Data Center ที่เข้ามาลงทุนในไทยสร้างประโยชน์ให้คนไทยได้จริงแค่ไหน คือหนึ่งในประเด็นที่ ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ THE STANDARD WEALTH ระหว่างการประชุมประจำปี IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ที่กรุงเทพฯ
ประเด็นสำคัญ
รัฐต้องเลือก Data Center ที่สร้างคุณค่าในประเทศ
ดร.วีระยุทธ มองว่า Data Center สร้างมูลค่าเพิ่มให้ท้องถิ่นค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่เป็นค่าก่อสร้าง ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่านิคมอุตสาหกรรม ขณะที่การจ้างแรงงานมีฝีมือและมูลค่าเพิ่มโดยตรงมีสัดส่วนไม่สูง
ขณะเดียวกัน รัฐก็วางกติกาเรื่องนี้ช้าเกินไป คลื่นการลงทุน AI รอบใหม่เริ่มตั้งแต่ปีที่แล้ว นักลงทุนเข้าไปลงทุนในสหรัฐฯ สิงคโปร์ และมาเลเซียจนแทบไม่เหลือพื้นที่รองรับ และกำลังมองหาประเทศใหม่สำหรับคลื่นถัดไป
ช่วงนี้จึงเป็นจังหวะที่ไทยควรวางกติกาให้รัดกุมตั้งแต่ต้น แล้วให้นักลงทุนแข่งกันประมูลเข้ามา แทนที่รัฐจะเป็นฝ่ายยื่นข้อเสนอยกเว้นภาษี
กรอบการทำงานของบอร์ด AI ก็ยังไม่ได้แบ่งเงื่อนไขการลงทุนตามปริมาณการใช้ไฟฟ้า ดร.วีระยุทธ มองว่า Data Center ที่เก็บข้อมูลทั่วไป เช่น ฟีดโซเชียลมีเดีย ไม่ได้ช่วยพัฒนาประเทศโดยตรง ถ้าต้องเลือกสนับสนุน ควรเลือก Data Center ที่ใช้เทรน AI และนำข้อมูลมาสร้างคุณค่าในประเทศจริง เช่น AI ด้านเวชศาสตร์เขตร้อน หรือการพัฒนาไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ และควรเขียนเป็นเงื่อนไขการลงทุน มากกว่าดูแค่ตัวเลขเงินลงทุน
เมื่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงจ้างคนน้อยโดยธรรมชาติ การกำหนดสัดส่วน Local Content แบบเดิมจึงใช้ไม่ได้ ไทยต้องมียุทธศาสตร์ Local Content รูปแบบใหม่ที่เหมาะกับแต่ละอุตสาหกรรม
ถ้าเป็น Data Center ที่ไม่ได้สร้างงานรอบนิคมมากนัก รัฐควรกำหนดให้นักลงทุนลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา (R&D) หรือพัฒนาซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้องในไทย
ถ้าเป็นค่ายรถยนต์ยุโรปที่นำเข้าชิ้นส่วนสูง การขอให้ใช้ชิ้นส่วนในประเทศมากขึ้นทำได้ยาก รัฐควรจูงใจให้ลงทุน R&D พัฒนาซอฟต์แวร์ หรือร่วมพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานใหม่อย่างไฮโดรเจนแทน
AI ต้องช่วยให้คนเก่งขึ้น และชุบชีวิตอุตสาหกรรมเดิม
ดร.วีระยุทธ มองว่าถ้าไม่มีกฎระเบียบหรือแรงจูงใจกำกับ บริษัทที่นำ AI มาใช้จะใช้แทนคนเสมอ
รัฐบาลจึงต้องออกแบบนโยบายแบบ Pro-worker AI คือสนับสนุน AI ที่ช่วยให้แรงงานเดิมเก่งขึ้นและเชี่ยวชาญขึ้น
แนวคิดสำคัญคือเปลี่ยนจากการแทนที่อุตสาหกรรมเดิม (Replace) มาเป็นการชุบชีวิตอุตสาหกรรมที่มีอยู่แล้ว (Renew)
ดร.วีระยุทธ ยกตัวอย่างผู้ผลิตเตียงในประเทศที่สู้ราคาสินค้านำเข้าไม่ได้ ถ้ารัฐช่วยเติม AI และเซ็นเซอร์ลงในเตียงผู้ป่วยติดเตียง เพื่อตรวจจับและป้องกันแผลกดทับ ผู้ผลิตจะได้สินค้าที่ตอบโจทย์สังคมสูงวัย ธุรกิจเดิมไปต่อได้ และยังรักษาการจ้างงานไว้
เครื่องมือที่รัฐใช้ได้คือมาตรการเชิงบวก ปล่อยให้ตลาดแข่งขันกันตามปกติ แต่บริษัทไหนหันมาใช้ AI ที่เสริมคน รัฐจะเข้าไปช่วย เช่น อุดหนุนค่าจ้างแรงงานให้ 50% เพื่อจูงใจให้เอกชนพัฒนาคนไปพร้อมกับเทคโนโลยี
