×

พรรคประชาชนแนะรัฐบาลอนุมัติงบกลาง เร่งแก้ปัญหากากอุตสาหกรรมรั่วไหลช่วงน้ำท่วมที่ปราจีนบุรี

โดย THE STANDARD TEAM
07.10.2026
  • LOADING...
วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร และพูนศักดิ์ จันทร์จำปี สส. พรรคประชาชน แถลงข่าวเรียกร้องรัฐบาลแก้ปัญหากากอุตสาหกรรมรั่วไหลที่ปราจีนบุรี

วันนี้ (7 ตุลาคม 2569) ที่อาคารรัฐสภา วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส. แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย พูนศักดิ์ จันทร์จำปี สส. แบบบัญชีรายชื่อ และคณะ สส. พรรคประชาชน ร่วมแถลงข่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การอุตสาหกรรม ถึงแนวทางการบริหารจัดการกรณีการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรีและพื้นที่ใกล้เคียง

 

โดยเสนอให้รัฐบาลพิจารณาใช้งบกลางเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน หลังพบว่าหน่วยงานรัฐเข้าตรวจสอบพื้นที่ล่าช้าไป 1 สัปดาห์ ทำให้สารพิษเสี่ยงแพร่กระจายกระทบพื้นที่เกษตรกรรมและสัตว์น้ำ

 

วีระยุทธกล่าวว่า สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำบางปะกง เช่น ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี และนครปฐม ยังไม่คลี่คลาย โดยเฉพาะที่จังหวัดปราจีนบุรีที่กำลังเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤตจากปัญหามลพิษตกค้าง เมื่อเกิดน้ำท่วมจึงส่งผลให้ปัญหาลุกลาม เนื่องจากหน่วยงานรัฐไม่ได้ติดตามตรวจสอบอย่างใกล้ชิด

 

จากการลงพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรีร่วมกับ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน และพูนศักดิ์ ภาพจากโดรนแสดงให้เห็นความเสี่ยงที่น้ำปนเปื้อนกากอุตสาหกรรมจะรั่วไหลออกมารัศมีอย่างน้อย 1 กิโลเมตร

 

ขณะที่ประชาชนในพื้นที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ขอบเขตของมลพิษอาจขยายวงกว้างไปไกลกว่าตำบลหัวหว้า อำเภอศรีมหาโพธิ โดยมีข้อร้องเรียนจากพื้นที่บ้านสามขาเหนือ บ้านคูลำพัน และบ้านโคกวัด ซึ่งสะท้อนว่าการแพร่กระจายของน้ำปนเปื้อนสารพิษอาจรุนแรงกว่าที่ประเมินไว้ในเบื้องต้น

 

วีระยุทธระบุว่า หากคราบน้ำมันและสารพิษแพร่กระจายจริง จะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังไร่นาและสัตว์น้ำ ทางพรรคประชาชนจึงนำเรื่องนี้เข้าสู่ กมธ.การอุตสาหกรรม เพื่อเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง ซึ่งพบปัญหาความล่าช้าในการปฏิบัติงานของหน่วยงานรัฐ ที่เพิ่งลงพื้นที่ตรวจสอบเมื่อวันที่ 2 ตุลาคมที่ผ่านมา หรือล่าช้าไปถึง 1 สัปดาห์หลังเกิดสถานการณ์น้ำท่วม

 

จี้ สผ. สร้างความชัดเจนปมข้อกฎหมาย EIA

 

ด้านพูนศักดิ์กล่าวถึงข้อถกเถียงเรื่องการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของบริษัทที่ก่อให้เกิดมลพิษดังกล่าวว่า อุตสาหกรรมจังหวัดได้ออกหนังสือประกาศขอขยายโรงงานเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตจากประมาณ 100,000 ตัน เป็น 500,000 ตัน ซึ่งตามกฎหมายแล้ว กิจการฝังกลบของเสียอุตสาหกรรมไม่อันตรายที่มีการเพิ่มกำลังการผลิต จะเข้าข่ายประเภทกิจการที่ต้องจัดทำรายงาน EIA

 

อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมจังหวัดมีความเห็นแย้ง โดยอ้างอิงเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติโรงงาน ซึ่งพิจารณาจาก 1. การเพิ่มกำลังการผลิตโดยใช้เครื่องจักรหรือกำลังแรงม้า และ 2. การขยายพื้นที่โครงการ ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างเงื่อนไขของกฎหมายสองฉบับ

 

พูนศักดิ์จึงเรียกร้องให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เร่งสร้างความชัดเจนว่า โครงการในลักษณะนี้ซึ่งกำลังเกิดขึ้นหลายแห่งทั่วประเทศ จำเป็นต้องทำ EIA หรือไม่

 

พูนศักดิ์เน้นย้ำว่า พื้นที่ตั้งโครงการในปัจจุบันเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำที่ถูกน้ำท่วมถึงตลอดเวลา และล้อมรอบด้วยพื้นที่เกษตรกรรม การนำขยะสารพิษมาเทกองไว้ในบริเวณนี้จึงมีความเสี่ยงสูงมากที่จะกระทบต่อห่วงโซ่อาหาร สผ. จึงต้องเร่งสร้างความชัดเจนและนำเงื่อนไขของ EIA มาประกอบการพิจารณาอนุญาตโรงงานดังกล่าว

 

วีระยุทธกล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินการเร่งด่วนสามารถทำได้ผ่าน 2 ช่องทาง ได้แก่ 1. กรมควบคุมมลพิษ ซึ่ง กมธ. ได้เร่งรัดให้ตรวจสอบและคาดว่าจะทราบผลในสัปดาห์หน้า และ 2. กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งมีอำนาจตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย ในการเข้าไปกำจัดกากสารพิษและฟื้นฟูพื้นที่ เช่นเดียวกับที่เคยดำเนินการในกรณีของบริษัท วิน โพรเสส ที่จังหวัดระยอง และบริษัท แว็กซ์ การ์เบ็จ ที่จังหวัดราชบุรี

 

จากการหารือใน กมธ. พบว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบยังขาดแคลนงบประมาณ พรรคประชาชนจึงขอเรียกร้องให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมเร่งเดินหน้าแก้ไขปัญหา

 

โดยหากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม หรือรัฐบาลพิจารณาเห็นว่าเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่คำนึงถึงชีวิตประชาชน ก็สามารถอนุมัติใช้ ‘งบกลาง’ ได้ทันที โดยยกตัวอย่างกรณีบริษัท วิน โพรเสส ที่ต้องใช้งบประมาณกว่า 400 ล้านบาท ซึ่งหากรัฐบาลจัดสรรงบกลางในระดับร้อยล้านบาท จะสามารถช่วยควบคุมและป้องกันไม่ให้สถานการณ์ที่จังหวัดปราจีนบุรีเลวร้ายไปกว่านี้

 

วีระยุทธกล่าวทิ้งท้ายว่า กมธ.การอุตสาหกรรม จะยังคงติดตามประเด็นนี้อย่างใกล้ชิด แม้ผลการตรวจสอบจะออกในสัปดาห์หน้า แต่ระหว่างนี้ขอเรียกร้องให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมใช้อำนาจตามกฎหมายเพื่อเดินหน้าฟื้นฟูพื้นที่ทันที และหากงบประมาณไม่เพียงพอ ขอให้รัฐบาลพิจารณาจัดสรรงบกลางเข้ามาดูแล เนื่องจากเป็นเหตุจำเป็นเร่งด่วนและฉุกเฉิน

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising