สถานการณ์ประท้วงทั่วฝรั่งเศสในช่วง 2 วันที่ผ่านมา ทวีความรุนแรง หลังประชาชนหลายแสนคนออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านค่าครองชีพที่สูงขึ้น ก่อนเกิดเหตุปะทะระหว่างตำรวจกับผู้ชุมนุมในหลายเมือง
ประเด็นสำคัญ
รวมถึงเมืองปารีส ลีล และลีมอฌ ซึ่งเกิดเหตุเพลิงไหม้ศาลาว่าการเมืองเก่าอายุกว่า 140 ปี จนหลังคาพังถล่มลงมา
รายงานระบุว่า มีตำรวจได้รับบาดเจ็บ และผู้ถูกจับกุมขณะที่ มีเหตุปล้นสะดมร้านค้าและทำลายทรัพย์สินในหลายพื้นที่
แม้ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ยืนยันว่าจะดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุรุนแรงและผู้ที่โจมตีสถานที่ราชการและธุรกิจตามกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม ผู้ชุมนุมบางส่วนยืนยันว่าการเดินขบวนส่วนใหญ่เป็นไปอย่างสงบ และความรุนแรงเกิดจากคนบางกลุ่มที่ฉวยโอกาสก่อเหตุ ขณะที่รัฐบาลกล่าวโทษกลุ่มฝ่ายซ้ายสุดโต่งว่าอยู่เบื้องหลังความไม่สงบ
โดยจุดเริ่มต้น การประท้วงเริ่มจากความไม่พอใจของนักเรียนต่อปัญหาครูขาดแคลนและโรงเรียนทรุดโทรม ก่อนขยายวงสู่ประเด็นความเหลื่อมล้ำ การใช้จ่ายภาครัฐ และค่าครองชีพที่สูงขึ้น ท่ามกลางแรงกดดันจากเงินเฟ้อและสงครามในตะวันออกกลาง

สถานการณ์ดังกล่าวยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลฝรั่งเศส ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2027 ขณะที่ทั้งฝ่ายขวาจัดและฝ่ายซ้ายต่างออกมาแสดงจุดยืนต่อเหตุการณ์ โดยรัฐบาลเรียกร้องให้สถานการณ์กลับสู่ความสงบ
เกิดอะไรขึ้นกับฝรั่งเศส?
รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ว่า สาเหตุหลักของการประท้วงมาจากความไม่พอใจ ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาต่อระบบการศึกษา
ทั้งสภาพแวดล้อมในห้องเรียนที่ไม่เหมาะสม การขาดแคลนครู ภาระการเรียนที่หนัก และการจัดการเรียนการสอนที่ไม่ต่อเนื่อง
โดยบางส่วนยังตั้งคำถามถึงหลักเกณฑ์การคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งมองว่ายังไม่ชัดเจนและอาจไม่เป็นธรรมต่อนักเรียน
อย่างไรก็ตาม ความไม่พอใจไม่ได้หยุดอยู่เพียงในระบบการศึกษา แต่ขยายวงไปสู่ปัญหาปากท้องและนโยบายเศรษฐกิจ
โดยมีทั้งกลุ่มนักศึกษาและกลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคมเข้ามามีส่วนร่วม โดยเฉพาะกลุ่มเสื้อกั๊กเหลือง (Yellow Vests) ซึ่งเคยประท้วงเรื่องราคาน้ำมันดีเซลและก๊าซในปี 2018
ดร.สมชาย มองว่า เหตุการณ์ที่กำลังปะทุสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหา ‘การศึกษา’ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความไม่พอใจที่สะสมอยู่ในสังคม ก่อนนำไปสู่การเชื่อมโยงกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น ปัญหาการว่างงาน และความกังวลต่อความมั่นคงในชีวิต โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ต้องการโอกาสทางการศึกษาและการทำงานที่ดีขึ้น

หนี้สาธารณะสูง กดดันรัฐบาลมาครง
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้รัฐบาลฝรั่งเศสเผชิญความยากลำบากในการตอบสนองข้อเรียกร้องของประชาชน คือข้อ ‘จำกัดทางการคลัง’
จากภาระหนี้สาธารณะและการขาดดุลงบประมาณที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้รัฐบาลต้องเร่งควบคุมรายจ่ายและจัดสรรงบประมาณอย่างระมัดระวัง
ดร.สมชาย อธิบายว่า ภายใต้กรอบวินัยการคลังของสหภาพยุโรป ประเทศสมาชิกต้องพยายามควบคุมการขาดดุลงบประมาณให้อยู่ในระดับไม่เกิน 3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และรักษาหนี้สาธารณะให้อยู่ในกรอบที่กำหนด
แม้ช่วงการระบาดของโควิดจะมีการผ่อนปรนข้อจำกัดเพื่อเปิดทางให้รัฐบาลใช้จ่ายช่วยเหลือเศรษฐกิจ แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป รัฐบาลก็เผชิญแรงกดดันให้กลับมาควบคุมฐานะการคลังอีกครั้ง
ข้อจำกัดดังกล่าวทำให้รัฐบาลต้องจัดสรรทรัพยากรระหว่างรายจ่ายหลายด้าน ทั้งสวัสดิการสังคม การศึกษา และความมั่นคง
โดยเฉพาะเมื่อยุโรปต้องรับมือกับความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และแรงกดดันให้เพิ่มรายจ่ายด้านการป้องกันประเทศ จึงยิ่งทำให้การเพิ่มงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหา เชิงโครงสร้างในระบบการศึกษาและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนทำได้ยากขึ้น
ขณะเดียวกัน ต้นทุนพลังงานและแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก ยังเป็นอีกปัจจัยที่ซ้ำเติมภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนและภาคธุรกิจ ทำให้ปัญหาเศรษฐกิจเชื่อมโยงกับข้อจำกัดด้านงบประมาณของรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก
จากข้อเรียกร้องการศึกษาหนุ่มสาว ถึงปมปฏิรูประบบบำนาญ
นอกจากปัญหาปากท้องแล้ว ความไม่พอใจต่อแนวนโยบายของรัฐบาลยังเป็นอีกแรงกดดันสำคัญ โดยเฉพาะนโยบายที่มุ่งส่งเสริมการลงทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับความคาดหวังของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการโอกาสในการทำงาน รายได้ที่เพียงพอ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ดร.สมชายชี้ว่า ความไม่พอใจในฝรั่งเศสไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก แต่สะสมต่อเนื่องจากการประท้วงของกลุ่มเสื้อกั๊กเหลืองในปี 2018 และการต่อต้านการปฏิรูประบบบำนาญในปี 2023
ซึ่งรัฐบาลผลักดันการขยายอายุเกษียณจาก 62 ปี เป็น 64 ปี โดยใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 49.3 เปิดทางให้ร่างกฎหมายผ่านโดยไม่ต้องลงมติในรัฐสภา
เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนความขัดแย้งระหว่างแนวทางบริหารประเทศของรัฐบาลกับความคาดหวังของประชาชน เมื่อความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจไม่ได้รับการแก้ไขตามที่ต้องการ
ประเด็นเรียกร้องจึงขยายจากเรื่องเฉพาะหน้าไปสู่การตั้งคำถามต่อทิศทางนโยบายและความสามารถของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง
เหตุเกิดที่ ‘ฝรั่งเศส’ แต่กำลังสะท้อนรอยร้าวยุโรป
ดร.สมชาย มองว่า แรงกดดันจากค่าครองชีพและปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะฝรั่งเศส แต่ยังปรากฏในประเทศอื่นของยุโรป
อาทิ สเปน อิตาลี และโปรตุเกส แม้แต่ละประเทศจะมีบริบททางการเมืองแตกต่างกัน แต่ต่างเผชิญความท้าทายในการรับมือกับความเดือดร้อนของประชาชนและการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
สำหรับสหภาพยุโรป (EU) การเข้ามาช่วยเหลือประเทศสมาชิกก็มีข้อจำกัด เนื่องจากงบประมาณของสหภาพจัดทำเป็นกรอบระยะเวลา 7 ปี และต้องอาศัยเงินสมทบจากประเทศสมาชิก
ขณะที่การจัดสรรงบประมาณยังต้องคำนึงถึงภาระด้านความมั่นคง การป้องกันประเทศ และความเสี่ยงทางเศรษฐกิจจากภายนอก

ขณะเดียวกัน ประเทศที่ใช้เงินยูโรยังต้องดำเนินนโยบายภายใต้กรอบวินัยการคลัง ทำให้รัฐบาลมีพื้นที่จำกัดในการเพิ่มรายจ่ายเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน แม้จะเผชิญแรงกดดันจากค่าครองชีพและปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศก็ตาม
ภาพรวมจึงสะท้อนโจทย์ใหญ่ของยุโรปในการรักษาสมดุลระหว่างการควบคุมหนี้สาธารณะ การลงทุนด้านความมั่นคง และการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชน เพราะหากรัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่กระทบชีวิตประจำวันได้ ความไม่พอใจทางเศรษฐกิจย่อมมีโอกาสขยายตัวเป็นแรงกดดันทางสังคมและการเมืองต่อไป
ข้อจำกัดด้านงบประมาณทำให้รัฐบาลฝรั่งเศสมีพื้นที่จำกัดในการแก้ปัญหา โดยเฉพาะการปรับปรุงโครงสร้างระบบการศึกษาและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน
ขณะที่การขอความช่วยเหลือจากสหภาพยุโรป (EU) ก็ไม่ใช่ทางออกที่ทำได้ง่าย ท่ามกลางภาระการคลังที่ตึงตัว จนฝรั่งเศสกำลังเผชิญภาวะที่ยากจะหาทางออกได้
ทางออกอยู่ตรงไหน?
ดร.สมชาย มองว่า วิกฤตดังกล่าวยังซ้ำเติมความไม่แน่นอนทางการเมือง โดยการเมืองฝรั่งเศสกำลังเผชิญความท้าทายจากทั้งฝ่ายขวาจัดและฝ่ายซ้ายจัด ขณะที่รัฐบาลของประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ซึ่งอยู่ในกลุ่มการเมืองสายกลางและมีเสียงสนับสนุนในรัฐสภาไม่เพียงพอ ต้องเผชิญความยากลำบากในการผลักดันกฎหมายและจัดทำงบประมาณให้ผ่านความเห็นชอบ
นอกจากนี้ การเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี หลายครั้งในช่วงเวลาไม่กี่เดือน ยังสะท้อนความเปราะบางของรัฐบาล
โดยรัฐบาลต้องเร่งหาทางออกด้านงบประมาณท่ามกลางแรงกดดันจากการประท้วง ขณะเดียวกัน จำนวนเจ้าหน้าที่ที่ใช้ดูแลสถานการณ์อาจไม่เพียงพอ ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้การควบคุมความไม่สงบเป็นไปอย่างยากลำบาก
ดร.สมชาย ประเมินว่า ปัญหาเหล่านี้เชื่อมโยงกันทั้งด้านเศรษฐกิจ การคลัง และการเมือง เมื่อรัฐบาลมีงบประมาณจำกัดในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง
ขณะเดียวกัน ยังเผชิญข้อจำกัดด้านเสถียรภาพทางการเมืองและกำลังเจ้าหน้าที่ จึงยิ่งทำให้การรับมือกับการประท้วงและความไม่พอใจของประชาชนเป็นโจทย์ที่ท้าทายมากขึ้น เรียกได้ว่าฝรั่งเศสกำลังเจอ ‘ทางตัน’
“รัฐบาลเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะทางออกมีอยู่ไม่กี่ทาง รัฐบาลเสียงข้างน้อย การเปลี่ยนรัฐมนตรี และแรงกดดันจากฝ่ายขวาจัด เมื่อรัฐบาลไม่สามารถสร้างเสียงสนับสนุนทางการเมืองได้อย่างมั่นคง การตัดสินใจแก้ปัญหาเศรษฐกิจและการจัดสรรงบประมาณจึงกลายเป็นโจทย์ที่ซับซ้อนมากขึ้น” ดร.สมชาย กล่าวทิ้งท้าย
ภาพ: Pierre Laborde, Mathieu FEVRY / Shutterstock

