×

ผู้เชี่ยวชาญวิจารณ์แนวทางแก้หนี้ IMF-ธนาคารโลก บีบประเทศยากจนรัดเข็มขัด เสี่ยงแอบก่อ ‘หนี้ใต้ดิน’

14.10.2026
  • LOADING...
ภาพผู้คนในสลัมกรุงไนโรบี ประเทศเคนยา พร้อมข้อความผู้เชี่ยวชาญชี้ยาแก้หนี้ IMF บีบประเทศยากจน

ในเวทีอภิปรายหัวข้อ ‘Assessing IMF and World Bank Debt Policies’ ซึ่งจัดขึ้นควบคู่กับการประชุมประจำปีของ IMF, ธนาคารโลก และ G20 บรรดาผู้เชี่ยวชาญได้ร่วมกันตีแผ่วิกฤตหนี้สินและสภาพคล่องที่ประเทศกำลังพัฒนากำลังเผชิญ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกผันผวนและต้นทุนการกู้ยืมพุ่งสูง

 

 
 

วิกฤตเหลื่อมล้ำ คนครึ่งโลกจน แอฟริกาวิกฤตหนัก

 

Marina Zucker-Marques นักวิชาการและนักเศรษฐศาสตร์ด้านการเงินระหว่างประเทศ ฉายภาพว่า ปัจจุบันประชากรเกือบครึ่งโลกต้องเผชิญความยากจน โดยมีอย่างน้อย 10% อยู่ในภาวะยากจนขั้นรุนแรง และคาดว่าจะมีคนยากจนเพิ่มอีก 23 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็ก

 

ขณะที่ในภูมิภาคแอฟริกาใต้ทะเลทรายซาฮารา เด็ก 1 ใน 5 คนต้องเสียชีวิตก่อนอายุ 5 ขวบจากโรคที่ป้องกันได้ และยังมีคนอีกราว 30-40 ประเทศทั่วโลกที่อยู่ในขั้นวิกฤตรุนแรง จากราคาอาหาร พลังงาน และสงครามภูมิรัฐศาสตร์

 

หากย้อนไปเมื่อ 2 ปีก่อน IMF และธนาคารโลกได้ออกแนวทางแก้ปัญหา 3 เสาหลัก ได้แก่ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และเร่งเก็บรายได้ในประเทศ ตามด้วยอัดฉีดเงินช่วยเหลือจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศ และลดภาระการชำระหนี้ พร้อมแบ่งเกณฑ์ชัดเจนว่า ประเทศไหนเป็น ‘วิกฤตหนี้สิน’ จ่ายไม่ไหว ต้องปรับโครงสร้าง หรือแค่ขาดสภาพคล่อง ต้องการเงินหมุนระยะสั้น

 

ยาเดิมไม่ได้ผล บีบประเทศยากจน รัดเข็มขัดจนจุก

 

พร้อมกันนี้ยังชี้ว่า กรอบดังกล่าวแทบไม่ต่างจากวิธีเดิมๆ ของ IMF และไม่อาจรับมือกับวิกฤตซ้อนจากดอกเบี้ยสูง เงินเฟ้อ และราคาน้ำมันได้จริง

 

ยิ่งไปกว่านั้น จากข้อมูลพบว่า มีถึง 21 ประเทศที่เข้าโครงการ IMF ตั้งแต่ปี 2024 แต่กลับมีเพียง 3 ประเทศที่ได้การช่วยเหลือเรื่องการจัดหารายได้ และมีแค่ 6 ประเทศที่ได้รับความช่วยเหลือด้านการบริหารจัดการหนี้ สะท้อนว่ามาตรการไม่ได้ถูกนำมาใช้จริงอย่างทั่วถึง

 

Marina Zucker-Marques กล่าวเสริมว่า หลายประเทศในแอฟริกากำลังเจอภาวะเงินไหลออกมากกว่าไหลเข้า ประกอบกับดอกเบี้ยกู้ยืมที่แพงกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทำให้ประเทศเหล่านี้ถูกบังคับให้ใช้นโยบายรัดเข็มขัด ตัดงบพัฒนาประเทศ และต้องก้มหน้าขายสินค้าราคาถูกเพื่อหาเงินมาใช้หนี้

 

จากปัจจัยข้างต้น มองว่าประเทศที่มีปัญหาหนี้ ต้องขยายเวลาชำระหนี้ยาวถึง 20 ปี ลดดอกเบี้ย, และใส่เงื่อนไขพักชำระหนี้อัตโนมัติไว้ในสัญญา ส่วนประเทศที่ขาดสภาพคล่อง ควรส่งเสริมการเก็บภาษีคนรวย และให้เงินช่วยเหลือบริสุทธิ์โดยไม่ผูกเงื่อนไขรัดเข็มขัด

 

เตือนภัย ‘หนี้ใต้ดิน’ และการหมกเม็ดงบประมาณ

 

Sally Torbert จาก International Budget Partnership (IBP) เตือนว่า การที่ IMF ปล่อยให้เกิดภาวะเงินตึงตัว กำลังผลักให้รัฐบาลหลายประเทศแอบไปทำธุรกรรมการเงินเสี่ยงสูงที่ไม่ถูกนับเป็นหนี้สาธารณะในบัญชี เช่น สัญญาอนุพันธ์ TRS (Total Return Swaps) กับธนาคารเอกชน

 

ยกตัวอย่าง กรณีแองโกลา ปี 2024 ทำสัญญา TRS มูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์กับ JP Morgan โดยเอาพันธบัตรรัฐบาลไปค้ำประกัน แต่พอราคาพันธบัตรร่วงในปี 2025 แองโกลากลับถูกเรียกหลักประกันเพิ่มทันทีอีก 200 ล้านดอลลาร์ ขณะที่กรณีไนจีเรีย รัฐสภาผ่านอนุมัติสัญญา TRS ในปี 2026 โดยใช้เวลาพิจารณาเพียงแค่วันเดียว ซึ่งส่อเจตนาหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ

 

และจากผลการศึกษา 11 ประเทศ ยังพบว่ามีถึง 4 ประเทศที่ไม่รวมหนี้ของรัฐวิสาหกิจเข้ามาในตัวเลขหนี้สาธารณะ และมีเพียงประเทศเดียวเท่านั้นที่เผยแพร่รายงานตรวจสอบหนี้เป็นประจำทุกปี

 

IMF แจง ไม่ได้มีไว้แก้เคสฉุกเฉิน ย้ำต้องดูเป็นรายประเทศ

 

ด้าน Allison Holland หัวหน้าฝ่ายนโยบายหนี้ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ออกมาชี้แจงว่า แนวทาง 3 เสาหลัก ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรับมือกับวิกฤตฉุกเฉินเร่งด่วน ซึ่ง IMF มีเครื่องมืออื่นรองรับอยู่แล้ว แต่มีไว้ช่วยประเทศที่หนี้ยังพอไปไหว แต่กำลังวิ่งอยู่กับที่ เพราะถูกดอกเบี้ยกลืนงบประมาณจนไม่มีเงินไปพัฒนาประเทศ

 

Allison ได้ยกตัวอย่างประเทศที่สำเร็จ เช่น ปากีสถาน ร่วมมือกับ IMF เร่งเก็บรายได้จนดึงความเชื่อมั่นกลับมา และเข้าถึงตลาดทุนได้อีกครั้ง และเอกวาดอร์ใช้กลไกผสมผสาน รวมถึงการแลกหนี้เพื่ออนุรักษ์ธรรมชาติจนได้เงื่อนไขการกู้เงินที่ดีขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม IMF เตือนว่า ในอีก 3 ปีข้างหน้า จะมีหนี้ทวิภาคีครบกำหนดชำระเฉลี่ยสูงถึงปีละ 13,000 ล้านดอลลาร์ หากต้องกู้ใหม่ในอัตราดอกเบี้ยตลาด เอกอัครราชทูตและลูกหนี้อาจต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอีกปีละ 2,400–4,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งจำเป็นต้องพึ่งความช่วยเหลือจากกลุ่ม G20

 

ทางออกใหม่ ‘พันธบัตรผูกธรรมาภิบาล’ ยิ่งบริหารดี ดอกเบี้ยยิ่งลด

 

ปิดท้ายด้วย Dr.Nishan de Mel หัวหน้าฝ่ายวิจัย (Head of Research) ของ Verité Research ซึ่งเป็นองค์กรคลังสมอง อิสระในประเทศศรีลังกา เสนอทางออกใหม่ โดยระบุว่า ตลาดทุนมักประเมินความเสี่ยงของประเทศยากจน เกินจริง ทำให้กู้เงินแพงเกินจำเป็น พร้อมเสนอแนวคิด พันธบัตรผูกเป้าหมายธรรมาภิบาล แบบที่ ศรีลังกา นำมาใช้เป็นแห่งแรกของโลก มูลค่า 1.5 พันล้านดอลลาร์

 

อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลทำได้ตามตัวชี้วัดความโปร่งใส (KPI) ที่สัญญาไว้กับประชาชน อัตราดอกเบี้ยจะถูกลดลงทันที 0.75% แต่ถ้าทำไม่ได้หรือปราบทุจริตไม่สำเร็จ รัฐบาลจะต้องจ่ายดอกเบี้ยแพงขึ้น ซึ่งกลไกนี้จะช่วยบีบให้รัฐบาลบริหารประเทศอย่างโปร่งใสอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีการเปลี่ยนขั้วรัฐบาลก็ตาม

 
  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories