×

เปิดเบื้องลึกเส้นทางฟอกเงินข้ามโลก เครือข่าย ‘เบน สมิธ’ จากเงินสแกมเมอร์ สู่การถือหุ้นใหญ่ VGI-BCP-MFC ในตลาดหุ้นไทย

28.10.2026
บรรยากาศการแถลงข่าวร่วมของ บก.ปอศ. ก.ล.ต. และ ปปง. กรณีทลายเครือข่ายฟอกเงินข้ามโลก เบน สมิธ

จากเงินฉ้อโกงประชาชนและเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์มหาศาล ถูกนำไปยักย้ายถ่ายเทผ่านบัญชีม้าในกัมพูชา โดยใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านในการลักลอบนำเงินไปเข้ากองทุนซับซ้อนในสิงคโปร์ ก่อนจะหวนกลับเข้ามาช้อนซื้อหุ้นขนาดใหญ่ใน SET อย่าง VGI และ BCP เพื่อฟอกเงินผิดกฎหมายให้กลายเป็นสินทรัพย์สะอาด ผ่านการใช้นอมินีและกองทุนต่างชาติอำพรางผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (UBO) เพื่อหลีกเลี่ยงการทำ Tender Offer จนกระทั่ง CIB, ก.ล.ต. และ ปปง. ผนึกกำลังสาวไส้ทลายขบวนการ พร้อมสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินประวัติศาสตร์มูลค่าสูงถึง 2.6 หมื่นล้านบาท เพื่อนำเงินกลับมาคุ้มครองสิทธิให้แก่ผู้เสียหาย

 

 

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศอตอ.ตร. ACSC) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) วานนี้ (27 ต.ค.) แถลงเปิดปฏิบัติการ ‘ทลายเครือข่ายมหากาพย์ ฟอกเงินข้ามโลก ซ่อนเงินผ่านธนาคารและกองทุนต่างประเทศหลายชั้น ก่อนแปรสภาพเป็นหุ้นขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ไทย ซึ่งนับเป็นผลสำเร็จจากการสืบสวนขยายผลอย่างต่อเนื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานพันธมิตร จากคดีความผิดมูลฐานสำคัญ 2 คดีหลัก ได้แก่ คดีหลอกลวงนักลงทุนชาวต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย และคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์กับสแกมเมอร์ ซึ่งสืบสวนพบว่าเป็นเครือข่ายผู้กระทำความผิดกลุ่มเดียวกัน

 

พลตำรวจตรี ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ดำรงตำแหน่ง ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ผบก.ปอศ.) สังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ระบุว่า จากการสืบสวนร่วมกันระหว่างตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ก.ล.ต. และ ปปง. พบว่า เงินที่ได้จากการฉ้อโกงประชาชนและอาชญากรรมทางเทคโนโลยีมีจำนวนมหาศาล โดยมีการวางระบบยักย้ายถ่ายเทเงินอย่างซับซ้อนหลายขั้นตอนเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ เริ่มจากการโอนกระจายเงินเข้าสู่บัญชีของกลุ่มผู้ต้องหาและบัญชีม้าในประเทศกัมพูชา ก่อนใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านในการลำเลียงและถ่ายเทเงินออกไปเข้ากองทุนต่างประเทศในประเทศสิงคโปร์ จากนั้นจึงนำเงินจากกองทุนในสิงคโปร์หวนกลับเข้ามาช้อนซื้อหุ้นขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อฟอกเงินผิดกฎหมายให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่สะอาด

 

ผลการรวบรวมพยานหลักฐานนำไปสู่การติดตามดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง โดยสามารถแบ่งโครงสร้างหน้าที่ของขบวนการออกเป็น 4 กลุ่มสำคัญ ได้แก่ กลุ่มผู้บงการและวางแผนการลงทุน มี เบน สมิธ เป็นหัวหน้าขบวนการ คอยวางแผน บริหารจัดการ และกำหนดกลยุทธ์นำเงินอาชญากรรมไปฟอกผ่านการลงทุน กลุ่มจัดหาแหล่งทุนและผู้เชี่ยวชาญสแกมเมอร์ มี ยูจีน ทำหน้าที่จัดหาแหล่งเงินทุน ร่วมกับ นายยิม เลียก (Yim Leak) ผู้เชี่ยวชาญเครือข่ายสแกมเมอร์ กลุ่มผู้รับผลประโยชน์แอบแฝง (Nominee) ปรากฏชื่อ ภรรยา เบน สมิธ ทำหน้าที่ถือครองทรัพย์สินแทน และ กลุ่มผู้ประสานงานจัดหาหุ้นในไทย มี นายณัฐกร และ นายไคปิง ทำหน้าที่คัดเลือกและจัดหาหุ้นเป้าหมายในตลาดหลักทรัพย์ไทย

 

บรรยากาศการแถลงข่าวร่วมของ บก.ปอศ. ก.ล.ต. และ ปปง. กรณีทลายเครือข่ายฟอกเงินข้ามโลก เบน สมิธ 1

 

บรรยากาศการแถลงข่าวของ 3 หน่วยงาน คือ บก.ปอศ., ก.ล.ต. และ ปปง. แถลงเปิดปฏิบัติการ ‘ทลายเครือข่ายมหากาพย์ ฟอกเงินข้ามโลก ซ่อนเงินผ่านธนาคารและกองทุนต่างประเทศหลายชั้น ก่อนแปรสภาพเป็นหุ้นขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ไทย

 

ก.ล.ต. เปิดหลักฐานสืบตั้งแต่ปี 66 ธุรกรรมอำพรางเพิ่มทุน PP หุ้น VGI

 

ศาสตราจารย์ ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. เปิดเผยว่า ก.ล.ต. ได้ติดตามและตรวจสอบกรณีนี้มาตั้งแต่ปี 2566 หลังพบความผิดปกติของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ที่มีกลุ่มบุคคลเข้ามาถือครองหุ้นในลักษณะที่อาจเข้าข่ายฝ่าฝืน พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ โดยกรณีแรกเป็นการออกหุ้นเพิ่มทุนเสนอขายให้แก่บุคคลในวงจำกัด (Private Placement: PP) ของ บริษัท วีจีไอ จำกัด (มหาชน) หรือ VGI มูลค่ารวม 8,850 ล้านบาท ซึ่งมีการจัดสรรให้แก่กองทุนต่างประเทศ 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่ม CAI OPTIMUM FUND VCC – EDH INVESTMENTS จำนวน 2,900 ล้านหุ้น, กลุ่ม OPUS Charter Insurance จำนวน 2,200 ล้านหุ้น และกลุ่ม Thai IR จำนวน 800 ล้านหุ้น

 

ก.ล.ต. ได้ประสานความร่วมมือระหว่างประเทศผ่านกลไก IOSCO EMMoU ร่วมกับ บก.ปอศ. จนพบว่า ผู้รับผลประโยชน์รายสุดท้ายที่แท้จริง (Ultimate Beneficial Owner: UBO) ของกองทุนต่างประเทศทั้ง 3 กลุ่ม คือบุคคลกลุ่มเดียวกัน ได้แก่ แคทรียา และสุภารัตน์ ภายใต้การวางแผนของ เบน สมิธซึ่งเมื่อนับรวมสิทธิออกเสียงแล้วถือหุ้นเกินร้อยละ 25 ของ VGI เข้าข่ายเป็นการกระทำการร่วมกัน (Acting in Concert) แต่กลับหลีกเลี่ยงการรายงานการได้มาตามมาตรา 246 ไม่ทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมด (Tender Offer) ตามมาตรา 247 และรายงานข้อมูลอันเป็นเท็จ

 

นอกจากนี้ ในส่วนของหุ้นตัวที่สอง คือ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP พบพฤติกรรมใช้การถือหุ้นแทน (Nominee) เกินกว่าร้อยละ 20 เพื่อหลีกเลี่ยงเกณฑ์และสัดส่วนการถือครอง

 

ความร่วมมือดังกล่าวส่งผลให้ บก.ปอศ. ออกหมายจับผู้ต้องหา 7 ราย ได้แก่ เบน สมิธ, แคทรียา, สุภารัตน์, ยิม เลียก, ยูจีน, ไคปิง และณัฐกร ในข้อหาตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ความผิดฐานอั้งยี่ตามประมวลกฎหมายอาญา และสมคบฟอกเงินตามกฎหมาย ปปง.

 

ทั้งนี้ ผู้ต้องหา 6 รายแรกได้หลบหนีไปอยู่ในต่างประเทศ ขณะที่ณัฐกร มารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว แต่ปฏิเสธข้อกล่าวหา

 

บรรยากาศการแถลงข่าวร่วมของ บก.ปอศ. ก.ล.ต. และ ปปง. กรณีทลายเครือข่ายฟอกเงินข้ามโลก เบน สมิธ 2

ศาสตราจารย์ ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต.

 

บุกค้น 4 จุด ยึดหลักฐานสำคัญ รวบตัวผู้ประสานงานในไทย

 

เจ้าหน้าที่ได้นำกำลังเข้าทำการตรวจค้นเป้าหมายรวม 4 จุด ยึดเอกสารและหลักฐานสำคัญได้ 6 รายการ เช่น เอกสารเกี่ยวกับการจัดตั้งและดำเนินงานของกองทุนต่างประเทศ เอกสารสัญญาการกู้ยืมเงิน และเอกสารสิทธิการถือครองหุ้น โดยสามารถจับกุม นายสพกร หนึ่งในผู้ประสานงานจัดหาหุ้นในไทยได้แล้ว ซึ่งในชั้นสอบสวนยังคงให้การปฏิเสธ ส่วนผู้ต้องหาหลักรายอื่น ๆ ที่หลบหนีอยู่ต่างประเทศ เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการออกหมายจับสากลและประสานความร่วมมือระหว่างประเทศไว้ทั้งหมดแล้ว

 

ปปง. กางตัวเลขอายัดมหากาพย์ 2.6 หมื่นล้าน ยึดหุ้นไทยกว่า 1.6 หมื่นล้าน พร้อมเปิดช่องคุ้มครองสิทธิผู้เสียหาย

 

ด้าน กมลสิทธิ์ วงศ์บุตรน้อย รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เปิดเผยว่า ปปง. ได้ออกคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดในเครือข่ายนี้แล้วรวม 5 คำสั่ง คิดเป็นมูลค่าทรัพย์สินรวมประมาณ 26,000 กว่าล้านบาท ครอบคลุมทั้งอสังหาริมทรัพย์ เงินในบัญชีธนาคาร และหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งเฉพาะส่วนของหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีมูลค่าสูงถึงกว่า 16,000 กว่าล้านบาท ประกอบด้วยหุ้นของ 3 บริษัท คือ บริษัท วีจีไอ จำกัด (มหาชน) หรือ VGI, บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFC และ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ซึ่งมีหุ้น BCP มีมูลค่าสูงสุดในจำนวนดังกล่าว

 

ปัจจุบัน ปปง. ได้แยกสำนวนออกเป็น 2 สำนวน ซึ่งเรื่องเข้าสู่กระบวนการในชั้นศาลแล้ว โดยอยู่ระหว่างการตรวจสอบและจัดการทรัพย์สินเพื่อนำมาคุ้มครองสิทธิให้แก่ผู้เสียหายที่ถูกฉ้อโกงหรือตกเป็นเหยื่อของแก๊งสแกมเมอร์ ส่วนทรัพย์สินที่เหลือจะถูกดำเนินการให้ตกเป็นของแผ่นดิน

 

นอกจากนี้ ปปง. ยังได้บูรณาการร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เตรียมประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อเปิดให้ประชาชนผู้เสียหายเข้ามายื่นคำร้องขอรับการคุ้มครองสิทธิและขอรับทรัพย์สินคืนตามขั้นตอนของกฎหมายในเร็วๆ นี้


READ MORE





Latest Stories