การแข่งขันในตลาดเครื่องดื่มของร้านฟาสต์ฟู้ดยังคงดุเดือด โดยเฉพาะการแย่งชิงตำแหน่งผู้จัดหาเครื่องดื่มหลัก ซึ่งทั้งโคคา-โคล่าและเป๊ปซี่โคต่างนำเสนอสิทธิประโยชน์และข้อเสนอจูงใจหลากหลายรูปแบบเพื่อคว้าสัญญา ความเคลื่อนไหวล่าสุดสะท้อนว่าการรักษาพันธมิตรเดิมมีความสำคัญไม่แพ้การขยายตลาดใหม่ หลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ภายในเครือร้านอาหารเดียวกันในช่วงเวลาเพียงไม่กี่วัน
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เป๊ปซี่โคประกาศต่อสัญญาความร่วมมือกับทาโก้ เบลล์ออกไปจนถึงปี 2036 การขยายสัญญาครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งสัปดาห์หลังจากเคเอฟซี ซึ่งเป็นร้านอาหารในเครือ ยัม แบรนด์ส เช่นเดียวกับทาโก้ เบลล์ ประกาศเปลี่ยนผู้จัดหาเครื่องดื่มในสหรัฐฯ จากเป๊ปซี่มาเป็นโคคา-โคล่า
แม้การเปลี่ยนคู่ค้าของเครือร้านอาหารขนาดใหญ่จะไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เนื่องจากโคคา-โคล่าและเป๊ปซี่ต่างแข่งขันกันยื่นข้อเสนอพิเศษเพื่อคว้าสิทธิ์ดังกล่าว และการที่โคคา-โคล่าคว้าสัญญาจัดหาเครื่องดื่มให้เคเอฟซีในสหรัฐฯ ได้ มีนัยสำคัญในเชิงสัญลักษณ์ เพราะสะท้อนว่าแบรนด์ยักษ์ใหญ่จากแอตแลนตากำลังทำผลงานเหนือกว่าคู่แข่งในตลาดน้ำอัดลม
ที่ผ่านมาความสัมพันธ์ระหว่างเป๊ปซี่กับยัม แบรนด์สมีความผูกพันกันมานานหลายสิบปี ย้อนไปถึงช่วงที่เป๊ปซี่เคยเป็นเจ้าของกิจการเหล่านี้ ก่อนที่ธุรกิจจะแยกตัวออกมาเป็นบริษัทมหาชนในปี 1997 ด้วยเหตุนี้ แม้เคเอฟซีในสหรัฐฯ จะยุติการจำหน่ายเครื่องดื่มของเป๊ปซี่ แต่เป๊ปซี่ยังคงเป็นพันธมิตรสำคัญ และจะยังจัดหาเครื่องดื่มให้เคเอฟซีในตลาดต่างประเทศต่อไป
แคเธอรีน แทน-กิลเลสพี ผู้บริหารธุรกิจเคเอฟซีสหรัฐฯ ยืนยันเรื่องดังกล่าวในบันทึกข้อความลงวันที่ 15 ตุลาคม 2026 ที่ผ่านมา ซึ่งสำนักข่าวซีเอ็นบีซีได้รับสำเนา
โดยทาโก้ เบลล์ ความร่วมมือกับเป๊ปซี่ถือเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาเมนูยอดนิยมที่มีเอกลักษณ์และวางจำหน่ายมาอย่างยาวนาน เช่น เครื่องดื่ม Mountain Dew Baja Blast และเมนู Doritos Locos Tacos
นอกจากนี้ สัญญาฉบับใหม่ยังครอบคลุมร้านทาโก้ เบลล์ในตลาดต่างประเทศอีกหลายแห่ง ได้แก่ แคนาดา สหราชอาณาจักร ไอร์แลนด์ และประเทศไทย ซึ่งจะยังคงจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในเครือเป๊ปซี่ต่อไปตามเดิม
ภาพ: NikkaOl/shutterstock
อ้างอิง:

