ำข้ามพรมแดน”
ทั้งนี้ ธารา ชี้ว่า ในข้อเท็จจริง รัฐบาลจีนมีโครงสร้างข้อมูลที่สามารถตอบคำถามนี้ได้ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ เพราะระเบียบบริหารจัดการแร่หายากของจีนกำหนดให้มีการบันทึกข้อมูลแหล่งที่มาของการนำเข้าอยู่แล้ว เพียงแต่กฎหมายดังกล่าว ยังไม่เคยกำหนดให้ “ความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม” เป็นข้อมูลที่ต้องตรวจสอบย้อนกลับ แต่กลับปล่อยให้ประเด็นนี้ถูกจัดการในฐานะข้อพิพาทข้ามพรมแดนที่ส่งต่อไปยังประเทศอื่น
เขามองว่า ตราบใดที่ตัวชี้วัดความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อมยังไม่ถูกกำหนดให้เป็นข้อมูลบังคับในระบบตรวจสอบย้อนกลับที่กำลังสร้างขึ้นในปัจจุบันและถูกผลักไปจัดการผ่านช่องทางการทูตที่แยกต่างหากและล่าช้ากว่า ช่องว่างดังกล่าวก็จะยังคงเป็นพื้นที่ที่ภาคประชาสังคมต้องเข้ามาเติมเต็มด้วยหลักฐานที่หนักแน่นกว่าการไร้ซึ่งเจตจำนงของรัฐในการลงมือปฏิบัติ


