‘วิทัย’ ผู้ว่าฯ ธปท. ตั้งเป้า ‘Bangkok Blueprint’ ช่วยลดความเสียหายจาก Fraud ทั่วโลกได้ในปีหน้า เผยไทยยอดความเสียหายลดลงต่อเนื่อง จาก 42,000 ล้านบาทในปี 2567 เหลือ 9,000 ล้านบาทในครึ่งแรกของปี 2569 มองก้าวถัดไป เชื่อมข้อมูลและความร่วมมือข้ามประเทศ
ประเด็นสำคัญ
วันนี้ (14 ตุลาคม) วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยภายหลังการเปิดตัว ‘Bangkok Blueprint’ ในหัวข้อ ‘Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services’ ในงานประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026 ว่า ความสำเร็จของ Blueprint จะต้องสะท้อนผ่านการที่ประเทศต่างๆ นำไปปรับใช้ และทำให้ความเสียหายจากการฉ้อโกงและการหลอกลวงทั่วโลกลดลง
“ตัวชี้วัดที่ทำให้เห็นว่า Bangkok Blueprint มีความพัฒนาก้าวหน้าต่อไป คือหลังจากประเทศต่างๆ นำไปใช้แล้ว ความเสียหายของทั้งโลกลดลง” วิทัยกล่าว
โดย ‘Bangkok Blueprint’ เป็นแนวทางเชิงหลักการกว้างๆ ที่ประเทศต่างๆ สามารถนำไปปรับใช้ได้ตามบริบทของตัวเอง เพื่อวางระบบป้องกันและรับมือกับปัญหาการฉ้อโกง (Fraud) และการหลอกลวง (Scam) โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากศูนย์
ทั้งนี้ ‘Bangkok Blueprint’ ประกอบด้วยหลักการสำคัญ 12 ข้อ ครอบคลุม 5 ด้าน ได้แก่
- การวางรากฐานทางกลยุทธ์และด้านกฎหมาย (Establish Strategic and Legal Foundation)
- เสริมความเข้มแข็งให้วงจรลดการฉ้อโกง (Strengthen the Fraud Mitigation life cycle)
- การใช้ประโยชน์จากกรอบการบริหารความเสี่ยงและกรอบการบังคับใช้ที่มีอยู่ (Leverage Existing Risk and Enforcement Framework)
- ขยายความร่วมมือทั้งในประเทศและข้ามพรมแดน (Expand Domestic and Cross-border Coordination and Cooperation)
- ส่งเสริมการคุ้มครองผู้บริโภค (Promote Consumer Protection and Resilience)
นอกจากนี้ ยังมีบทสรุป (Compendium) จากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) ที่ทำการศึกษาแนวทางการแก้ปัญหาการหลอกลวงจาก 4 ประเทศหลักในเอเชีย ได้แก่ ไทย มาเลเซีย ฮ่องกง และสิงคโปร์ ซึ่งพบว่า แต่ละประเทศมีมาตรการจัดการปัญหาในแนวทางที่ใกล้เคียงกัน
นานาชาติชมไทย ความเสียหาย Fraud ลดต่อเนื่อง
วิทัยระบุว่า เอเชียเป็นภูมิภาคที่เผชิญปัญหา Fraud และ Scam อย่างหนัก โดยความเสียหายทางการเงินจากการหลอกลวง (Fraud) กว่า 67% เกิดขึ้นที่นี่ อย่างไรก็ตาม วิทัยระบุว่าความเสียหายทางการเงินประเทศไทยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง จากประมาณ 43,000 ล้านบาทในปี 2567 เหลืออยู่ที่ 32,000 ล้านบาทในปี 2568 ส่วนครึ่งแรกของปี 2569 นี้ มูลค่าความเสียหายเหลืออยู่ที่ 9,000 ล้านบาท
แม้ตัวเลขจะลดลงมาก แต่ประเทศไทยยังต้องพัฒนาต่อเนื่อง โดยวิทัยระบุว่า ‘Bangkok Blueprint’ จะเป็นอีกหนึ่งกรอบที่ช่วยให้ไทยพัฒนาระบบป้องกันปัญหา Fraud และ Scam ในระยะต่อไป
“หลายประเทศทั่วโลกรวมถึงท่าน MD ของ IMF ก็พูดให้ความชื่นชมเรานะครับ ที่เราจัดการปัญหา Fraud ในช่วงที่ผ่านมา จนตัวเลขของความเสียหายลดลงอย่างมาก ถึงอย่างนั้น เราก็ยังมีงานที่ต้องทำต่อนะครับ” วิทัยกล่าว
ธปท.เพิ่ม ‘คอขวด’ สกัดเงินเทา
วิทัยระบุว่า ความสำเร็จในการลดมูลค่าความเสียหายทางการเงินจากปัญหาการหลอกลวง (Fraud) เป็นผลจากความพยายามในการเพิ่ม ‘คอขวด’ ในระบบการเงิน ตามอำนาจที่ ธปท. จะสามารถทำได้ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ระบบนิเวศ (Ecosystem) ทั้งการเพิ่มความยากในการเปิดบัญชีธนาคาร รวมถึงการถอนเงินในบัญชี
“เรื่องของทุนเทา, คอร์รัปชัน, ฉ้อโกง, หลอกลวง ฟอกเงิน ไปสินทรัพย์อื่น เช่น ทอง FX หรือ USDT รวมถึงปัญหาพนันออนไลน์ ทั้งหมดนี้จะต้องผ่านระบบการเงิน จะต้องมีการโอนเข้าบัญชี หรือไม่ก็ถอนเงินสด ซึ่งต้องดำเนินการผ่านสถาบันการเงิน แม้ ธปท. ไม่มีอำนาจไปตรวจจับ ลงโทษ แต่เราก็มีอำนาจในการเพิ่มความยากลำบาก ให้เงินถอนยากขึ้น บัญชีเปิดยากขึ้น” วิทัยกล่าว
โดยวิทัย เผยว่า การเพิ่ม ‘คอขวด’ ในระบบการเงิน ทำให้ยอดถอนเงินสดที่มีมูลค่ามากกว่า 5 ล้านบาทลดลงประมาณ 50% ขณะที่ยอดถอนทองคำแท่งมูลค่ามากกว่า 2 ล้านบาทลดลงประมาณ 70%
“มันอาจจะไม่หมดไปในทีเดียว แต่ว่าอย่างน้อยเท่าที่ผ่านมา 12 เดือน เราเห็นตัวเลขจำนวนมากลดลงอย่างรวดเร็ว” วิทัยกล่าว
ปัญหา Fraud ไม่จบที่ไทย ต้องเชื่อมข้อมูลข้ามประเทศ
สุดท้ายนี้ วิทัยกล่าวว่า ประเด็นสำคัญของ ‘Bangkok Blueprint’ คือการทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเชื่อมโยงข้อมูลและทำงานร่วมกันได้ ทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ
เนื่องจากปัญหา Fraud และ Scam ไม่ได้เกิดขึ้นภายในประเทศใดประเทศหนึ่งเสมอไป โดยเงินอาจถูกโอนออกนอกประเทศ หรือจุดเริ่มต้นของการหลอกลวงอาจมาจากต่างประเทศ ทำให้การจัดการภายในประเทศเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ
“บางทีเงินมัน move ออกนอกประเทศ หรือตั้งต้นความปัญหาพวกนี้มาจากถิ่นฐานที่อยู่นอกประเทศ การเชื่อมโยงระหว่างประเทศจึงเป็นหลักการที่ระบุไว้ และเป็นสิ่งที่ทุกประเทศต้องพัฒนาต่อเนื่อง” วิทัยกล่าว

