คณะรัฐมนตรีเงา (ครม.เงา) พรรคประชาชน แถลงข้อสังเกตต่อการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลกของไทย ชี้แม้การจัดงานจะสำเร็จลุล่วงด้วยดี แต่รัฐบาลพลาดโอกาสสำคัญในการรับฟังเสียงของประชาชนในประเทศและการใช้เวทีระดับโลกเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนต่างชาติ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาการจ้างงานและยกระดับความรับผิดรับชอบเพื่อแก้ปัญหาการทุจริตอย่างเป็นรูปธรรม
วันนี้ (19 ตุลาคม) ที่อาคารรัฐสภา พรรคประชาชนแถลงผลการประชุม ครม.เงา ครั้งที่ 16 โดยประเด็นสำคัญคือการแสดงความคิดเห็นต่อการจัดการประชุมสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ที่กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคมที่ผ่านมา
วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่า แม้ต้องแสดงความยินดีกับรัฐบาลและหน่วยงานราชการที่สามารถจัดการประชุมได้อย่างเรียบร้อย แต่มีข้อสังเกต 2 ประเด็นสำคัญถึงรัฐบาล
ประเด็นแรกคือการปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชนภายในประเทศ ในระหว่างการประชุมมีกลุ่มประชาชนออกมาประท้วงนโยบายของ IMF และธนาคารโลกที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรไทย ซึ่งทาง IMF ได้ส่งผู้แทนไปรับฟังข้อเรียกร้อง แต่กลับไม่มีตัวแทนจากรัฐบาลไทยไปร่วมรับฟัง อีกทั้งยังไม่มีเวทีให้ภาคประชาสังคมไทยได้แลกเปลี่ยนมุมมอง แตกต่างจากภาคประชาสังคมนานาชาติที่มีพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งถือเป็นเรื่องน่าเสียดายที่รัฐบาลต้องการสร้างความไว้วางใจจากนานาประเทศ แต่ไม่เริ่มต้นจากการรับฟังความเห็นที่แตกต่างภายในประเทศ
ประเด็นที่สองคือปัญหาการจ้างงาน ซึ่งเป็นวาระสำคัญของ IMF และธนาคารโลก ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ธนาคารโลกประเมินว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า จะมีคนรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดแรงงานทั่วโลกราว 1,200 ล้านคน แต่จะมีตำแหน่งงานใหม่รองรับเพียง 400 ล้านตำแหน่ง วีระยุทธชี้ว่า รัฐบาลไทยยังไม่มีแผนงานที่เป็นรูปธรรมในการเตรียมความพร้อมหรือสนับสนุนการจ้างงานของคนรุ่นใหม่และแรงงานที่เสี่ยงได้รับผลกระทบ
โดยรัฐบาลยังคงให้ความสำคัญกับตัวเลขการลงทุนและจีดีพีมากกว่าการพิจารณาว่าการลงทุนเหล่านั้นจะสร้างงานให้คนไทยได้จริงหรือไม่ รวมถึงแนวคิดการปรับเปลี่ยนวิธีคำนวณจีดีพีที่อาจทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจสูงขึ้น แต่ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาความเสี่ยงในการตกงานของประชาชน
จี้สร้างความรับผิดรับชอบ ยกระดับธรรมาภิบาลแก้ทุจริต
เพียงพนอ บุญกล่ำ กล่าวถึงประเด็นการต่อต้านการทุจริตและธรรมาภิบาล โดยอ้างอิงวงสนทนาระหว่างภาคประชาสังคมกับ คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการ IMF ซึ่งได้ยืนยันว่าองค์กรยังคงให้ความสำคัญกับธรรมาภิบาล และเน้นย้ำถึงบทบาทของพลังภาคประชาชนในการทำให้รัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อการใช้อำนาจ
เพียงพนอระบุว่า การแก้ปัญหาทุจริตไม่สามารถอาศัยเพียงความโปร่งใสจากการเปิดเผยข้อมูลเท่านั้น แม้การที่กรมบัญชีกลางรับปากจะเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างย้อนหลัง 5 ปีถือเป็นเรื่องดี
แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการสร้างระบบที่ผู้มีอำนาจต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจและการละเลยไม่ตัดสินใจในเรื่องที่ควรทำ ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) จึงเรียกร้องให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างความรับผิดรับชอบเพื่อแก้ปัญหาคอร์รัปชันอย่างเป็นระบบ
ตั้งคำถามประสิทธิภาพล็อบบี้ยิสต์ แนะใช้โอกาสดึงดูดการลงทุน
ด้าน พิศาล มาณวพัฒน์ ระบุว่า รัฐบาลไม่ควรหลงประเด็นไปกับคำชื่นชมเรื่องความสามารถในการจัดงาน เนื่องจากไทยมีจุดแข็งด้านนี้มาอย่างยาวนานตั้งแต่อดีต สิ่งสำคัญคือไทยควรพอใจเพียงแค่การเป็นทางผ่านให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาพักผ่อนก่อนไปลงทุนในเวียดนาม สิงคโปร์ หรือมาเลเซียหรือไม่
รัฐบาลต้องตอบให้ได้ว่าการประชุมครั้งนี้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนได้มากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะเมื่อ IMF และธนาคารโลกได้ส่งสัญญาณเตือนเรื่องวินัยการคลัง การลดหนี้ครัวเรือน และการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางอย่างตรงจุดแทนการใช้นโยบายประชานิยม
พิศาลยังกล่าวถึงโอกาสทางการทูตเศรษฐกิจที่สูญเสียไป จากกรณีที่ สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐอเมริกา ไม่ได้เดินทางมาร่วมประชุม ทั้งที่ ครม.เงา เคยเสนอให้รัฐบาลวางแผนส่งหนังสือเชิญในฐานะแขกของนายกรัฐมนตรี เนื่องจากเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญต่อนโยบายที่ส่งผลถึงไทยโดยตรง ซึ่งสะท้อนถึงการขาดการวางแผนเชิงรุก และทำให้เกิดคำถามถึงประสิทธิภาพและความคุ้มค่าของการว่าจ้างบริษัทล็อบบี้ยิสต์ในกรุงวอชิงตัน
พร้อมกันนี้ พิศาลได้แสดงความชื่นชมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่ให้สัมภาษณ์กับ ริชาร์ด เควสต์ ผู้สื่อข่าว CNN เพื่อสื่อสารผ่านสื่อระดับนานาชาติ แต่ขณะเดียวกันก็แสดงความเห็นใจที่ต้องทำงานภายใต้รัฐบาลที่ยังขาดแผนการชัดเจนในการสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน
ในช่วงท้าย พิศาลเน้นย้ำถึงเป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิก OECD ซึ่งอาจต้องใช้เวลาอีก 5-10 ปี ว่ารัฐบาลไม่จำเป็นต้องรอให้กระบวนการเสร็จสิ้นจึงจะเริ่มยกระดับธรรมาภิบาลและการปราบปรามคอร์รัปชัน เพราะเป็นสิ่งที่สามารถตัดสินใจและลงมือทำได้ทันที และเป้าหมายสูงสุดของการจัดประชุมระดับโลกไม่ใช่เพียงการได้รับคำชื่นชม แต่คือความสามารถในการดึงดูดการลงทุนที่มีคุณภาพเข้าสู่ประเทศ ซึ่งปัจจุบันยังไม่เห็นความมุ่งมั่นที่ชัดเจนจากรัฐบาล







