เมื่อพูดถึง Longevity หรือการมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ หลายคนอาจนึกถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์ล้ำสมัย หรือสารพัดนวัตกรรมที่ช่วยชะลอวัย แต่แท้จริงแล้ว การมีสุขภาพดีไปจนถึงบั้นปลายชีวิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับความก้าวหน้าทางการแพทย์เพียงอย่างเดียว หากยังเกี่ยวข้องกับอาหารที่เรากิน พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ตลอดจนระบบสาธารณสุขที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้
ประเด็นสำคัญ
แนวคิดดังกล่าวเป็นหนึ่งประเด็นที่ประเทศไทยหยิบมานำเสนอผ่าน Longevity Pavilion หนึ่งในไฮไลต์ของ ‘IMF–World Bank Annual Meetings 2026’ ซึ่งไทยรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ โดยชวนสำรวจศักยภาพของประเทศในการรับมือกับสังคมสูงวัย ผ่านการผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ตั้งแต่นวัตกรรมอาหาร สมุนไพรไทย การแพทย์แม่นยำ ไปจนถึงระบบดูแลผู้สูงอายุ เพื่อให้เห็นว่าการ ‘กินดี อยู่ดี อายุยืน’ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอย่างที่คิด


อาหารแห่งอนาคตจากวัตถุดิบพื้นบ้านไทย
หนึ่งในไฮไลต์ของ Pavilion คือการจัดแสดง Functional Food หรืออาหารที่มีคุณสมบัติหรือประโยชน์ต่อสุขภาพนอกเหนือจากสารอาหารพื้นฐาน ซึ่งหลายผลิตภัณฑ์นำวัตถุดิบพื้นบ้านที่คนไทยคุ้นเคยมาต่อยอดด้วยเทคโนโลยี เช่น ชีสจากเมล็ดงาขี้ม้อน พืชที่พบได้ในภาคเหนือของไทยและเป็นแหล่งกรดไขมันโอเมกา 3 ชนิด ALA ซึ่งถูกนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ทางเลือกจากพืช, ไขผำ โปรตีนจากพืชน้ำเม็ดเล็กสีเขียวที่อยู่คู่กับอาหารพื้นบ้านไทยมานาน และกำลังได้รับความสนใจในฐานะแหล่งโปรตีนทางเลือกสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร นอกจากนี้ยังมีช็อกโกแลตที่ทำจากเมล็ดกระบก ไส้กรอกเนื้อหอยเชอรี่ ชีสที่ทำจากเมล็ดฟักทอง ฯลฯ
ความน่าสนใจของอาหารเหล่านี้ไม่ได้อยู่แค่การสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่ยังเป็นโอกาสในการเพิ่มมูลค่าให้วัตถุดิบท้องถิ่น และนำความหลากหลายทางชีวภาพของไทยมาต่อยอดให้ตอบโจทย์พฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไป อย่างไรก็ตาม การจะทำให้อาหารแห่งอนาคตกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันได้จริง ยังต้องคำนึงถึงคุณค่าทางโภชนาการที่พิสูจน์ได้ ความปลอดภัย รสชาติ และราคาที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้ด้วย



ภูมิปัญญาไทยกับการดูแลสุขภาพยุคใหม่
นอกเหนือเรื่องอาหาร ภายใน Pavilion ยังหยิบยกภูมิปัญญาการดูแลสุขภาพของไทยมานำเสนอ ทั้งสมุนไพรและฤๅษีดัดตน ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน และยังมีโอกาสนำมาประยุกต์ใช้ในปัจจุบัน โดยสมุนไพรไทยสามารถนำไปต่อยอดเป็นยารักษาโรคและส่วนผสมของเครื่องสำอางได้ ขณะที่ฤๅษีดัดตนเป็นศาสตร์การเคลื่อนไหวและยืดเหยียดร่างกายตามตำราการแพทย์แผนไทย ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการดูแลสุขภาพที่ให้ความสำคัญกับการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอ
การนำภูมิปัญญาเหล่านี้มาจัดแสดงร่วมกับองค์ความรู้สมัยใหม่ จึงไม่ได้เป็นเพียงการบอกเล่าเรื่องราวทางวัฒนธรรม แต่ยังแสดงให้เห็นถึงโอกาสในการพัฒนาทรัพยากรและความรู้ดั้งเดิมให้เกิดประโยชน์ในบริบทปัจจุบัน โดยมีงานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วยรองรับ