ไฟฟ้าสะอาดที่ไม่พอ ทำให้ทุนรอบใหม่ยังลังเลกับไทย
การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายและนักลงทุนต่างชาติเห็นทิศทางของไทย แต่ ดร.วีระยุทธ เตือนว่าปัญหาเชิงโครงสร้างที่ค้างอยู่ยังมีผลต่อการตัดสินใจลงทุนระยะยาวแน่นอน
โครงการระดับหมื่นล้านหรือแสนล้านบาท นักลงทุนจะให้ที่ปรึกษาประเมินระบบกฎหมาย นิติรัฐ นิติธรรม รวมถึงความเร็วและความเป็นธรรมในการดำเนินคดีธุรกิจ
ดร.วีระยุทธ ยกตัวอย่างบริษัทยุโรปที่ลงทุนในไทยมานาน จ้างงานและสร้างซัพพลายเชนจำนวนมาก แต่เมื่อถึงเฟสขยายการลงทุนเพื่อผลิตสินค้าส่งกลับไป
ขายในยุโรป ซึ่งมีข้อกำหนดเข้มงวดเรื่องสิ่งแวดล้อมและการปล่อยคาร์บอน บริษัทเลือกไปลงโครงการใหม่ที่เวียดนาม และคงไว้เพียงฐานการผลิตเดิมในไทย
อุตสาหกรรมยานยนต์ก็เจอปัญหาเดียวกัน เมื่อต้องลงทุนเทคโนโลยีใหม่หรือใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น บริษัทต้องย้ายการลงทุนไปต่างประเทศ แม้จะชอบประเทศไทยก็ตาม การเปลี่ยนผ่านพลังงาน ปริมาณไฟฟ้าสะอาด และการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) จึงมีผลต่อการตัดสินใจลงทุนระยะยาว
จุดอ่อนสำคัญคือไทยไม่ค่อยเทียบนโยบายกับคู่แข่ง (Benchmarking) อย่างเวียดนามหรือมาเลเซีย รัฐมักวัดแค่ว่าตัวเองดีขึ้นจากเดิมแล้ว ขณะที่นักลงทุนใช้มาตรวัดสากลเทียบว่าแต่ละประเทศให้ไฟฟ้าสะอาด แรงงาน และแรงงานมีทักษะได้เท่าไร เมื่อเทียบแบบนั้น ดร.วีระยุทธ ชี้ว่าไฟฟ้าสะอาดที่ไทยจัดหาให้นักลงทุนยังไม่พอ และตามหลังเวียดนาม มาเลเซีย และสิงคโปร์
ไทยยังได้ประโยชน์จากฐานการผลิตเดิมที่มีซัพพลายเชนแข็งแรง เช่น ยานยนต์ที่มีต้นทุนจมมหาศาล และ Hard Disk Drive ที่กลับมาเติบโตในยุค Data Center แต่สำหรับอุตสาหกรรมใหม่ที่ต้องใช้พลังงานสะอาด หรือการเทรน AI นักลงทุนยังลังเล เพราะแรงงานและโครงสร้างพื้นฐานของไทยยังต้องเตรียมอีกหลายปี
เรื่องเป้าหมายเศรษฐกิจโต 5.4% ต่อเนื่อง 12 ปีเพื่อก้าวเป็นประเทศรายได้สูง ดร.วีระยุทธ มองว่ายากมากในทางปฏิบัติ การดันการเติบโตกลับมาที่ 3% ให้ได้ก่อน แล้วค่อยขยับต่อ น่าจะเป็นไปได้มากกว่า และต้องจับตาการปรับวิธีคำนวณ GDP ที่รัฐกำลังทำอยู่ ว่าตัวเลขที่สูงขึ้นสะท้อนการจ้างงานจริงหรือไม่
สิ่งที่ไทยควรได้จากการเป็นเจ้าภาพ คือยุทธศาสตร์ความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม ดร.วีระยุทธ ยกตัวอย่างความร่วมมือด้าน AI Governance หรือการพัฒนา AI สำหรับงานออฟฟิศกับประเทศในสหภาพยุโรปอย่างเยอรมนี ซึ่งกังวลเรื่องต้นทุนและอยากพัฒนาระบบของตัวเอง พันธมิตรแบบนี้ให้ประโยชน์ระยะยาวมากกว่าการพึ่งพาเพียงมหาอำนาจหลัก
สุดท้าย ดร.วีระยุทธ มองว่าการส่งเสริมการลงทุนจะไม่ได้ผล ถ้าไม่กล้าแก้ปัญหาเดิมอย่างนิติรัฐ นิติธรรม หรือปล่อยให้เกิดการทุจริตในการสอบรับราชการท้องถิ่น ซึ่งกีดกันคนเก่งออกจากระบบราชการและบั่นทอนแรงจูงใจของคนรุ่นใหม่ ปัญหาที่ทับถมมานานจึงแก้ด้วยการลูบหน้าปะจมูกไม่ได้ ต้องแก้ที่ต้นตอเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง

