×

Gen Z ในสหรัฐฯ ที่มีหนี้บัตรเครดิตค้างจ่ายเพิ่มขึ้นกว่า 19% สวนทางทุกเจเนอเรชันที่ลดลง

24.10.2026
คนรุ่นใหม่วัยทำงานกำลังแตะบัตรเครดิตช้อปปิ้งและใช้จ่าย

Gen Z ในสหรัฐฯ ดูเหมือนกำลังเข้าสู่ยุคที่ต้องแบกหนี้บัตรเครดิตมากขึ้น ผลสำรวจล่าสุดของ Deloitte และ ConsumerSignals พบว่าสัดส่วนคน Gen Z หรือผู้ใหญ่อายุ 18-29 ปี ที่มียอดค้างชำระบัตรเครดิตต่อเนื่องจากเดือนหนึ่งไปอีกเดือน เพิ่มขึ้นกว่า 19% ระหว่างไตรมาส 3 ปี 2023 ถึงไตรมาส 2 ปี 2026

 

 
 

ผลสำรวจนี้เก็บข้อมูลจากผู้ใหญ่ในสหรัฐฯ เดือนละ 1,000 คน ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2022 ถึงมิถุนายน 2026 โดยการสำรวจแต่ละเดือนมีค่าความคลาดเคลื่อนบวกลบ 3 จุด

 

ในช่วงเวลาเดียวกัน สัดส่วนคนที่มียอดค้างชำระบัตรเครดิตในเจเนอเรชันอื่นทั้งหมดกลับลดลง โดยกลุ่ม Baby Boomer ลดลงเร็วที่สุดเกือบ 26%

 

ไอลีน โอลสัน นักวางแผนการเงินที่ได้รับการรับรอง (CFP) และผู้ก่อตั้ง Emerald Wealth ระบุว่าบัตรเครดิตเป็น “หนึ่งในวิธีกู้เงินที่แพงที่สุด”

 

ข้อมูลล่าสุดของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ระบุว่าเดือนสิงหาคมอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตเฉลี่ยอยู่ที่ราว 21% ซึ่งหมายความว่า “ยอดหนี้จะโตเร็ว และการจ่ายขั้นต่ำอาจทำให้หนี้ก้อนเล็กๆ ลากยาวไปหลายปี”

 

ผู้ที่มีหนี้บัตรเครดิตค้างจ่ายจึงอาจต้องจ่ายเงินคืนมากกว่ายอดที่รูดไปจริงอย่างมาก และดอกเบี้ยทบต้นยังทำให้เป้าหมายการเงินอื่นๆ เช่น การเก็บเงินสำรองฉุกเฉินหรือการลงทุนเพื่ออนาคต ทำได้ยากขึ้น

 

โลกที่ออกแบบมาให้คนใช้เงิน

 

โอลสันซึ่งใช้แนวคิดการเงินเชิงพฤติกรรมกับลูกค้า มองว่าโลกที่ “ถูกออกแบบมาเพื่อขายของให้เรา” อาจเป็นต้นเหตุหนึ่งที่ทำให้ปัญหาหนี้บัตรเครดิตของคนรุ่นใหม่แย่ลง เพราะการแตะบัตรจ่ายเงินมักไม่รู้สึกเหมือนกำลังใช้เงิน จึงง่ายที่จะใช้จ่ายไปก่อนแล้วค่อยกังวลทีหลัง

 

โอลสันมีลูกสาวที่เป็น Gen Z และมองว่าคนรุ่นนี้ “ใจกว้าง มีความคิดสร้างสรรค์ และเต็มไปด้วยแผนการ” ซึ่งเป็นข้อดี แต่ก็อาจนำไปสู่การใช้จ่ายเกินตัวได้ อีกทั้ง Gen Z จำนวนมากเพิ่งเริ่มทำงาน รายได้ยังห่างจากช่วงที่สูงที่สุดของชีวิตการทำงานอีกมาก จึงอาจรับมือกับภาระทางการเงินต่างๆ ได้ยาก โดยเฉพาะเมื่อค่าใช้จ่ายจำเป็นแพงขึ้น

 

ปัจจุบันคนอเมริกันต้องเจอค่าที่อยู่อาศัยและค่าอาหารที่สูงขึ้น และคนรุ่นใหม่จำนวนมากยังต้องผ่อนหนี้เงินกู้เพื่อการศึกษาก้อนใหญ่ทุกเดือน เมื่อรวมกับค่าใช้จ่ายรายเดือนที่ไม่จำเป็นอย่างค่าสมาชิกสตรีมมิ่ง และการซื้อของตามอารมณ์ ก็ทำให้รายได้กับรายจ่ายแทบไม่เหลือส่วนต่างให้ขยับตัว

 

“ถ้าไม่มีแผน เราจะใช้ชีวิตแบบคอยรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้น แทนที่จะใช้ชีวิตอย่างมีเป้าหมาย” โอลสันกล่าว “ทุกค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดจะไปลงที่บัตรเครดิต และคุณจะติดอยู่ในโหมดเอาตัวรอด”

 

ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินจึงแนะนำให้เก็บเงินสำรองฉุกเฉินให้ได้มากที่สุด เพื่อไม่ให้ค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดทำให้งบประมาณพัง แต่ถ้าแค่ใช้จ่ายให้พอกับรายได้ยังลำบาก ก็อาจถึงเวลาทบทวนลำดับความสำคัญ และดูว่าการใช้จ่ายสอดคล้องกับสิ่งที่ให้คุณค่ามากที่สุดหรือไม่

 

“ถ้าคุณกำลังเก็บเงินซื้อบ้าน แต่กินข้าวนอกบ้านทุกวันโดยไม่ได้คิด เป้าหมาย 2 อย่างนี้ก็กำลังดึงกันไปคนละทาง” โอลสันกล่าว

 

ปิดหนี้บัตรดอกเบี้ย 20% เท่ากับได้ผลตอบแทนแน่นอน 20%

 

เมื่อมีเงินสำรองฉุกเฉินแล้ว ขั้นต่อไปคือการหาจุดสมดุลระหว่างการปิดหนี้กับการเก็บเงินเพื่ออนาคต โอลสันระบุว่าโดยทั่วไปตัวเลขสนับสนุนให้ปิดหนี้ดอกเบี้ยสูงก่อน เพราะเงินทุกก้อนที่นำไปโปะหนี้ก็เหมือนได้ผลตอบแทนจากการลงทุน

 

ข้อมูลของ Charles Schwab Asset Management ระบุว่าตั้งแต่ปี 1926 ถึง 2025 ตลาดหุ้นโดยรวมให้ผลตอบแทนเฉลี่ยราว 10% ต่อปี ซึ่งยังต่ำกว่าดอกเบี้ยบัตรเครดิตที่มักสูงกว่า 20% ต่อปีอยู่มาก

 

ตราบใดที่ยังมียอดค้างชำระบัตรเครดิต ก็เท่ากับกำลังเสียเงินทุกเดือน เพราะดอกเบี้ยจะบวกเข้าไปในยอดที่ต้องจ่ายคืน และยิ่งใช้เวลาจ่ายนานเท่าไร ยอดรวมที่ต้องจ่ายก็ยิ่งมากขึ้น

 

ตัวอย่างจากเครื่องคำนวณการชำระหนี้บัตรเครดิตของ Bankrate หากมียอดค้าง 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.69 แสนบาท) บนบัตรดอกเบี้ย 21% แล้วผ่อนเดือนละ 256 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 8,640 บาท) เป็นเวลา 2 ปี จะต้องจ่ายคืนทั้งหมด 6,166 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.08 แสนบาท)

 

แต่ถ้าเพิ่มค่างวดเป็นเดือนละ 350 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.18 หมื่นบาท) จะปิดหนี้ได้เร็วขึ้น 7 เดือน และประหยัดดอกเบี้ยได้ 362 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.22 หมื่นบาท)

 

พูดอีกอย่างคือ แม้การลงทุนเพื่ออนาคตจะช่วยสร้างความมั่งคั่งได้ แต่การหยุดหนี้ไม่ให้งอกเงยต่อควรมาก่อน

 

“การปิดหนี้บัตรที่ดอกเบี้ย 20% ก็คือการได้ผลตอบแทนแน่นอน 20%” โอลสันกล่าว “รักษานิสัยการออมไว้ แล้วเมื่อปิดหนี้ได้ ก็เปลี่ยนเงินที่เคยจ่ายหนี้บัตรไปเก็บเพื่อการเกษียณแทน”

 

อย่างไรก็ตาม โอลสันมีข้อยกเว้นอยู่ 1 ข้อ คือแม้จะมีหนี้อยู่ ก็ควรส่งเงินเข้าแผนเกษียณของที่ทำงานให้มากพอที่จะได้เงินสมทบจากนายจ้างเต็มจำนวน หากบริษัทมีสวัสดิการนี้ “นั่นคือเงินฟรี” เพราะเท่ากับได้ผลตอบแทน 100% จากทุกดอลลาร์ที่ส่งเข้าไป จากนั้นจึงนำเงินที่เหลือทั้งหมดไปโปะหนี้ดอกเบี้ยสูง

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.75 บาท ณ วันที่ 24 ตุลาคม 2569

 

ภาพ: dodotone/ Shutterstock

 

อ้างอิง:


READ MORE





Latest Stories