×

คู่มือเลือกตั้ง 101: คู่มือเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ 2026 และสิ่งที่เราต้องรู้

27.10.2026
ภาพประกอบอินโฟกราฟิกคู่มือการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ 2026

การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ที่กำลังจะจัดขึ้นในวันที่ 3 พฤศจิกายน ถูกจับตามองว่า เป็นการเลือกตั้งสำคัญ ที่อาจส่งผลกระทบต่อช่วงเวลาที่เหลือในวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ของโดนัลด์ ทรัมป์

 

 
 

เดิมพันของการเลือกตั้งครั้งนี้สูงมาก เพราะผลเลือกตั้งอาจชี้ว่า 2 พรรคการเมืองหลัก อย่างพรรครีพับลิกันหรือพรรคเดโมแครต พรรคใดจะได้ครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาสหรัฐฯ ซึ่งจะส่งผลต่อทิศทางการทำงานของทรัมป์ในช่วง 2 ปีสุดท้าย

 

นอกจากนี้ ในการเลือกตั้งกลางเทอม ยังมีการจัดเลือกตั้งสำหรับหลายตำแหน่งสำคัญ ทั้งในระดับรัฐและระดับท้องถิ่นด้วย

 

เพื่อให้เข้าใจถึงข้อมูลและความสำคัญของการเลือกตั้งกลางเทอมและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการเลือกตั้ง THE STANDARD ได้จัดทำ “คู่มือเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ 2026” โดยมีรายละเอียดทั้งหมดที่เราควรรู้ดังนี้

 

เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ คืออะไร สำคัญอย่างไร?

 

การเลือกตั้งกลางเทอมจะจัดขึ้นทุกๆ 2 ปี ในช่วงกลางวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปีของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยชาวอเมริกันจะร่วมกันลงคะแนนเสียงเลือกสมาชิกสภาคองเกรส ซึ่งประกอบด้วย 2 สภา ได้แก่ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ซึ่งมีหน้าที่สำคัญคือการร่างและผ่านกฎหมายระดับรัฐบาลกลาง ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีผลบังคับใช้ทั่วทั้งประเทศ

 

ผลเลือกตั้งกลางเทอมจะเป็นตัวตัดสินว่า พรรครีพับลิกันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หรือพรรคเดโมแครตที่เป็นพรรคฝ่ายค้านหลัก จะเป็นผู้ครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส และจะส่งผลต่อความยากง่ายในการผลักดันนโยบายต่างๆ ของประธานาธิบดี

 

นอกจากนี้ ผลการเลือกตั้งยังถือเป็นดัชนีชี้วัดว่า ประชาชนชาวอเมริกันมีความพึงพอใจต่อการทำงานของประธานาธิบดีในช่วงที่ผ่านมามากน้อยเพียงใด

 

วันเลือกตั้ง

 

การเลือกตั้งกลางเทอม หรือการเลือกตั้งทั่วไปในช่วงกลางวาระของสหรัฐฯ ในปี 2026 มีกำหนดจัดขึ้นในวันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน

 

ภาพประกอบอินโฟกราฟิกคู่มือการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ 2026 1

 

โดยการกำหนดวันเลือกตั้ง นับตั้งแต่อดีต รัฐบาลสหรัฐฯ จะกำหนดวันจัดการเลือกตั้งทั่วไปในระดับรัฐบาลกลางขึ้นในวันอังคารแรกถัดจากวันจันทร์ ในเดือนพฤศจิกายน

 

ที่มาของการกำหนดวัน ต้องย้อนกลับไปถึงวิถีชีวิตเกษตรกรรมของชาวอเมริกันในศตวรรษที่ 19 โดยมีการเลือกเดือนพฤศจิกายนเนื่องจากเป็นช่วงที่ฤดูเก็บเกี่ยวสิ้นสุด และสภาพอากาศหนาวเย็นของฤดูหนาวยังมาไม่ถึง ส่วนวันอังคารนั้นถือเป็นวันที่เหมาะสมที่สุด เพราะเกษตรกรสามารถเดินทางไปยังหน่วยเลือกตั้งได้ในวันจันทร์ (หลังจากเสร็จสิ้นกิจกรรมทางศาสนาในวันอาทิตย์) และยังมีเวลาเพียงพอที่จะเดินทางกลับในช่วงวันธรรมดาที่เหลือ

 

โดยกฎหมายการเลือกตั้งปี ค.ศ. 1845 (Election Act of 1845) ได้กำหนดให้ตารางเวลานี้มีผลบังคับใช้ทั่วทั้งประเทศ และยังคงยึดถือปฏิบัติมาจนถึงปัจจุบัน

 

รูปแบบการลงคะแนน

 

รูปแบบหลักๆ ของการเลือกตั้งกลางเทอมนั้นไม่แตกต่างจากการเลือกตั้งทั่วไปอื่นๆ ของสหรัฐฯ ซึ่งจะใช้วิธีลงคะแนนเสียงด้วยตนเองที่คูหาเลือกตั้ง หรือเลือกตั้งทางไปรษณีย์

 

ภาพประกอบอินโฟกราฟิกคู่มือการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ 2026 2

 

ในการเลือกตั้งทางไปรษณีย์นั้น ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอเมริกันสามารถขอรับบัตรลงคะแนนล่วงหน้าได้ทางอีเมล ทางไปรษณีย์ หรือด้วยตนเอง ขึ้นอยู่กับการดำเนินการของแต่ละรัฐ

 

แต่มี 8 รัฐ ได้แก่ แคลิฟอร์เนีย โคโลราโด ฮาวาย เนวาดา ออริกอน ยูทาห์ เวอร์มอนต์ และวอชิงตัน และกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ที่ดำเนินการเลือกตั้งผ่านทางไปรษณีย์ทั้งหมด ซึ่งหมายความว่าประชาชนไม่จำเป็นต้องยื่นคำร้องขอรับบัตรเลือกตั้ง เนื่องจากบัตรดังกล่าวจะถูกส่งไปยังที่อยู่ของพวกเขาโดยอัตโนมัติ

 

ทั้งนี้ แม้ว่าการเลือกตั้งจะกำหนดจัดขึ้นในวันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน แต่ประชาชนหลายล้านคนได้ใช้สิทธิ์ลงคะแนนเสียงไปเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากแต่ละรัฐเป็นผู้ดำเนินการจัดการเลือกตั้งระดับรัฐบาลกลาง ซึ่งกำหนดเส้นตายในการลงทะเบียนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ตารางเวลาการลงคะแนนเสียงล่วงหน้า และกฎระเบียบเกี่ยวกับการลงคะแนนเสียงทางไปรษณีย์ ในแต่ละรัฐจึงแตกต่างกัน

 

ข้อมูลจากระบบติดตามการลงคะแนนเสียงล่วงหน้าของ Election Lab แห่งมหาวิทยาลัยฟลอริดา (University of Florida Election Lab) พบว่า ณ วันที่ 20 ตุลาคม มีผู้ใช้สิทธิ์ลงคะแนนเสียงแล้วกว่า 11 ล้านคนทั่วสหรัฐอเมริกา โดยเป็นการลงคะแนนเสียงล่วงหน้าด้วยตนเองกว่า 3 ล้านคน และเป็นการลงคะแนนเสียงทางไปรษณีย์กว่า 7 ล้านคน

 

ความพยายามผลักดันให้มีการลงคะแนนเสียงล่วงหน้าส่วนใหญ่มาจากฝั่งพรรคเดโมแครต ซึ่งมีความกังวลเกี่ยวกับการแทรกแซงจากรัฐบาลกลาง ณ หน่วยเลือกตั้ง รวมถึงความพยายามของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการจำกัดการลงคะแนนเสียงทางไปรษณีย์

 

อย่างไรก็ตาม เบื้องต้น มีการคาดการณ์จำนวนผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งกลางเทอมในปีนี้ ว่าจะสูงถึงมากกว่า 100 ล้านคน ซึ่งโดยทั่วไปแล้วการเลือกตั้งกลางเทอมมักมีผู้มาใช้สิทธิ์น้อยกว่าการเลือกตั้งประธานาธิบดีซึ่งได้รับความสนใจมากกว่า ตัวอย่างเช่น ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2024 มีผู้มาใช้สิทธิ์มากกว่า 155 ล้านคน

 

จะมีการเลือกตั้งอะไรบ้าง?

 

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ทั้งหมด 435 ที่นั่ง ซึ่งจะทำหน้าที่เสนอและอภิปรายร่างกฎหมายต่างๆ จะเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง โดยจะมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 2 ปี

 

ขณะเดียวกัน จะมีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 35 ที่นั่ง จากทั้งหมด 100 ที่นั่ง โดยวุฒิสมาชิกมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 6 ปี และมีหน้าที่สำคัญคือการอนุมัติหรือยับยั้งร่างกฎหมายที่ส่งมาจากสภาผู้แทนราษฎร

 

นอกจากนี้ ในวันเดียวกัน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในหลายรัฐทั่วสหรัฐฯ จะได้ร่วมเลือกตั้งตำแหน่งบริหารสำคัญในระดับรัฐด้วย ได้แก่

 

  • การเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐ ซึ่งจัดขึ้นตามวาระปกติใน 36 รัฐ และ 3 ดินแดน ซึ่งก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้ พรรครีพับลิกันครองตำแหน่งผู้ว่าการรัฐอยู่ 26 รัฐจากทั้งหมด 50 รัฐ
  • การเลือกตั้งรองผู้ว่าการรัฐ จัดขึ้นใน 9 รัฐ แยกต่างหากจากการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐ
  • การเลือกตั้งอัยการสูงสุดประจำรัฐ จัดขึ้นใน 30 รัฐ 2 ดินแดน และ 1 เขตปกครองพิเศษ

 

ขณะที่จะมีการเลือกตั้งระดับรัฐอื่นๆ อาทิ การเลือกตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติระดับรัฐ การเลือกตั้งตุลาการระดับรัฐ ผู้ตรวจสอบบัญชีและเหรัญญิกของรัฐ

 

นอกจากนี้ จะมีการจัดเลือกตั้งระดับท้องถิ่นทั่วประเทศ เพื่อเลือกเจ้าหน้าที่สำหรับหน่วยงานปกครองระดับเทศบาลและระดับเขต โดยจะมีการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีในเมืองที่มีประชากรมากที่สุด 100 อันดับแรกของประเทศอย่างน้อย 22 แห่ง และจะมีการจัดเลือกตั้งในตำแหน่งอื่นๆ อาทิ สมาชิกสภาเมือง และตำแหน่งในระดับเทศบาล ซึ่งหลายพื้นที่จะมีการลงมติในประเด็นของแต่ละท้องถิ่นด้วย

 

ภาพประกอบอินโฟกราฟิกคู่มือการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ 2026 3

 

การเลือกตั้งกลางเทอมจะส่งผลต่อประธานาธิบดีสหรัฐฯ หรือไม่?

 

โดยทั่วไปแล้ว การเลือกตั้งกลางเทอมถือเป็นสถานการณ์ที่สุ่มเสี่ยงสำหรับพรรคที่ครองอำนาจในทำเนียบขาวและสภาคองเกรส ซึ่งการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้ อาจเป็นสถานการณ์ที่อันตรายสำหรับทรัมป์ เนื่องจากพรรครีพับลิกันของเขา ครองเสียงข้างมากทั้งในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร

 

ในสภาผู้แทนราษฎร พรรครีพับลิกันครองที่นั่ง สส. 218 ที่นั่ง จากทั้งหมด 435 ที่นั่ง ส่วนในวุฒิสภา พรรครีพับลิกันมี 53 ที่นั่ง โดยพรรคเดโมแครตจะได้ครองวุฒิสภาต่อเมื่อชนะ 51 ที่นั่ง ซึ่งจะเอาชนะเสียงโหวตตัดสินของรองประธานาธิบดีในกรณีที่ทั้งสองฝ่ายได้ 50 ที่นั่งเท่ากัน

 

อย่างไรก็ตาม หากพรรคเดโมแครตสามารถครองเสียงข้างมากได้ในสภาใดสภาหนึ่ง พวกเขาก็จะมีอำนาจในการผลักดันกฎหมายเข้าสู่การพิจารณา และจะส่งผลให้ทรัมป์ และพรรครีพับลิกันเผชิญกับความยากลำบากในการผลักดันกฎหมาย

 

โดยแผนงานด้านนโยบายของเขาอาจถูกขัดขวาง ขณะที่พรรคเดโมแครตอาจใช้คณะกรรมาธิการต่างๆ เพื่อตรวจสอบการทำงานของทรัมป์ในระหว่างดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ไม่ว่าจะเป็นข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริต การก่อสร้างห้องจัดเลี้ยงแห่งใหม่ในทำเนียบขาว หรือยุทธวิธีของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) ซึ่งประเด็นเหล่านี้อาจถูกนำมาตรวจสอบอย่างละเอียด

 

ในทางกลับกัน หากพรรครีพับลิกันยังคงครองเสียงข้างมากในรัฐสภาได้ ทรัมป์ก็จะสามารถดำเนินนโยบายต่างๆ ของเขาต่อไปได้จนครบวาระการดำรงตำแหน่ง

 

ทั้งนี้ ผลการเลือกตั้งกลางเทอมยังอาจเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการปรับเปลี่ยนนโยบาย หากพรรครีพับลิกันได้คะแนนเสียงน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้

 

ขณะเดียวกันยังอาจส่งผลไปถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2028 ด้วย เพราะบรรดาผู้สมัครชิงตำแหน่ง อาจใช้ผลเลือกตั้งในครั้งนี้ เป็นแนวทางเพื่อปรับเปลี่ยนนโยบายและการหาเสียงให้ชนะใจผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

 

ประเด็นสำคัญในการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้คืออะไร?

 

ปัญหาเศรษฐกิจ เป็นเรื่องแรกๆ ที่อยู่ในความสนใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอเมริกันจำนวนมาก โดยเฉพาะเรื่องปัญหาค่าครองชีพที่พุ่งสูง ทั้งราคาเชื้อเพลิง สินค้าอุปโภคบริโภค ที่อยู่อาศัย และบริการด้านสาธารณสุข

 

ขณะที่อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าเป้าหมายที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) กำหนดไว้ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการทำสงครามกับอิหร่านที่ปะทุขึ้นตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

 

พรรคเดโมแครตโต้แย้งว่า นโยบายการสงครามภาษีของทรัมป์เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ราคาสินค้าสำหรับชาวอเมริกันปรับตัวสูงขึ้น

 

นอกจากนี้ เรื่องคนเข้าเมืองหรือผู้อพยพ (Immigration) ก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญเช่นกัน โดยพรรครีพับลิกันชี้ว่า ทรัมป์ได้ทำตามคำมั่นสัญญาสำคัญในการหาเสียงเลือกตั้งปี 2024 ด้วยการเข้มงวดเรื่องชายแดนและเริ่มดำเนินการปราบปรามการเข้าเมืองผิดกฎหมายอย่างกว้างขวางและมักก่อให้เกิดข้อถกเถียง

 

อีกประเด็น คือความกังวลเกี่ยวกับการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ซึ่งนักการเมืองอาวุโสหลายคนจากพรรครีพับลิกันและเดโมแครต ต่างเห็นพ้องต้องกันถึงความจำเป็นในการควบคุม AI ซึ่งเรื่องนี้ทำให้พวกเขาอยู่ตรงข้ามกับทรัมป์ที่ปฏิเสธแนวคิดเรื่องการใช้กฎหมายเพื่อควบคุมการพัฒนาเทคโนโลยี AI

 

อ้างอิง:


READ MORE





Latest Stories

Close Advertising