×

รัสเซีย-ยูเครน-สหรัฐฯ ตกลงฟื้นเจรจาสันติภาพ 3 ฝ่าย เปิดเงื่อนไขสำคัญ สงคราม 4 ปีจะยุติลงได้จริงหรือไม่?

22.10.2026
วลาดิเมียร์ ปูติน พบ สตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของโดนัลด์ ทรัมป์ ณ พระราชวังคอนสแตนติน

วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย และ โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน เห็นชอบข้อเสนอของสหรัฐอเมริกาในการรื้อฟื้นการเจรจาสันติภาพ 3 ฝ่าย หวังหายุติสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ดำเนินมาตลอด 4 ปี

 

 
 

ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ว่า การเจรจารอบใหม่อาจจัดขึ้น ณ กรุงอาบูดาบี ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในเดือนพฤศจิกายนนี้ หลัง สตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เดินทางเข้าพบผู้นำรัสเซียในนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเมื่อคืนนี้ (21 ตุลาคม)

 

แม้ทั้งสองประเทศพร้อมกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา แต่ยังมีข้อขัดแย้งในประเด็นการยุติสงคราม โดยเฉพาะการครอบครองดินแดนและหลักประกันด้านความมั่นคง ขณะที่รัสเซียยังวิจารณ์ข้อเสนอสันติภาพฉบับใหม่ของยูเครนและยุโรปว่า ไม่มีสาระสำคัญมากพอที่จะช่วยยุติสงคราม

 

เกิดอะไรขึ้น ทำไมรัสเซีย-ยูเครนกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา?

 

เมื่อคืนนี้ (21 ตุลาคม) สตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของทรัมป์ เดินทางเข้าพบปูติน ณ พระราชวังคอนสแตนติน นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ประเทศรัสเซีย ถือเป็นการพบกันโดยตรงครั้งที่ 9 ของทั้งสองฝ่าย โดยทั้งสองฝ่ายใช้เวลาหารือกันประมาณ 3 ชั่วโมง

 

ทั้งนี้ ยูรี อูชาคอฟ ผู้ช่วยประธานาธิบดีรัสเซีย เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ปูตินตอบรับข้อเสนอของสหรัฐฯ ในเชิงหลักการ โดยรัสเซียพร้อมกลับเข้าสู่การเจรจาสันติภาพ 3 ฝ่ายในเดือนพฤศจิกายน พร้อมแสดงความต้องการให้การหารือมุ่งเน้นการวางกรอบหลักประกันด้านความมั่นคงของรัสเซียและยูเครนภายหลังสงครามสิ้นสุดลง

 

อูชาคอฟยังระบุว่า การเจรจารอบใหม่อาจจัดขึ้นที่กรุงอาบูดาบี โดยจะเป็นการหารือระดับคณะทำงานด้านเทคนิค ไม่ใช่การประชุมระดับผู้นำประเทศ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการยืนยันวันและสถานที่จัดประชุมอย่างเป็นทางการขณะนี้

 

ก่อนหน้านี้ วิตคอฟฟ์เดินทางไปพบเซเลนสกีและผู้นำยุโรปที่กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ในวันที่ 20 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยมีผู้เข้าร่วม ได้แก่ ผู้นำนอร์เวย์และฟินแลนด์ รวมถึงผู้แทนจาก EU และ NATO

 

อนึ่ง เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่า การหารือครั้งดังกล่าวมีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ หลังยูเครนเสนอแนวทางใหม่ในการยุติสงคราม โดยครอบคลุมทั้งการรับประกันความมั่นคงในระยะยาว แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังสงคราม และการสร้างเสถียรภาพด้านความมั่นคงในยุโรป

 

ส่วนเซเลนสกียืนยันว่า ยูเครนสนับสนุนข้อเสนอของสหรัฐฯ โดยต้องการให้การเจรจาเกิดขึ้นเร็วที่สุดภายในเดือนพฤศจิกายน ขณะที่รัสเซียเสนอให้เริ่มเจรจาในช่วงหลังวันที่ 10 พฤศจิกายน หรือราวกลางเดือนเดียวกัน

 

เซเลนสกียังระบุว่า ยูเครนพร้อมพิจารณาทุกข้อเสนอที่นำไปสู่การหยุดยิงและยุติสงคราม รวมถึงการหยุดโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และมาตรการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม แต่ผู้นำยูเครนยังคงวางท่าทีระมัดระวังรัสเซีย พร้อมวิจารณ์สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

 

“รัสเซียเคยพูดหลายครั้งว่าพร้อมจะเจรจา แต่หลังจากนั้น สถานการณ์ก็เปลี่ยนไป เพราะการเจรจาก็ถูกยกเลิก เราต้องรอดูว่า ครั้งนี้จะเกิดอะไรขึ้น” เซเลนสกีกล่าว

 

เหตุใดรัสเซีย-ยูเครนยังตกลงกันไม่ได้?

 

แม้ทั้งสองฝ่ายจะเห็นชอบให้กลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา แต่รัสเซียและยูเครนมีจุดยืนที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะปัญหาเรื่องดินแดนและความมั่นคง ซึ่งเป็นข้อขัดแย้งสำคัญที่ยังหาทางออกร่วมกันไม่ได้

 

ด้านรัสเซียยังคงยืนยันว่า ยูเครนต้องยกดินแดนดอนบาสทางตะวันออกทั้งหมดให้มอสโก แม้บางส่วนอยู่ภายใต้การควบคุมของเคียฟก็ตาม พร้อมขอให้มีการลดขนาดกองทัพ และการรับประกันว่า ยูเครนจะไม่เข้าร่วมกับกลุ่ม NATO โดยปูตินระบุว่า เขาต้องการข้อตกลงสันติภาพที่ครอบคลุมทุกประเด็น

 

ขณะที่ยูเครนเสนอให้มีการหยุดยิงด้วยวิธีการตรึงแนวรบตามพื้นที่ที่แต่ละฝ่ายควบคุมอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งหมายความว่า ยูเครนจะยังไม่สามารถกลับไปควบคุมดินแดนทั้งหมดของประเทศได้ในทันที แต่เซเลนสกีมองว่า แนวทางดังกล่าวอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ช่วยยุติการสู้รบได้

 

อย่างไรก็ตาม ทางการเคียฟยังยืนยันว่า ต้องได้รับหลักประกันด้านความมั่นคงจากประเทศพันธมิตร เพื่อป้องกันไม่ให้รัสเซียกลับมารุกรานอีกครั้ง พร้อมประกาศว่า จะไม่ยอมรับข้อเรียกร้องให้สละดินแดนที่รัฐบาลเคียฟยังควบคุมอยู่

 

อนึ่ง Reuters และ CNN รายงานว่า รัสเซียแสดงท่าทีไม่พอใจต่อข้อเสนอสันติภาพฉบับใหม่ โดยอูชาคอฟระบุว่า แม้วิตคอฟฟ์จะนำเสนอแนวทางใหม่จากการประชุมที่กรุงออสโล แต่ข้อเสนอเหล่านั้นแทบไม่มีสาระสำคัญที่จะช่วยแก้ไขวิกฤตยูเครน

 

ขณะที่ เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศรัสเซีย ยืนยันในช่วงก่อนหน้านี้ว่า มอสโกไม่คาดหวังปาฏิหาริย์จากการเจรจา และไม่มีแผนยอมประนีประนอมทางการเมือง

 

สหรัฐฯ กำลังมีบทบาทอย่างไรในกระบวนการสันติภาพ?

 

การกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของรัฐบาลทรัมป์ โดยที่วิตคอฟฟ์มีบทบาทสำคัญในการประสานงานระหว่างสองฝ่าย หลังเดินทางเข้าพบผู้นำยูเครนและรัสเซียติดต่อกันภายในเวลาติดต่อกันเพียง 2 วัน

 

อย่างไรก็ตาม บทบาทของสหรัฐฯ ในช่วงที่ผ่านมา สร้างความกังวลให้กับยูเครนและประเทศพันธมิตรในยุโรป หลังทรัมป์เพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลเคียฟให้เร่งบรรลุข้อตกลงกับรัสเซีย โดยในวันที่ 20 ตุลาคมที่ผ่านมา ผู้นำสหรัฐฯ ประกาศว่า ถึงเวลาแล้วที่ยูเครนจะต้องยุติสงคราม มิฉะนั้นอาจต้องเผชิญกับผลลัพธ์ที่เลวร้ายอย่างมาก

 

ขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับยูเครนมีความตึงเครียดมากขึ้น หลังรัฐบาลทรัมป์บรรลุข้อตกลงการส่งออกน้ำมันดีเซลจากรัสเซียในต้นเดือนตุลาคม โดยหวังช่วยบรรเทาปัญหาวิกฤตราคาพลังงานในสหรัฐฯ ที่ปรับตัวสูงขึ้นจากสงครามกับอิหร่าน

 

นอกจากนี้ ยูเครนยังแสดงความกังวลต่อปัญหาการเข้าถึงข่าวกรองจากสหรัฐฯ และระบบดาวเทียม Starshield ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อปฏิบัติการทางทหาร โดยมีรายงานจาก Reuters ว่า อีลอน มัสก์ ผู้บริหาร SpaceX สั่งชะลอการให้บริการระบบดาวเทียมบางส่วนที่ยูเครนใช้ติดตามภัยคุกคามจากขีปนาวุธของรัสเซีย

 

อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่ได้รับความสนใจคือ การปล่อยตัว สตีเฟน ฮับบาร์ด อดีตครูชาวอเมริกันวัย 74 ปี ซึ่งถูกคุมขังในรัสเซียมานานกว่า 4 ปี โดยทางการเครมลินปล่อยตัวเขาในวันเดียวกับที่วิตคอฟฟ์เดินทางเข้าพบปูติน

 

ทรัมป์ระบุว่า สหรัฐฯ ไม่จำเป็นต้องแลกเปลี่ยนนักโทษหรือให้สิ่งตอบแทนใดๆ แก่รัสเซีย ขณะที่มีการวิเคราะห์ว่า การปล่อยตัวฮับบาร์ดอาจเป็นความพยายามของมอสโกในการสร้างบรรยากาศที่ดีต่อความสัมพันธ์กับรัฐบาลทรัมป์ ก่อนการเจรจาสันติภาพรอบใหม่

 

นอกจากนี้ การประชุมระหว่างปูตินกับวิตคอฟฟ์ยังหารือถึงประเด็นอื่นๆ นอกเหนือจากสงครามยูเครน ทั้งความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การส่งออกน้ำมันดีเซลและปุ๋ยจากรัสเซียไปยังสหรัฐฯ รวมถึงข้อเสนอของปูตินที่จะช่วยวอชิงตันเจรจาแก้ไขปัญหานิวเคลียร์อิหร่าน

 

อนึ่ง ทั้งสองฝ่ายยังหารือถึงความเป็นไปได้ในการจัดการประชุมร่วมกันระหว่างทรัมป์ ปูติน และสีจิ้นผิง ณ ประเทศจีนในเดือนพฤศจิกายนด้วย

 

ภาพ: Gavriil Grigorov / Reuters

 

อ้างอิง:


READ MORE




Latest Stories

Close Advertising