×
Menu
60535

แอม-มาช่า มิตรภาพระดับ 20 ปี กับมุมอ่อนไหวของ ‘ตัวแม่’ ที่สุดสตรอง

06.01.2018
  • LOADING...

HIGHLIGHTS

7 Mins. Read
  • แอมและมาช่า รู้จักกันครั้งแรกในลานจอดรถ ในวันนั้นที่มาช่าร้องไห้เพราะผิดหวังจากความรัก และแอมเป็นคนเดียวที่เดินเข้าไปปลอบ
  • แอมคิดว่าความสวยของมาช่าบางครั้งก็เป็นผลเสียที่ทำให้ไม่มีใครสนใจในสิ่งที่เธอพูดนอกจากหน้าตา ส่วนมาช่าคิดว่าแอมคือพี่สาวที่ไว้ใจและเล่าให้ฟังได้ทุกเรื่อง
  • แอมเคยบอกกับมาช่าว่าชีวิตเหมือนการต่อจิ๊กซอว์ แต่วันนี้เธอค้นพบแล้วว่าสุดท้ายชีวิตไม่ได้เป็นอะไรเลย
  • แอมคิดว่ารสชาติความทุกข์ของชีวิต คือรสชาติที่มนุษย์ทุกคนควรรู้และนำมาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด
  • มาช่าคิดว่าบันทึกของชีวิตในช่วงที่เจ็บปวดจากความรัก คือบทเรียนที่นำมาเตือนสติได้มากที่สุด

ย้อนเวลากลับไปเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว แอม-เสาวลักษณ์ ลีละบุตร บังเอิญไปพบกับ มาช่า วัฒนพานิช ที่เพิ่งผิดหวังจากความรักกำลังนั่งร้องไห้อยู่ที่ลานจอดรถแห่งหนึ่ง ในวันนั้นทั้งสองคนยังไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว แต่ด้วยความรู้สึกบางอย่างทำให้แอมเดินเข้าไปหามาช่าพร้อมกับคำพูดที่ว่า

 

“ชีวิตของเราเหมือนกำลังต่อจิ๊กซอว์ชิ้นใหญ่จนใกล้จะเสร็จ แล้วจะปล่อยให้ใครที่ไหนก็ไม่รู้มาเตะมันทิ้งไปแบบนี้จริงๆ เหรอ”

 

และแล้วมิตรภาพของทั้ง 2 คน ก็เริ่มต้นจากประโยคนั้นต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้

 

ทั้งคู่ดำเนินชีวิตโดยมีกันและกัน เป็นเหมือนพี่น้องท้องเดียวกันที่ช่วยประคับประคองดูแลและเลียแผลใจให้ในวันที่อีกฝ่ายอ่อนแอ จนทุกวันนี้แต่ละคนผ่านร้อนผ่านหนาวจนกลายเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียง มีผลงานออกมามากมายให้ทุกคนได้รู้จัก กลายเป็น 2 ‘ตัวแม่’ แห่งวงการบันเทิงที่หลายคนชื่นชม

 

 

ในวาระที่พวกเธอกำลังจะมีคอนเสิร์ตใหญ่ AMP SHA Concert #หลีกทางหน่อยแม่จะเดิน!! คู่กันในวันที่ 3 และ 4 กุมภาพันธ์ THE STANDARD ถือโอกาสพาพวกเธอย้อนกลับไปที่ลานจอดรถแห่งนั้นอีกครั้ง เพื่อตรวจทานความรู้สึกที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลา 20 กว่าปีที่ผ่านมา คำตอบของพวกเธอทำให้เราเข้าใจว่าทุกสิ่งย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามกาลและเวลา จะมีก็เพียง ‘มิตรภาพ’ ที่ทั้งสองมีให้กันเท่านั้นที่ยังคงเดิมอยู่เสมอ

 

และแม้กระทั่ง ‘ตัวแม่’ ที่แสนสตรอง ก็ยังมีมุมอ่อนไหวไม่ต่างกับคนทั่วไป และยังต้องการใครสักคนคอยปลอบประโลมในวันที่อ่อนแอเช่นเดียวกัน

ช่าซื่อสัตย์กับชีวิตของตัวเองมากนะ แต่อย่างที่บอกไม่มีใครเพอร์เฟกต์ไปหมด ไม่มีใครอยากเป็นคนไม่ดีหรอก เราอยากทำให้ชีวิตดีทุกวัน แต่ก็ต้องมีบ้างที่เราพลาดไปบ้าง

 

ในฐานะที่หลายคนเรียกพวกคุณว่า ‘ตัวแม่’ แห่งวงการบันเทิง คิดว่ามีคุณสมบัติอะไรบ้างที่คนจะเป็นตัวแม่ได้ควรต้องมี

มาช่า: ช่าไม่ค่อยชอบฟิกซ์นะว่าอะไรต้องเป็นอะไร หรือใครต้องเป็นอย่างไรถึงจะเรียกว่าแบบนั้น ช่าคิดว่าในข้อดีก็มีข้อเสีย ในข้อเสียก็มีข้อดีอยู่ในตัวทุกคน บางทีคนมองว่าเราต้องเพอร์เฟกต์ทุกอย่าง มาช่าต้องหน้าตาดี ต้องอย่างนู้นอย่างดี ซึ่งช่าเองก็มีข้อด้อยหลายอย่าง ไม่มีใครเพอร์เฟกต์ได้ 100% หรอก แค่เสียงร้องของเราก็ไม่ได้แล้ว ไม่รู้จะแหลมจะสูงไปไหน  

 

แอม: สำหรับแอม เวลามีใครพูดถึง ‘ตัวแม่’ จะนึกถึงเอเลี่ยนทุกครั้งเลย (หัวเราะ) เหมือนสัตว์จากอวกาศผ่าท้องแม่ออกมาจากสะดือ

 

มาช่า: เป็นศัพท์ของวัยรุ่นในปัจจุบันที่เขาคงให้เกียรติเราแหละ เป็นคำชมอย่างหนึ่งว่าเลิศ

 

แอม: เมื่อก่อนก็จะมีคำว่าตัวเอ้อะไรแบบนั้น แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าเขาเอาไปประกอบกับอะไรด้วยนะ ถ้าไปบอกว่า โห อีนี่ขี้เมาตัวแม่เลยนั่นก็ไม่ แต่ที่แน่ๆ เรียกว่า ‘ตัวแม่’ ก็ยังดีกว่าเรียกว่า ‘ตัวเหี้ย’ ก็แล้วกัน (หัวเราะ)

 

 

มองเห็นความเป็น ‘ตัวแม่’ แบบไหนในตัวของอีกคนหนึ่งบ้าง

แอม: สำหรับมาช่านะ ไม่รู้ว่าเป็นความโชคดีหรือโชคร้ายของมัน คือพอคนพูดถึงมาช่าปุ๊บ สิ่งแรกที่คนนึกถึงคือ ผู้หญิงที่สวยมากๆ นี่คือคำจำกัดความแรกเลย เพราะฉะนั้น เวลามาช่าพยายามจะสื่อสารเมสเสจอย่างอื่นออกมากลายเป็นไม่มีคนฟัง

 

มาช่า: ช่วยมองในมุมอื่นของเราบ้าง

 

แอม: มันกลายเป็นปัญหาเหมือนกันนะ ทางหนึ่งเหมือนพรที่พระให้มาในความสวยสุดขีด แต่พอจะพูดอะไรสักอย่าง คนก็มัวแต่มองหน้าจนหูอื้อไปหมด ทั้งๆ ตัวเขาเองก็มีไอเดีย มีความคิดที่น่าสนใจผ่านเพลงที่ร้องหรือแต่ง ผ่านการแสดง หรือผ่านมุมมองการใช้ชีวิตที่น่าสนใจอีกหลายอย่างที่น่าเสียดายถ้าคนอื่นไม่ได้รับรู้ในมุมนั้น

 

สิ่งที่มาช่าอยากสื่อสารมากที่สุดนอกจากความสวยในเวลานี้คือเรื่องอะไร

มาช่า: ช่าอาจดูเหมือนคนเกเร บ้าๆ บอๆ แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือช่าซื่อสัตย์กับชีวิตของตัวเองมากนะ แต่อย่างที่บอกไม่มีใครเพอร์เฟกต์ไปหมด ไม่มีใครอยากเป็นคนไม่ดีหรอก เราอยากทำให้ชีวิตดีทุกวัน แต่ก็ต้องมีบ้างที่เราพลาดไปบ้าง เราไม่สามารถเป็นอย่างทุกคนคาดหวังได้ทั้งหมด บางครั้งการใช้ชีวิตอยู่ภายใต้คำว่าต้องสตรอง มันก็ร้ายแรงไปนิดหนึ่ง เราไม่สามารถสตรองได้ทุกวัน แต่ทุกคนก็จะคิดว่าฉันเก่ง ฉันนู่นนี่นั่น จนเริ่มรู้สึกว่าฉันจะไม่ใช่คนอยู่แล้ว (หัวเราะ) ให้ฉันได้อ่อนแอ ได้อ่อนไหวบ้างเถอะ จนบางทีกลายเป็นเหมือนโรคที่เราไม่อยากโชว์ ไม่อยากพูดอะไรกับใครเลย เพราะไม่รู้ว่าเราอยู่ในช่วงที่ถูกหรือผิดของคนอื่นอยู่กันแน่ เพราะฉะนั้นเวลามีปัญหาช่าก็จะปรึกษาพี่แอม เพราะพี่แอมจะเข้าใจช่าได้เร็วมาก ไม่เหมือนกับคนอื่นที่ต้องระวังตลอดเวลาว่าเขากำลังคิดอะไรกับเราอยู่

 

 

คำว่า ‘ตัวแม่’ ของแอม เสาวลักษณ์ ในความคิดของมาช่าอยู่ตรงไหน

มาช่า: ช่าไม่ได้มองพี่แอมเป็นตัวแม่ขนาดนั้น ช่ามองว่าพี่แอมคือพี่สาวที่ดีของเรามาตลอดแค่นั้นเลย ในชีวิตช่ามีไม่กี่คนหรอกที่จะเล่าเรื่องอะไรให้ฟัง แต่กับพี่แอมเรากล้าเล่าทุกเรื่องไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี เพราะเรารู้ไม่ว่าเขาจะกอด จะดุ จะด่า มันมาจากความรัก ความหวังดีที่คบกันมา 20 กว่าปี เราผ่านเรื่องราวอะไรกันมาเยอะมาก แต่ถ้าในมุมแฟนเพลงอันนี้ชัดเจนว่าพี่เขาคือตัวแม่ในเรื่องการร้องเพลง การแต่งเพลง ความสตรอง เป็นดอกไม้เหล็กที่แข็งแกร่ง แต่ถ้ารู้จักกันจริงๆ ก็จะเห็นว่าพี่แอมเป็นคนอ่อนไหว มีมุมละเอียดอ่อนซ่อนอยู่เยอะมากเหมือนกัน

 

คนที่ดูแข็งแกร่งอย่าง แอม เสาวลักษณ์ จะอ่อนไหวกับเรื่องอะไรบ้าง

แอม: เราจะค่อนข้างรู้สึกไม่ดีเวลาถูกคนเข้าใจผิด เกลียดหรือโกรธ ในสถานการณ์บางอย่างที่เราจนตรอก เหมือนถูกมัดมือชก แล้วไม่สามารถตามอธิบายให้ทุกคนฟังได้ทั้งหมดว่าความจริงคืออะไร อันนี้แอมกับมาช่าจะคล้ายกันมาก คือเราเป็นคนแคร์ความรู้สึกคนมากๆ จนบางครั้งเราไม่สามารถพูดอะไรอย่างที่คิดได้ทั้งหมด จนช่วงหลังต้องมาเตือนกันเองตลอดว่า เห้ย เราต้องช่างแม่งกันบ้างแล้ว

 

มาช่า: พอเราแคร์มากๆ มันจะไปถึงจุดหนึ่งที่เราจะกลายเป็นคนป่วยไปเอง จนต้องเริ่มปล่อยวางอะไรหลายๆ อย่าง

 

แอม: เพราะเราไม่สามารถเปลี่ยนความคิดหรือวิธีคิดของใครได้ นี่คือสิ่งที่เราต้องเตือนกันเองตลอดเวลา แต่เราเปลี่ยนตัวเองได้ด้วยการรับเมสเสจพวกนี้ให้น้อยลง เราต้องสร้างเกราะขึ้นมา เฮ้ย อันนี้ไม่เอา ไม่รับ เพราะมันทำให้เราเฮิร์ต ช่างแม่งไปเลย เราไม่สามารถทำให้ทุกคนในโลกรักเราได้ทั้งหมดอยู่แล้ว

 

 

เรื่องอะไรที่จะทำให้ทั้งสองคนเฮิร์ตหรือเจ็บปวดได้มากที่สุด

แอม: ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องงาน เพราะมันมีผลกระทบสูงสุด ถ้าเรื่องส่วนตัวเรายังปล่อยวางได้ เพราะถ้าคนอคติกับเรายังไงก็สามารถคิดลบต่อกันได้หมด แต่เรื่องงานไม่ได้ส่งผลแค่กับตัวเราเอง มันมีผลกับคนอื่นด้วย แล้วถ้าเราไม่สามารถจัดการได้งานทุกอย่างมันจะสะดุดลง เราเลยซีเรียสกับเรื่องการทำงานมาก

 

มาช่า: ของช่าจะเป็นเรื่องความรัก เพราะเมื่อก่อนช่าค่อนข้างใสกว่านี้ เรียกว่ารักอะไรก็รักเลย ทุ่มจนแบบว่ามึงจะทุ่มไปไหน (หัวเราะ) จนช่วงหลัง ผ่านความเจ็บปวดหลายๆ อย่าง เริ่มทำให้รู้สึกว่าบางทีเราให้ใจคนอื่นแบบสะเปะสะปะไปหน่อย เราไม่เคยปิดประตูป้องกันความรักให้ตัวเอง เลยรู้สึกว่าเจ็บกับเรื่องการให้ความรักคนอื่นบ่อยและมากที่สุด

 

มีเรื่องไหนที่ยังเป็นห่วงซึ่งกันและกันมากที่สุดอยู่บ้าง

มาช่า: จริงๆ เราผ่านเรื่องราวที่ต้องเป็นห่วงกันมาเยอะมาก จนไม่มีเรื่องไหนที่ต้องเป็นห่วงกันมากๆ แล้ว มีแค่อย่างเดียวที่ต้องระวังคือ เราสองคนห้ามอ่อนแอพร้อมกันเด็ดขาด

 

แอม: เราจะคอยพูดกับช่าเสมอว่า เฮ้ย วันนี้พี่สตรองนะ ดึงช่าได้ แต่ช่าต้องรับไปแล้วเก็บใส่กระปุกออมสินไว้นะ มันต้องมีวันที่พี่ไม่ไหว แล้วพี่ก็จะต้องการให้ช่าเป็นแบบนี้เหมือนกัน ช่วยพี่ด้วยนะ เพราะพี่ไม่ได้แข็งแรงเสมอไป ถ้าเอ็งย้วยอยู่ตลอดกาลแล้ววันที่พี่ไม่ไหว พี่ก็จะไม่มีใครเหมือนกัน

 

มาช่า: เด็กๆ ช่าค่อนข้างดื้อ ยิ่งเราไม่เคยมีพี่สาว พอมีพี่สาวคนนี้เอะอะก็จะให้พี่ช่วยตลอด จนโตขึ้นมารู้สึกว่าต้องปรับตัวเองแล้ว จะงอแงกับพี่แบบนั้นตลอดไปไม่ได้

 

 

ได้ยินมาตลอดว่าส่วนใหญ่แอมจะเป็นคนให้คำปรึกษาและช่วยเหลือมาช่าอยู่เสมอ มีเรื่องไหนบ้างที่แอมไม่ไหวจนต้องให้มาช่ามาช่วย

มาช่า: ถ้าเรื่องช่วยอาจจะไม่ค่อยมี เพราะพี่แอมจะไม่ค่อยเล่าให้ฟัง ซึ่งเราต้องคอยบอกตลอดว่าพี่บอกหนูบ้างก็ได้นะ แล้วพี่แอมจะตอบกลับมาเหมือนเดิมว่า ถ้าสุดๆ แล้วจะบอก ซึ่งก็ไม่ยอมบอกอยู่ดี (หัวเราะ)

 

แอม: เพราะเล่าไปมันก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอก (หัวเราะ) ไม่หรอก อย่างแรกคือเรากลัวเขาไม่สบายใจไปด้วย ถ้าเรายังไหวเดี๋ยวไปนั่งคิด ทำอะไร ไตร่ตรองกับตัวเองไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ตกผลึกขึ้นมาได้เอง เพราะฉะนั้นไม่ต้องช่วยเราคิดหรอก เราไม่ต้องการเอาปัญหาไปให้ ขอเพียงแค่วันไหนหนักๆ เฮ้ย ช่ามากอดหน่อยดิ๊ จับมือหน่อย แค่นี้คือเพียงพอแล้วสำหรับสิ่งที่ต้องการจากน้อง ไม่ต้องการอะไรมากไปกว่านี้เลย  

 

จากเหตุการณ์ที่คุยกันครั้งแรกในลานจอดรถ ผ่านมา 20 กว่าปีมองเห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรในตัวอีกคนหนึ่งบ้าง

แอม: ช่าโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเยอะ จากเด็กที่งอแงมากๆ คนหนึ่ง ห้ามอะไรก็ไม่ฟัง เดี๋ยวนี้เขาโตขึ้นเยอะ แต่อาจจะเพราะเขาไม่ฟังเราด้วยแหละ เลยได้ผ่านการเรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างด้วยตัวเอง จนวันนี้เข้มแข็งขึ้นมากแล้ว

 

มาช่า: จริงๆ ช่าฟังตลอดนะ พี่แอมอาจจะไม่รู้ แต่ขอให้ได้เถียงไว้ก่อน (หัวเราะ) คำเตือนของพี่แอมอยู่ในหัวตลอด แต่ช่าเป็นคนที่ขอลองด้วยตัวเองหน่อยน่ะ แล้วสุดท้ายเสียงของพี่แอมก็จะลอยเข้ามาทุกทีว่า นั่นไง กูบอกมึงแล้วใช่ไหม จนมาถึงตอนนี้แหละที่รู้สึกว่าเราลองมามากพอจนต้องหยุดได้แล้ว (หัวเราะ)

 

แอม: มีอะไรหลายอย่างที่เปลี่ยนแปลงไปนะ แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนเดิมคือเรื่องน้ำใสใจจริงของเขานี่ล่ะ เขาเป็นผู้หญิงที่ตลกดี คือเป็นผู้หญิงหน้าตาสวยที่แมนมาก นิสัยเหมือนผู้ชายเลย ไม่ขี้นินทา ไม่ยุ่งเรื่องของใคร

 

มาช่า: ไม่รู้ว่าจะไปนั่งคุยกันเรื่องคนอื่นทำไม จะไปว่าคนอื่นที่เป็นอยู่ดีกันแล้วเหรอเนี่ย (หัวเราะ) เอาเวลามาพัฒนาตัวเองดีกว่า

 

แอม: กลายเป็นว่าเวลาไปเจอคนอื่นจะไม่กล้าทักเรื่องแฟนของเขา เพราะกลัวว่าจะไม่ใช่คนที่เรารู้จัก เพราะไม่เคยอัพเดตเรื่องพวกนี้กันเลย (หัวเราะ)

เราเป็นแค่นักเดินทางที่ติดบัตร Visitor มาอยู่บนโลกใบนี้ วันหนึ่งเราต้องปลดมันออกแล้วจากโลกนี้ไป

 

ตอนนั้นแอมเคยพูดกับมาช่าว่า “ชีวิตของเราเหมือนกำลังต่อจิ๊กซอว์ชิ้นใหญ่จนใกล้จะเสร็จ แล้วจะปล่อยให้ใครที่ไหนก็ไม่รู้มาเตะมันทิ้งไปแบบนี้จริงๆ เหรอ” จนถึงวันนี้จิ๊กซอว์ของแต่ละคนถูกต่อไปถึงไหนกันแล้ว

แอม: ในที่สุด ณ วันนี้นะคะ มันกลับเป็นอีกแบบหนึ่ง ในวัย 50 กว่า เรากลับมาค้นพบว่า มันไม่มีอะไรที่มีอยู่จริงอีกต่อไป มันไม่มีอะไรที่เราควรจะไปยึดเหนี่ยวอีกต่อไป ไม่ว่าจะต่อจิ๊กซอว์หรือถูกใครเตะกระจายไปแค่ไหน สุดท้ายมันกลับไปสู่ความไม่มีอะไรอยู่ดี เราเป็นแค่นักเดินทางที่ติดบัตร Visitor มาอยู่บนโลกใบนี้ วันหนึ่งเราต้องปลดมันออกแล้วจากโลกนี้ไป เราเป็นแค่ส่วนหนึ่งของสรรพสิ่งทุกๆ อย่างในโลกนี้เท่านั้นเอง เราเคยเข้าใจผิดว่าโลกหมุนรอบตัวเรามากเกินไป

 

มาช่า: เราเคยรู้สึกหวง รัก คิดว่าอันนั้นอันนี้เป็นของกู แต่พอผ่านร้อนผ่านหนาวมาจนเรียกว่ามอดไหม้กันหมดแล้ว มันจะไปถึงจุดที่เรารู้ว่า อ๋อ สุดท้ายทุกอย่างมันก็แค่นี้แหละ ไม่มีอะไรหรอก ช่างมันไปเถอะ

 

ตามปกติเราแลกบัตร Visitor เพื่อทำธุระอะไรบางอย่าง พวกคุณติดบัตร Visitor เพื่อมาทำอะไรบนโลกใบนี้

แอม: ไม่ได้มาเพื่ออะไรเลย เราเป็นนักเดินทางที่ผ่านมาเหมือนคนอื่นก่อนหน้านี้ เราไม่ใช่คนแรกและไม่ใช่คนสุดท้าย เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นต้องไปคาดคั้นหาคำตอบว่าเรามาอยู่บนโลกนี้เพื่ออะไร เราคิดแค่ว่าต้องการอะไร แล้วรู้ให้ได้ว่าควรทำอะไรเพื่อไปถึงตรงนั้น ถ้าอยากไปเชียงใหม่ก็มุ่งขึ้นเหนือ แล้วทำตามนั้น อย่าไปคิดถึงวิธีอะไรมากมาย ลงมือเลย บางอย่างต้องอาศัยการปฏิบัติ เดี๋ยวระหว่างทางจะมีคำตอบให้เราเอง

 

 

ถ้าตอนนี้ให้ย้อนกลับไปอยู่ที่ลานจอดเหมือนวันนั้น แล้วแอมไม่บอกมาช่าว่าชีวิตคือจิ๊กซอว์ที่ไม่ควรให้คนอื่นมาทำลาย แอมจะบอกมาช่าว่าอะไร

มาช่า: อย่างแรกคือช่าคงไม่ไปร้องไห้ในลานจอดรถแบบนั้นแล้ว (หัวเราะ)

 

แอม: ยากเหมือนกันนะ เพราะตอนนี้เราก็เปลี่ยนไปเยอะแล้ว อาจจะคิดว่า โห นี่กูต้องเข้าอุปมาอุปไมยขนาดนั้นเลยเหรอ (หัวเราะ) ถ้าเป็นวันนี้เราอาจจะเดินไปบอกเขาสั้นๆ เลยว่า “ช่า ช่างแม่งเถอะ” แค่นั้นก็พอแล้ว

 

รู้สึกอย่างไรกันบ้าง เวลาเกิดปัญหาอะไรบางอย่างขึ้นกับมาช่า แล้วติดต่อมาช่าไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องเป็นแอม เสาวลักษณ์ ที่ต้องออกมาตอบคำถามนักข่าวแทน

มาช่า: ช่าอึดอัดนะ สงสารพี่แอม รู้สึกว่าพี่แอมอยู่ของเขาดีๆ ทำไมต้องดึงพี่แอมเข้ามาเกี่ยวด้วย แล้วดูน้องสาวก็ช่างทำแต่ละเรื่องดีเหลือเกิน (หัวเราะ)

 

แอม: โอ๊ย สบายมาก ถือโอกาสบอกตรงนี้เลยว่าพี่เต็มใจ ไม่ได้รำคาญ เพราะว่าส่วนใหญ่เวลานักข่าวมาถามเราคือช่วงที่ช่าเลียแผลอยู่ เราจะถีบมันเข้าบ้านให้ไปเลียแผลเลย แผลกำลังเหวอะจะออกมาตอบคำถามทำไม เดี๋ยวกูตอบเอง ซึ่งบางทีเราก็ไมได้รู้เรื่องอะไรนะ เพราะฉะนั้นจะตอบได้แค่ว่า จากที่รู้จักกันมา เขาคงเป็นแบบนี้ๆๆ เขาไม่เป็นแบบนั้นหรอก ถ้าให้เดาคงเป็นแบบนี้ ทำไปเพราะแบบนี้ แต่ถ้าถามว่าเกิดอะไรขึ้นเราไม่ได้อยู่ใต้เตียงเขา บางทีเพิ่งมารู้ทีหลังด้วยซ้ำว่ามันไปทำอะไร รู้มาจากคนอื่นด้วยซ้ำนะ แต่รับหน้าไปก่อน เดี๋ยวค่อยมาเคลียร์กันอีกที (หัวเราะ)

 

ผ่านไป 20 กว่าปี ทุกวันนี้เวลากลับมาร่วมงานกัน ร้องเพลงด้วยกัน มีความรู้สึกไหนที่เหมือนเดิมและเปลี่ยนแปลงไปบ้าง

มาช่า: ตอนวัยรุ่นมันไม่ค่อยคิดอะไร เอาสนุก เอามันอย่างเดียว เจอกัน ร้องเพลงด้วยกันไม่เหมือนไปทำงานนะ ไม่ได้คิดเลยว่าร้องเพลงอะไรยังไง คิดถึงแต่ After Show Party ร้องเพลงเสร็จจะไปปาร์ตี้ต่อที่ไหน

 

แอม: เออ ร้องเพลงอะไรช่างแม่ง เดี๋ยวจบโชว์ไปปาร์ตี้กัน (หัวเราะ) แต่ตอนนี้ต้องมาคิดกันว่า เฮ้ย จะรอดหรือเปล่าวะ ต้องเตี๊ยมกัน ท่อนนั้นท่อนนี้ ซีเรียสกันมากขึ้น แต่เด็กๆ คือสิ้นคิดมาก

 

 

มีความรู้สึกพิเศษแบบไหนบ้างที่จะได้รับเฉพาะเวลาได้ทำงานร่วมกันเท่านั้น

แอม: คือความรู้สึกว่าจะรอดหรือเปล่า (หัวเราะ) ต่างคนต่างมองหน้ากัน แล้วเอายังไงดีล่ะมึงทีนี้ (หัวเราะ) ยิ่งมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ช่าจะบ้าแอดลิบมาก เอื้อนตลอดเวลา ต้องเดาใจมันตลอดเวลาว่าจะโห่ ฮ้าอะไรตอนไหน แต่เดี๋ยวนี้ดีขึ้นแล้วนะ เมื่อก่อนนี่เหมือนขับรถไปกลางสี่แยกที่ไม่มีไฟแดงแล้วต้องเดาใจว่ามันจะมาอย่างไรของมันวะ (หัวเราะ) ซึ่งถ้าร้องกับคนอื่นจะไม่เป็น

 

มาช่า: เหนื่อยแล้ว (หัวเราะ) ร้องไม่ไหว แต่ถ้าถามช่า สิ่งที่ได้จากการร้องเพลงกับพี่แอมทุกครั้งคือความสบายใจนะ ส่วนหนึ่งอาจจะด้วยฝีมือของพี่เขาที่ดีอยู่แล้ว แต่ที่สำคัญเพราะเขาคือคนที่ไว้ใจมากๆ อยู่แล้วถึงแม้ว่าจะไม่ได้อยู่บนเวที เพราะฉะนั้นอะไรก็ตามที่มีพี่แอมจะทำให้ช่ารู้สึกสบายใจได้เสมอ

 

พูดถึงอัลบั้ม ‘รสชาติความเป็นคน’ ของมาช่า สำหรับทั้งสองคนคิดว่ารสชาติไหนในชีวิตที่น่าจดจำมากที่สุด

แอม: ทุกรสชาติเลยนะ เพราะถ้าขาดรสใดรสหนึ่งไปเราคงไม่ได้มาเป็นแบบทุกวันนี้ แต่เราค่อนข้างให้ความสำคัญมากๆ คือ รสชาติของความทุกข์ มักจะพูดกับรุ่นน้องเวลาเจอปัญหาชีวิตเสมอว่า ขนาดสิ่งสกปรกอย่างขี้ยังเอาไปทำประโยชน์เป็นปุ๋ยให้กับต้นไม้ได้ เพราะฉะนั้นเวลาเราเจอสิ่งสกปรก เจอโลกปาขี้ใส่ อยากให้ตั้งสติดีๆ เราเลือกได้ว่าจะอยู่กับขี้กองนั้นอย่างไร เราจะจมกองขี้แล้วตายไปแบบนั้น หรือจะเลือกเทิร์นมันให้กลายเป็นปุ๋ย รอให้ผ่านตรงนั้นไปให้ได้ แล้วสักวันเราจะแตกกิ่งใบและออกดอกผลขึ้นมา

 

มาช่า: ช่าชอบคิดถึงรสชาติชีวิตช่วงที่ไม่ได้วุ่นวายขนาดนี้ ช่วงที่มีความสุขง่ายๆ ไปเที่ยวทะเลกัน ตอนนั้นมันสนุกจริงๆ นะ เมื่อก่อนคิดถึงพี่แอมขับรถไปหาครึ่งชั่วโมงก็ถึงแล้ว แต่เดี๋ยวนี้เหรอ สวัสดีค่ะ 3 ชั่วโมงรถติดยังไปไม่ถึงไหนเลย

 

แอม: มันมีเด็กผู้หญิง 2 คนที่เราทำหล่นหายไประหว่างทาง บางวันก็ยังมาคิดอยู่ว่าเราอยากตามหาเด็กผู้หญิง 2 คนนั้นเหมือนกันนะ เด็กที่สนุกสนานและใสกว่านี้ น่าเสียดายเหมือนกันที่เราทำเขาหายไป

สิ่งที่ต้อง Don’t มากที่สุดคือ อย่ารักคนอื่นมากเกินไปจนลืมรักตัวเอง ชีวิตของเราย่อมเป็นของเรา อย่าเอาชีวิตของตัวเอง หัวใจของตัวเองไปผูกไว้กับข้อเท้าของใคร

 

อะไรที่ทำให้เด็ก 2 คนนั้นหายไป

มาช่า: ทุกอย่างที่เราทำ ที่เราเจอ ช่าพูดตลอดว่าเวลาเราจะดังไม่ยากมากหรอก แต่ที่อยากคือการต้องคีปครรลองของความดังมายาวนานขนาดนี้ เราโดนชกกันไปหลายหมัด น่วมกันไปหมด ต้องเจ็บตัว ต้องสร้างเกราะป้องกันตัวเอง ทุกอย่างมันต้องใช้วิธีการคิดแบบผู้ใหญ่ในการแก้ไขปัญหา ช่าว่าช่วงนั้นแหละที่เด็ก 2 คนนั้นค่อยๆ หายตัวไป

 

อัลบั้ม ‘บันทึกดอกไม้เหล็ก’ ของแอม ให้เลือกบันทึก 1 หน้าที่อยากหยิบมาอ่านให้ลูกหรือคนที่รักฟังมากที่สุด

มาช่า: อยากเปิดบันทึกหน้าที่เกี่ยวกับความรักหลายๆ หน้า เพื่อเอามาเตือนให้เห็นถึงช่วงที่เรามอบความรักให้ใครมากเกินไป จนมาถึงวันนี้ที่เราพยายามเดินออกห่างจากอะไรที่รู้สึกว่าเป็นอันตรายกับสภาพจิตใจของเราได้แล้ว เราต้องผ่านความเจ็บมาเยอะมาก เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อบันทึกช่วงนั้นมันจะช่วยลดขั้นตอนหรือความเจ็บปวดให้ใครได้ก็อยากเปิดหน้านั้นอ่านให้เขาฟัง

 

แอม: ส่วนของเรานี่มีแต่บัญชีหนังหมาเลยน่ะสิ (หัวเราะ) สิ่งที่ควรบันทึกเอาไว้มันมีแต่ Don’t มากกว่า Do ทั้งนั้นเลย แต่ถ้าสรุปให้สั้นที่สุด ขอเลือกข้อเดียวคือเรื่องความรัก พูดเฉพาะความรักแบบคู่รักอย่างเดียวนะ สิ่งที่ต้อง Don’t มากที่สุดคือ อย่ารักคนอื่นมากเกินไปจนลืมรักตัวเอง ชีวิตของเราย่อมเป็นของเรา อย่าเอาชีวิตของตัวเอง หัวใจของตัวเองไปผูกไว้กับข้อเท้าของใคร หัวใจของเราไม่ใช่ลูกกระพรวนข้อเท้าที่จะให้ใครลากถูลู่ถูกังไปไหน อันนี้คือสิ่งที่ Don’t เด็ดขาด

 

มาช่า: แล้วคอยดูนะ พอพูดแบบนี้ออกไป เขาจะรีบเอาชีวิตไปมอบให้ใครทันที (หัวเราะ) ของแบบนี้มันต้องเจอด้วยตัวเองถึงจะรู้

 

 

 

 

Photo: ปรมภัทร ผูกทอง

FYI
  • AMP SHA Concert #หลีกทางหน่อยแม่จะเดิน!! จัดขึ้นในวันที่ 3 และ 4 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ Royal Paragon Hall บัตรราคา 1,500-4,000 บาท ซื้อบัตรได้ที่ ThaiTicketMajor ทุกสาขา
  • อัลบั้ม บันทึกของดอกไม้เหล็ก คืออัลบั้มเดี่ยวชุดแรกของแอม เสาวลักษณ์ อัลบั้ม รสชาติความเป็นคน คืออัลบั้มเดี่ยวชุดที่สองของมาช่า ทั้ง 2 อัลบั้มวางจำหน่ายในปี พ.ศ. 2536 และสามารถทำยอดขายไปได้มากถึง 900,000 ก๊อบปี้ด้วยกันทั้งคู่
  • แอมและมาช่าเคยมีคอนเสิร์ตร่วมกันครั้งแรกในชื่อ Amp & Marsha เมื่อปี พ.ศ. 2542
  • LOADING...

READ MORE

FOLLOW US

MOST POPULAR