Precision Medicine เมื่อการรักษาโรคไม่จำเป็นต้องใช้วิธีเดียวกันกับทุกคน
รู้หรือไม่ว่า แม้จะป่วยเป็นโรคเดียวกัน แต่ผู้ป่วยแต่ละคนอาจตอบสนองต่อยาและการรักษาแตกต่างกัน นั่นเป็นเพราะร่างกายของเรามีความแตกต่างทั้งด้านพันธุกรรม ประวัติสุขภาพ และปัจจัยแวดล้อม จึงเป็นที่มาของแนวคิด Precision Medicine หรือการแพทย์แม่นยำ ที่นำข้อมูลเฉพาะบุคคลมาใช้ประกอบการวินิจฉัยและวางแผนรักษา เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่เหมาะสมมากขึ้น
ประเทศไทยกำลังพัฒนาศักยภาพด้านนี้ผ่าน โครงการ Genomics Thailand ซึ่งข้อมูลภายในนิทรรศการระบุว่า สามารถถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนมได้ครบ 50,000 รายในระยะแรก ครอบคลุม 5 กลุ่มสำคัญ ได้แก่ โรคมะเร็ง โรคหายากและโรคที่ยังไม่สามารถวินิจฉัยได้ โรคติดเชื้อ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และเภสัชพันธุศาสตร์ หรือการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพันธุกรรมกับการตอบสนองต่อยา
ปัจจุบันบริการเวชศาสตร์จีโนมครอบคลุม 13 เขตสุขภาพทั่วประเทศ และมีแผนขยายโครงการสู่ประชากร 200,000 คนในระยะต่อไป เพื่อพัฒนาฐานข้อมูลพันธุกรรมที่สะท้อนความหลากหลายของคนไทย ซึ่งอาจช่วยให้การประเมินความเสี่ยง การวินิจฉัย และการเลือกแนวทางรักษามีความเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายมากขึ้น

อายุยืนอย่างมีคุณภาพ ต้องเริ่มจากการเข้าถึงบริการสุขภาพ
แม้เทคโนโลยีทางการแพทย์จะก้าวหน้าเพียงใด แต่หากผู้คนไม่สามารถเข้าถึงบริการได้ การมีสุขภาพดีอย่างทั่วถึงก็คงเกิดขึ้นได้ยาก นี่จึงเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่นิทรรศการหยิบมานำเสนอ ผ่านเรื่องราวของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทย หรือที่หลายคนคุ้นเคยกันในชื่อบัตรทอง 30 บาท ซึ่งช่วยลดอุปสรรคด้านค่าใช้จ่ายในการเข้ารับการรักษาพยาบาล
หรือระบบดูแลผู้สูงอายุระยะยาวในจังหวัดลำพูน ที่นำข้อมูลสุขภาพมาเชื่อมโยงการทำงานระหว่างบุคลากรทางการแพทย์ อาสาสมัครสาธารณสุข และหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อให้ผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิงได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องถึงบ้าน โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปโรงพยาบาลทุกครั้ง
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังมีประสบการณ์จากการรับมือสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งมีการนำระบบ Home Isolation, Community Isolation และ Telemedicine หรือการแพทย์ทางไกลมาใช้ เพื่อขยายการดูแลผู้ป่วยจากโรงพยาบาลไปสู่บ้านและชุมชน ตัวอย่างเหล่านี้ทำให้เห็นว่าเทคโนโลยีด้านสุขภาพไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเครื่องมือทางการแพทย์ แต่ยังรวมถึงระบบบริการที่ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงการดูแลได้สะดวกและต่อเนื่องขึ้นด้วย
Longevity Pavilion จัดแสดง ณ บริเวณชั้น G ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) ระหว่างวันที่ 12 – 18 ตุลาคม 2026

