ในแต่ละปี IMF จะออกเอกสาฉบับหนึ่งชื่อ Global Policy Agenda หรือ ‘วาระนโยบายระดับโลก’ ที่สรุปว่าโลกอยู่ตรงไหน และประเทศต่างๆ ควรทำอะไรต่อ
ประเด็นสำคัญ
ปีนี้ Kristalina Georgieva, Managing Director, IMF ใช้ชื่อเอกสารว่า Navigating an Uncertain World หรือ ‘การจัดการโลกที่ไม่แน่นอน’ และมีประโยคหนึ่งที่สรุปภาพได้ชัดที่สุด คือ “โลกรอดพ้นการชะลอตัวมาได้จนถึงตอนนี้” (A global downturn has been avoided for now)
คำว่า ‘จนถึงตอนนี้’ คือหัวใจของเรื่อง IMF ไม่ได้บอกว่าวิกฤตกำลังมา แต่กำลังบอกว่าเรารอดมาได้ด้วยกันชนที่เหลือน้อยลงทุกที Georgieva ระบุว่า โลกตอนนี้ไม่มีที่ว่างให้ความประมาทอีกแล้ว
แล้วโลกที่รอดมาได้ถึงตอนนี้หน้าตาเป็นอย่างไร และมีอะไรที่ทุกคนต้องเตรียมรับมือบ้าง
1. โลกยังรอด แต่ไม่ได้รอดเท่ากัน
ตอนนี้มีสองแรงดึงเศรษฐกิจโลกอยู่พร้อมกัน ฝั่งหนึ่งคือสงครามในตะวันออกกลางและยูเครนที่ทำให้ห่วงโซ่อุปทานสะดุดและของแพงขึ้น อีกฝั่งคือ AI ที่ดันการลงทุนและการค้า
ผลคือสองแรงหักล้างกันพอดี IMF คาดว่าเศรษฐกิจโลกปี 2026 จะโต 3.1% เท่ากันทั้งในรอบเดือนเมษายนและตุลาคม
ที่โลกยังไม่ทรุด เพราะวิกฤตพลังงานรอบนี้กระทบน้อยกว่าที่กลัว ทั้งจากการปรับตัวของผู้ผลิต การดึงสต๊อกออกมาใช้ การพึ่งน้ำมันที่น้อยลงกว่าในอดีต และเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล บวกกับการลงทุนเทคโนโลยีและตลาดหุ้นที่คึกคักช่วยชดเชย
แต่ตัวเลขที่นิ่งซ่อนภาพที่แตกต่างกันมากไว้ข้างใต้ และทำให้แต่ละประเทศไหนโลกดูเหมือนจะถูกแบ่งฝั่งชัดเจนขึ้นว่า ใครจะไปต่อได้ และใครกำลังลำบาก
ฝั่งที่ไปต่อได้คือ ผู้ส่งออกพลังงานที่อยู่นอกพื้นที่สงคราม ประเทศที่อยู่ในห่วงโซ่เทคโนโลยี และประเทศที่มีเงินสำรองและพื้นที่ทางนโยบายพอรับแรงกระแทก
ส่วนฝั่งที่ลำบากคือ ประเทศในพื้นที่สงคราม ผู้นำเข้าพลังงาน ประเทศที่มีกันชนน้อย และประเทศที่แทบไม่ได้อยู่ในวงจร AI
IMF เตือนว่าประเทศรายได้ต่ำและประเทศเปราะบางจำนวนมากอยู่ในกลุ่มหลัง ช่องว่างระหว่างประเทศรวยกับประเทศจน รวมถึงคนรวยกับคนจนภายในประเทศ จึงเสี่ยงที่จะกว้างขึ้นอีก

2. ของแพงจากสงคราม ซ้ำเติมด้วยเอลนีโญ
ความเสี่ยงที่ใกล้ตัวที่สุดคือค่าครองชีพ IMF เตือนว่าหากห่วงโซ่อุปทานยังสะดุดต่อ ผลกระทบจากสงครามอาจรุนแรงขึ้นอีก และกดดันราคาพลังงานและอาหาร
ที่หนักกว่านั้น คือปรากฏการณ์เอลนีโญที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ซึ่งกระทบทั้งตลาดสินค้าโภคภัณฑ์และผลผลิตทางการเกษตร สองเรื่องนี้บวกกันอาจทำให้ราคาอาหารแพงต่อเนื่อง และคนที่เจ็บหนักที่สุดคือประเทศและครัวเรือนรายได้น้อย
สำหรับมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพ IMF ย้ำว่าหากจำเป็น ควรเป็น “มาตรการชั่วคราวและตรงกลุ่มอย่างมาก” ช่วยคนที่เปราะบางจริง โดยไม่บิดเบือนกลไกราคา และไม่ใช้เงินรัฐที่เหลือน้อยอยู่แล้วจนหมด
3. เงินเฟ้อยังไม่จบ ดอกเบี้ยลดยาก
หลังจากเงินเฟ้ออยู่เหนือเป้าหมายมานาน ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้นกำลังทำให้การลดเงินเฟ้อของโลกยากขึ้น ธนาคารกลางจึงตกอยู่ในทางแยก จะลดดอกเบี้ยพยุงเศรษฐกิจก็เสี่ยงเสียความน่าเชื่อถือ
IMF จึงมองว่านโยบายการเงินแบบเข้มงวดยังเหมาะสมโดยรวม แต่ควรปรับตามสถานการณ์ของแต่ละประเทศ สำหรับผู้นำเข้าพลังงานที่ไม่ได้อยู่ในห่วงโซ่เทคโนโลยี และเงินเฟ้อต่ำกว่าหรือเท่าเป้าหมาย ควร ‘ระมัดระวัง’ ในการขึ้นดอกเบี้ย
สำหรับผู้ส่งออกพลังงานที่อยู่ในห่วงโซ่เทคโนโลยี และเงินเฟ้อเกินเป้าหมาย มีเหตุผล ‘ขึ้นดอกเบี้ย’ ชัดที่สุด และถ้าหากการคาดการณ์เงินเฟ้อเสี่ยงหลุดกรอบ ก็จำเป็นจะต้องขึ้นดอกเบี้ย
อีกคำถามที่ยังไม่มีคำตอบคือกระแสลงทุน AI จะส่งผลต่อเงินเฟ้อ ดอกเบี้ยระยะยาว และนโยบายการเงินอย่างไร IMF ยอมรับว่าเรื่องนี้ยังไม่แน่นอน
ขณะที่ค่าเงิน IMF อยากให้ปล่อยยืดหยุ่นเพื่อดูดซับแรงกระแทก การแทรกแซงค่าเงินและมาตรการคุมเงินทุนเคลื่อนย้ายทำได้แค่ชั่วคราว เมื่อค่าเงินเสี่ยงผันผวนรุนแรง และย้ำว่าความเป็นอิสระของธนาคารกลางคือกุญแจของความน่าเชื่อถือ
4. หนี้รัฐท่วม กระสุนเหลือน้อย
หนี้สาธารณะทั่วโลกกำลังเข้าใกล้ 100% ของ GDP ส่วนหนึ่งมาจากต้นทุนสะสมของการรับมือวิกฤตซ้ำแล้วซ้ำเล่า รวมถึงเงินที่รัฐใช้พยุงเศรษฐกิจจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง
ปัญหาซ้อนอยู่สองชั้น ชั้นแรกคือดอกเบี้ยพันธบัตรของประเทศพัฒนาแล้วที่สูงขึ้น ลามมาถึงตลาดเกิดใหม่ ทำให้ต้นทุนกู้แพงขึ้น ภาระจ่ายหนี้หนักขึ้น และเสี่ยงเงินทุนไหลออก ในช่วงที่ความช่วยเหลือจากต่างประเทศก็หายากขึ้น
ชั้นที่สองคือรายจ่ายที่ต้องแข่งกันเพิ่มขึ้นทุกด้าน ทั้งสังคมสูงวัย การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การป้องกันประเทศ ไปจนถึงต้นทุนการลงทุน AI
IMF จึงเรียกการแก้ปัญหาการคลังว่า “เร่งด่วนขึ้นเรื่อยๆ” และให้เป็นลำดับความสำคัญสูงสุด โดยเฉพาะในประเทศเศรษฐกิจใหญ่ที่ส่งผลต่อทั้งโลก ทางออกคือปรับฐานะการคลังตามแผนระยะกลางที่น่าเชื่อถือ ปรับระบบภาษีให้ดีขึ้น รวมถึงในยุค AI และจัดลำดับรายจ่ายใหม่ เพื่อรักษาการลงทุนที่สร้างการเติบโตและสวัสดิการที่จำเป็นไว้
5. AI เป็นทั้งแรงหนุนและความเสี่ยง
AI คือเรื่องที่ Georgieva และงานประชุมในปีนี้พูดถึงมากที่สุด ด้านหนึ่ง AI คือเหตุผลสำคัญที่โลกรอดมาได้ เพราะดันการลงทุนและการค้า และอาจยกระดับผลิตภาพในระยะยาว
แต่อีกด้านหนึ่งก็มีความเสี่ยงสองชั้น ชั้นแรกคือความเสี่ยงฝั่งตลาด หากตลาดที่เกี่ยวกับ AI ปรับฐาน อาจทำให้การลงทุนหดตัว และลามไปทั้งเศรษฐกิจและระบบการเงิน
ความเสี่ยงชั้นที่สองคือความเสี่ยงฝั่งคน AI อาจทำให้งานและบางอุตสาหกรรมถูกแทนที่ และทำให้ความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้น
สิ่งที่น่าสนใจคือคำแนะนำเรื่องตลาดแรงงาน IMF เสนอให้เน้นการ Reskill และ Upskill และ “ช่วยคนทำงานให้ผ่านช่วงเปลี่ยนผ่าน แทนที่จะรักษาตำแหน่งงานใดตำแหน่งหนึ่งไว้” หมายความว่างานบางตำแหน่งอาจหายไปจริง แต่คนต้องไม่ถูกทิ้ง
ส่วนประเทศที่อยากได้ประโยชน์จาก AI ต้องลงทุน 3 อย่าง คือโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล พลังงานที่ยั่งยืน และทักษะด้าน AI พร้อมทำให้ผลิตภาพที่เพิ่มขึ้นกลายเป็นมาตรฐานการครองชีพที่ดีขึ้นของคนวงกว้าง ไม่ใช่กำไรของคนกลุ่มเล็ก
งานวิจัยของ IMF ชี้ว่าถ้าวางรากฐานถูก AI อาจเพิ่ม GDP ของแอฟริกาใต้ทะเลทรายซาฮาราได้สูงสุด 4% สะสมในทศวรรษหน้า สะท้อนว่าประเทศกำลังพัฒนาก็ได้ประโยชน์จาก AI ได้ ถ้าเตรียมพร้อม
6. ระบบการเงินพันกันมากขึ้น และภัยไซเบอร์
เรื่องนี้ฟังดูไกลตัว แต่เข้าใจง่ายกว่าที่คิด ตอนนี้รัฐบาล ธนาคาร และสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร เช่น กองทุนต่างๆ พันกันแน่นขึ้น ถ้าจุดหนึ่งมีปัญหา อาจลามไปทั้งระบบได้เร็วกว่าเดิม
IMF จึงเสนอให้คุมการก่อหนี้เกินตัว โดยเฉพาะในการลงทุนที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี และให้การทดสอบภาวะวิกฤต (Stress Test) ครอบคลุม 5 สถานการณ์ คือ ราคาสินทรัพย์ร่วง ราคาพลังงานพุ่ง ดอกเบี้ยระยะยาวสูงขึ้น การหาเงินทุนยากขึ้น และค่าเงินอ่อน
อีกความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นคือภัยไซเบอร์ ซึ่ง IMF เตือนว่า AI กำลังทำให้การโจมตีขนาดใหญ่เกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น IMF กำลังศึกษาเรื่องใหม่อย่าง Stablecoin และ AI ที่ทำงานแทนคนได้เอง (Agentic AI) ว่าจะกระทบระบบชำระเงินอย่างไร
จุดที่เกี่ยวกับไทยโดยตรงคือ Bangkok Blueprint ที่ Georgieva ระบุไว้ว่ามีเป้าหมาย 3 ด้าน คือ เสริมความปลอดภัยของการเงินดิจิทัล ยกระดับการป้องกันภัยไซเบอร์ และสนับสนุนความร่วมมือระหว่างประเทศในการปราบการฉ้อโกงทางดิจิทัล
7. การค้าโลกแตกขั้ว
ความตึงเครียดทางการค้าที่ยืดเยื้ออาจทำให้คอขวดด้านอุปทานแย่ลง นำไปสู่มาตรการกีดกันการค้าเพิ่ม และฉุดเศรษฐกิจโลก ขณะที่ภูมิรัฐศาสตร์กำลังเปลี่ยนรูปแบบการค้าและการลงทุน เพิ่มความเสี่ยงให้ห่วงโซ่อุปทานสินค้าและเทคโนโลยีสำคัญ
ปัญหาที่ซ้อนอยู่คือความไม่สมดุลระดับโลก บางประเทศเกินดุลมากเกินไป บางประเทศขาดดุลมากเกินไป ซึ่ง IMF มองว่าเป็นต้นเหตุหนึ่งของความตึงเครียดทางการค้า ทางออกคือประเทศเกินดุลควรกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ ส่วนประเทศขาดดุลควรรัดเข็มขัดการคลังและเพิ่มการออม และควรทำพร้อมกันหลายประเทศจะได้ผลดีที่สุด
ส่วนนโยบายการค้าและอุตสาหกรรม IMF อยากเห็นแบบที่ตรงเป้า โปร่งใส และไม่สร้างภาระการคลังเกินตัว และควรเลี่ยงนโยบายที่บิดเบือนกลไกตลาดจนส่งผลเสียต่อประเทศอื่น

บทเรียนจากเอเชีย และ 3 ทางออกสำหรับทุกประเทศ
ท่ามกลางความเสี่ยงทั้งหมด GPA ยกเอเชียเป็นตัวอย่าง ในโอกาสที่ประเทศสมาชิก IMF มารวมตัวกันที่ไทย Georgieva บอกว่าการผงาดขึ้นเป็นเครื่องยนต์การเติบโตของโลกของเอเชีย แสดงให้เห็นว่านโยบายและสถาบันที่ดี การเปิดกว้าง และการรวมกลุ่มในภูมิภาค คือรากฐานของความมั่งคั่งที่ยั่งยืนและความสามารถในการรับมือวิกฤต
ส่วนทางออกสำหรับทุกประเทศ IMF วางหลักไว้ 3 ข้อ
- กรอบนโยบายที่น่าเชื่อถือ รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงิน เพื่อเป็นรากฐานรับมือความปั่นป่วน
- ภาคเอกชนที่มีพลวัต เป็นเครื่องยนต์สำคัญของการเติบโต การจ้างงาน และความมั่งคั่ง
- ความร่วมมือระหว่างประเทศ เพราะแรงกระแทกส่วนใหญ่ข้ามพรมแดน การรับมือก็ต้องข้ามพรมแดนด้วย
ภาพ: Athit Perawongmeth / REUTERS

