วันนี้ (31 ตุลาคม) ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย อนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กรุงเทพมหานคร เอกราช อุดมอำนวย สส.กรุงเทพมหานคร ปัญญารัตน์ นันทภูษิตานนท์ สส.นนทบุรี วิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และ เทวฤทธิ์ มณีฉาย สว. ร่วมงานรำลึก 2 ทศวรรษ นวมทอง ไพรวัลย์ ที่บริเวณสดมภ์อนุสรณ์ หน้าสถานีโทรทัศน์ไทยรัฐทีวี
ณัฐพงษ์กล่าวถึงคลิปวิดีโอของลุงนวมทองที่เปิดในช่วงต้นของงาน ซึ่งมีคำพูดว่า “แค่ชีวิตของเขาคนเดียว มันจะสำคัญอะไรไปมากกว่าความเป็นประชาธิปไตยประเทศ” ทำให้ตนเองสะเทือนใจ เพราะสิ่งที่ยึดโยงทุกคนเข้าไว้ด้วยกันไม่ว่าจะรุ่นใด คือการเรียกร้องสิ่งที่ดีกว่า สิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเราเอง และอนาคตของลูกหลาน ความต้องการนั้นเรียบง่ายเพียงแค่อยากให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน แม้วิธีการต่อสู้จะเปลี่ยนไป ในอดีตอาจใช้กระบอกปืนหรือรถถัง แต่ยุคนี้กลับจำแลงกายมาอยู่ภายใต้คราบของรัฐธรรมนูญปี 2560
ทั้งนี้ สิ่งสำคัญคือประชาชนกว่า 21 ล้านเสียงได้ลงประชามติตัดสินแล้วว่าต้องการให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งถือเป็นฉันทามติที่ต้องร่วมกันต่อสู้และผลักดันต่อไป พร้อมขอให้ทุกคนเก็บความทรงจำและความรู้สึกร่วมกันไว้เป็นพลังในการเดินหน้า
นอกจากนี้ ณัฐพงษ์ได้ยกตัวอย่างประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งไทยเคยร่วมส่งกำลังไปช่วยในช่วงสงคราม แต่ปัจจุบันเกาหลีใต้มีความเป็นประชาธิปไตยและเจริญก้าวหน้ากว่า โดยตนเองเคยมีโอกาสพูดคุยกับมูลนิธิ 18 พฤษภา ของเกาหลีใต้ ที่ขับเคลื่อนจากเหตุการณ์กวังจู ค.ศ. 1980 จนนำไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในปี ค.ศ. 1987 ซึ่งตรงกับวัน เดือน และปีเกิดของตนเองพอดี
ณัฐพงษ์เล่าว่า ตัวแทนจากเกาหลีใต้ได้ตั้งคำถามที่ทำให้ตนเองสะอึกและตอบไม่ถูกว่า เมื่อศึกษาประวัติศาสตร์ไทย เหตุใดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม ที่มีประชาชนออกมาเรือนแสนเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย จึงไม่สามารถเปลี่ยนผ่านโครงสร้างได้สำเร็จเหมือนเกาหลีใต้ ซึ่งตนเองได้สะท้อนมุมมองกลับไปว่า หากไม่ได้เข้ามาเป็นนักการเมืองแทบจะไม่ทราบประวัติศาสตร์เชิงลึก เนื่องจากไทยมีความพยายามลบเลือนประวัติศาสตร์ ระบบการศึกษาไม่เคยสอนเรื่องเหล่านี้ กระทั่งหมุดคณะราษฎรก็ถูกทำให้หายไป ขณะที่เกาหลีใต้มีทั้งอนุสาวรีย์ เรื่องเล่า และการสอดแทรกเหตุการณ์กวังจูลงในซีรีส์อย่างแพร่หลาย
“การเก็บความทรงจำคือ ป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย การทำให้ผู้ที่ปฏิวัติรัฐประหาร ได้รับการลงโทษสักหนึ่งครั้ง จะเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ไม่เกิดการปฏิวัติเกิดขึ้นอีก นักการเมืองของเกาหลีใต้ทั้งคนที่โกงและคนที่เคยออกมาปฏิวัติก็ได้รับการลงโทษ แต่ในประเทศเรา เราเห็นนักการเมืองโกงกินลอยตัว เห็นคนที่ออกมาปฏิวัติไม่เคยจะต้องรับผลอะไรเลย”
ณัฐพงษ์กล่าวทิ้งท้ายว่า ในฐานะนักการเมือง สิ่งที่ตนเองจะขอเพียงอย่างเดียวคือ หากวันหนึ่งประเทศสามารถเปลี่ยนแปลงไปสู่ประชาธิปไตยได้ จะต้องมีการตรวจสอบคดีย้อนหลังและนำคนผิดมาลงโทษให้ได้ เพื่อทำให้ประเทศไทยมีระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง









