×

อนาคตคือ AI และหุ่นยนต์ อาเซียนอยู่ตรงไหน ภายใต้โจทย์พลังงานตึงตัวและขาดแคลนคน

17.07.2026
  • LOADING...
ภาพบรรยากาศการประชุม Nikkei Asia Forum APAC ที่พูดคุยเรื่อง AI และหุ่นยนต์

เมื่อโลกเทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค AI อย่างเต็มตัว ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ต่ำเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ กลายเป็นสมรภูมิที่เนื้อหอมที่สุดแห่งหนึ่งในการที่บริษัทจากนานาชาติเข้ามาตั้งฐานหรือเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่เทคโนโลยี ทว่าภายใต้โอกาสที่ดีนี้กลับซ่อนความท้าทายครั้งใหญ่ ทั้งวิกฤตพลังงานที่ตึงตัวจากความต้องการ Data Center และช่องว่างของบุคลากรที่ไม่ทันต่อความเร็วของเทคโนโลยี

 

 
 

เวที Nikkei Asia Forum APAC ที่จัดในกรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก เมื่อวานนี้ (17 กรกฎาคม) มีหัวข้อที่พูดคุยกันถึงอนาคตของ AI และหุ่นยนต์ ที่มาพร้อมความท้าทายจากข้อจำกัดด้านพลังงานและวิกฤตการขาดแคลนบุคลากร “Future of AI and Robotics: Scaling Adoption Under Energy Constraints, Talent Gaps” โดย 3 ผู้นำนวัตกรรมระดับภูมิภาคมาร่วมนำเสนอว่า อาเซียนควรขยับตัวอย่างไรในวันที่โลกหมุนด้วยปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ ดำเนินรายการโดย Akito Tanaka บรรณาธิการบริหาร Nikkei Asia

 

ความท้าทายในโครงสร้างพื้นฐาน AI ความยั่งยืน และข้อจำกัดด้านพลังงาน

 

การเติบโตของเทคโนโลยี AI และ Data Center ทั่วโลก ส่งผลให้ความต้องการพลังงานพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ไม่แน่นอนและราคาพลังงานที่ผันผวน การสร้างความยั่งยืนทั้งในแง่สิ่งแวดล้อมและการพึ่งพาตนเองด้านพลังงานจึงเป็นโจทย์ใหญ่

 

ภาพบรรยากาศการประชุม Nikkei Asia Forum APAC ที่พูดคุยเรื่อง AI และหุ่นยนต์ 1

 

  • Wenchuan Liu ผู้จัดการทั่วไป ฝ่าย Global Consumer Group ของ iFlytek มองว่า แม้โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ เช่น Data Center หรือกำลังการประมวลผลจะเป็นสิ่งจำเป็น แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่าในมุมมองของเขาคือ ‘การปฏิวัติกรอบความคิด’ (Mindset) ของผู้ใช้งาน ในปัจจุบันคนส่วนใหญ่ยังคงใช้ AI เหมือนเป็น Google หรือ Baidu เวอร์ชันที่ใหญ่ขึ้นเท่านั้น ทั้งที่ AI สามารถทำอะไรได้มากกว่านั้นมาก ดังนั้น การเปิดใจและรู้วิธีนำ AI ไปใช้งานจริงให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยลดการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง

 

  • Aimi Komatsu ผู้อำนวยการ Agibot Innovation (Shanghai) Technology เน้นย้ำว่า ภูมิภาคอาเซียนจำเป็นต้องเข้าถึงแหล่งพลังงานที่สะอาด เสถียร และยั่งยืน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานก๊าซธรรมชาติ หรือพลังงานคาร์บอนต่ำ นอกจากนี้ความยั่งยืนต้องถูกคิดค้นขึ้นตั้งแต่ใน ‘ระดับการดีไซน์’ ยกตัวอย่างเช่นการพัฒนาโมเดลปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ที่สามารถประมวลผลได้ที่ปลายสาย (Edge Computing) โดยไม่ต้องเชื่อมต่อกับ Cloud ตลอดเวลา ซึ่งจะช่วยประหยัดพลังงานได้มหาศาล อีกทั้งเธอยังมองว่า หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (Humanoid Robots) ไม่ได้เป็นเพียงตัวบริโภคพลังงาน แต่เข้ามาช่วยมนุษย์ประหยัดพลังงานในภาพรวมและเพิ่มผลผลิตในการทำงาน

 

  • Levi Nguyen ซีอีโอ FPT Thailand & FPT Taiwan สะท้อนภาพว่า ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ค่อนข้างได้เปรียบเรื่องแหล่งพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์เนื่องจากทำเลที่ตั้งใกล้เส้นศูนย์สูตร อย่างไรก็ตาม ในแง่โครงสร้างพื้นฐานของ Data Center นั้น สิ่งที่ต้องคำนึงถึงไม่ใช่แค่เรื่องพลังงาน แต่ต้องควบรวมกับระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) และการธรรมาภิบาลข้อมูล (Data Governance) เพราะการถูกโจมตีทางไซเบอร์เพียงครั้งเดียว อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพและระบบพลังงานในชีวิตจริงอย่างรุนแรง

 

Use Cases และโอกาสของอาเซียน

 

ท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจเทคโนโลยีอย่างสหรัฐฯ และจีน ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียนมีจุดเด่นเฉพาะตัวที่ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีทุ่มเงินแข่ง แต่เน้นการนำ AI มาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม

 

  • Wenchuan Liu ยกตัวอย่างความสำเร็จของ iFlytek ในภาคการสื่อสารและการศึกษา โดยชี้ว่า AI ได้ช่วยทำลายกำแพงภาษาลงอย่างสิ้นเชิงด้วยระบบแปลภาษาออฟไลน์ที่แม่นยำและเกือบจะพร้อมๆ กับการพูด (Simultaneous Translation) ซึ่งช่วยให้การทำธุรกิจข้ามชาติในอาเซียนราบรื่นขึ้น เช่น ประสบการณ์ที่เขาใช้ AI แปลภาษาในเวียดนามจนสามารถปิดดีลธุรกิจได้ภายในเวลา 2 ชั่วโมง นอกจากนี้ในภาคการศึกษา AI ยังสามารถเข้ามาช่วยออกแบบบทเรียนเฉพาะบุคคล (Customized Education) ให้เหมาะกับเด็กแต่ละคนได้ รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในสำนักงานผ่านระบบแปลงเสียงเป็นข้อความและการสรุปใจความสำคัญ

 

  • Aimi Komatsu มองว่า อาเซียนเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีสภาพแวดล้อมอุดมสมบูรณ์และเหมาะสมที่สุดสำหรับการเติบโตของหุ่นยนต์ โดยเฉพาะใน ภาคการผลิต (Manufacturing) และภาคโลจิสติกส์/คลังสินค้า (Logistics & Warehousing) เนื่องจากอาเซียนกำลังเผชิญปัญหาการขาดแคลนแรงงานและต้นทุนที่สูงขึ้น หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ของ Agibot จึงเริ่มเข้าไปทำงานในสายการผลิตและคลังสินค้าในจีนและญี่ปุ่นแล้ว และกำลังขยายตัวมายังอาเซียน ซึ่งหุ่นยนต์เหล่านี้จะช่วยเพิ่มผลผลิตและคุ้มค่าต่อการลงทุน (ROI) ได้ชัดเจนขึ้นในปี 2026 นี้

 

ภาพบรรยากาศการประชุม Nikkei Asia Forum APAC ที่พูดคุยเรื่อง AI และหุ่นยนต์ 2

 

  • Levi Nguyen ระบุว่า อาเซียนมีข้อได้เปรียบจากโครงสร้างประชากรที่เป็นคนรุ่นใหม่ เป็นจุดยุทธศาสตร์ด้านขนส่ง และมีอัตราการเติบโตของ GDP สูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก อาเซียนไม่ควรพยายามใช้เงินทุนสู้กับสหรัฐฯ หรือสร้างเลียนแบบจีน แต่ควรหาจุดยืนของตัวเองด้วยการนำ AI มาใช้แก้ไขปัญหาจริง (Reality) ของธุรกิจ เช่น ปรับปรุงกระบวนการทำงานในสำนักงาน (Back Office) ให้เป็นอัตโนมัติ เพื่อลดงานที่ทำซ้ำๆ และการทำระบบคาดการณ์เพื่อบำรุงรักษาเครื่องจักร (Predictive Maintenance) ในโรงงาน ซึ่งจะสร้างความคุ้มค่าได้อย่างรวดเร็ว

 

ทำไมต้องเป็น “หุ่นยนต์รูปทรงมนุษย์” (Humanoid Robots)?

 

ในเวทีนี้มีการตั้งคำถามที่น่าสนใจว่า ในเมื่อแขนกลอุตสาหกรรมหรือหุ่นยนต์เคลื่อนที่ในคลังสินค้าทำหน้าที่ได้ดีอยู่แล้ว เหตุใดเราจึงยังจำเป็นต้องพัฒนาหุ่นยนต์ในรูปทรงมนุษย์ (ฮิวแมนนอยด์)

 

  • Aimi Komatsu อธิบายข้อดีของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ใน 2 มิติหลัก มิติแรกคือ “โลกทางกายภาพถูกสร้างขึ้นมาเพื่อมนุษย์” หุ่นยนต์ที่มีรูปทรงเหมือนมนุษย์จึงสามารถขึ้นบันได ใช้เครื่องมือ และควบคุมเครื่องจักรเดียวกับที่มนุษย์ใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องรื้อถอนหรือปรับเปลี่ยนโครงสร้างโรงงานใหม่ มิติที่สองคือ “ความง่ายในการเก็บข้อมูลเพื่อฝึกฝน AI” การที่หุ่นยนต์มีโครงสร้าง มีตำแหน่งดวงตา (กล้อง) และมีสองแขนสองมือเหมือนมนุษย์ ทำให้มนุษย์สามารถถ่ายทอดและเก็บข้อมูลลักษณะท่าทางการทำงาน (Manipulation Data) เพื่อป้อนให้ AI เรียนรู้ได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วที่สุด ซึ่งหากหุ่นยนต์เป็นรูปทรงสัตว์หรือรูปทรงอื่นๆ มนุษย์อาจสร้างข้อมูลการเคลื่อนไหวที่ถูกต้องให้กับมันได้น้อยกว่า

 

ภาพบรรยากาศการประชุม Nikkei Asia Forum APAC ที่พูดคุยเรื่อง AI และหุ่นยนต์ 3

 

วิกฤตขาดแคลนบุคลากร (Talent Gaps) และแนวทางการเตรียมพร้อม

 

ปัญหาขาดแคลนวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญด้าน AI เป็นอุปสรรคสำคัญในการขยายผลการใช้งานในระดับภูมิภาค การยกระดับทักษะแรงงานเดิม (Upskilling/Reskilling) จึงสำคัญไม่แพ้การสร้างแรงงานใหม่

 

  • Levi Nguyen เปิดเผยแนวทางของ FPT ว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการยกระดับทักษะในหลายระดับ ตั้งแต่ระดับมหาวิทยาลัยในเวียดนามที่มีนักศึกษาอยู่ราว 170,000 คน ไปจนถึงการปรับเปลี่ยนทักษะคนในองค์กร FPT มีวิศวกรสายซอฟต์แวร์เดิมที่ถูกพัฒนาให้เป็น ‘AI-augmented engineers’ แล้วกว่า 30,000 คน โดยการ Reskill วิศวกรซอฟต์แวร์ทั่วไปให้เป็นวิศวกร AI, ยกระดับสถาปนิกซอฟต์แวร์ให้เป็นสถาปนิก AI และพัฒนาผู้จัดการโครงการให้เข้าใจ AI นอกจากนี้ FPT ยังจับมือกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง Microsoft เพื่อนำหลักสูตร AI มาใช้สอน ทั้งนี้ เขายังเสนอแนะว่าภาครัฐในอาเซียนควรสนับสนุนในเรื่องของเงินอุดหนุนหรือมาตรการทางภาษีเพื่อดึงดูดและรักษาผู้มีความสามารถ (Talent) ด้าน AI ให้อยู่ในภูมิภาคต่อไป

 

ภาพบรรยากาศการประชุม Nikkei Asia Forum APAC ที่พูดคุยเรื่อง AI และหุ่นยนต์ 4

 

  • Aimi Komatsu เสริมว่า ในฝั่งของหุ่นยนต์และ AI ทางกายภาพ (Physical AI) ปัจจุบันโลกไม่ได้ต้องการเพียงแค่วิศวกรอัจฉริยะระดับหัวกะทิเท่านั้น แต่ยังขาดแคลนวิศวกรสายปฏิบัติการที่มีความสามารถในการนำหุ่นยนต์ไปติดตั้ง ไปประยุกต์ใช้ในหน้างานจริง และทำให้ระบบแอปพลิเคชันทำงานร่วมกับหุ่นยนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งบุคลากรกลุ่มนี้ต้องใช้เวลาในการเรียนรู้และฝึกฝนในหน้างานจริง (On-the-Job Training) ร่วมกับหุ่นยนต์อีกมาก

 

มุมมองต่อภาวะการลงทุนเกินตัว (Overinvestment) ในตลาด AI

 

พิธีกรได้ถามถึงความกังวลของหลายฝ่ายที่มองว่าปัจจุบันโลกกำลังลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI หรือ Data Center มากเกินไปจนอาจเกิดฟองสบู่

 

  • Wenchuan Liu ให้ความเห็นว่า ในเวลานี้ยังยากที่จะตอบว่าเป็นการลงทุนที่เกินตัว (Overinvestment) หรือไม่ แต่สิ่งที่เขาเน้นย้ำคือ ตราบใดที่เราสามารถทำให้เทคโนโลยี AI สร้างประโยชน์ให้กับผู้คนจำนวนมากได้จริงๆ (Beneficial to more people) ความคุ้มค่าก็จะเกิดขึ้นตามมา หน้าที่ของนักพัฒนาคือการเปลี่ยนผ่าน AI จากการเป็นแค่เครื่องมือค้นหาข้อมูล ไปสู่เครื่องมือที่สร้างประโยชน์ในชีวิตจริง

 

  • Aimi Komatsu มองในมุมของ Physical AI ว่า เทคโนโลยีหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นมากๆ (Early Stage) การลงทุนในอุตสาหกรรมนี้จึงยังมีความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อเร่งรัดการเติบโตของอุตสาหกรรมในภาพรวม แม้ตอนนี้จะยังติดข้อจำกัดเรื่องการขาดแคลนบุคลากรและ Data Center แต่การลงทุนเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลและฝึกฝนโมเดลสมองของหุ่นยนต์ (Brain Models) จะช่วยให้หุ่นยนต์พัฒนาจากขั้นเริ่มต้นไปสู่หุ่นยนต์ที่ทำงานได้จริงในอนาคต

 

ภาพ: @NikkeiAsia

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising