จากพื้นที่สวนป่ากว่า 10,000 ไร่ กลับเหลือพื้นที่ที่ยังคงสภาพป่าหรือสวนป่าราว 3,000 ไร่ ส่วนอีกกว่า 7,000 ไร่ถูกเปลี่ยนไปใช้ประโยชน์ทางการเกษตร ตัวเลขที่กรมป่าไม้เปิดเผยสะท้อนขนาดของปัญหาในสวนป่าไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งการรื้อถอนแปลงขิง 258 ไร่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของภารกิจทวงคืนพื้นที่
ประเด็นสำคัญ
เบื้องหลังยุทธการ ‘พิทักษ์ป่าไชยปราการ’ ยังมีคำถามว่า การบุกรุกขยายตัวมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ใครอยู่เบื้องหลังการใช้พื้นที่ และหน่วยงานรัฐจะรับผิดชอบต่อการรักษาป่าและฟื้นฟูพื้นที่ที่เสียหายอย่างไร ขณะที่การสืบหาผู้กระทำผิดและการสอบสวนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องยังไม่สิ้นสุด
สวนป่าที่เหลือสภาพป่าราว 30%
กรมป่าไม้เปิดยุทธการ ‘พิทักษ์ป่าไชยปราการ’ เข้ารื้อถอนแปลงปลูกขิง 3 แปลง รวมพื้นที่ประมาณ 258 ไร่ ภายในสวนป่าไชยปราการ ตำบลแม่ทะลบ อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ โดยใช้กำลังเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและหน่วยงานภาคีประมาณ 320 นาย พร้อมรถไถและเครื่องจักรกล
พัฒน์พงษ์ สมิตติพัฒน์ รองอธิบดีกรมป่าไม้ พร้อมด้วยปราปต์ เหมะสุทธินันท์ ผู้อำนวยการสำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า และลักษวรรณ พวงไม้มิ่ง ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 1 (เชียงใหม่) ร่วมเปิดปฏิบัติการ ซึ่งมีทั้งหน่วยงานด้านป่าไม้ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.) ฝ่ายปกครอง ตำรวจ และฝ่ายความมั่นคงเข้าร่วม
พัฒน์พงษ์อธิบายว่า เดิมพื้นที่แห่งนี้เป็นสวนป่าที่ปลูกขึ้นภายใต้เงื่อนไขสัมปทานทำไม้ ก่อนส่งมอบให้กรมป่าไม้ดูแล และต่อมาส่งต่อให้ ออป. บริหารจัดการเพื่อเป็นป่าเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม พื้นที่สวนป่าประมาณ 10,000 ไร่ ปัจจุบันเหลือพื้นที่ที่ยังมีสภาพป่าหรือสวนป่าประมาณ 3,000 ไร่ หรือราว 30% ส่วนอีกกว่า 7,000 ไร่ถูกบุกรุกและเปลี่ยนไปใช้ประโยชน์ทางการเกษตร ทั้งปลูกข้าว ข้าวโพด และขิง โดยมีการแจ้งความดำเนินคดีแล้ว 8 คดี
ต้นสักที่หลงเหลือกระจัดกระจายในพื้นที่ เป็นสิ่งที่พัฒน์พงษ์ยกขึ้นอธิบายถึงสภาพสวนป่าเดิม พร้อมระบุว่า เจ้าหน้าที่พบทั้งปัญหาการบุกรุกที่ดินและการตัดไม้ ซึ่งต้องดำเนินการตรวจสอบควบคู่กัน
ทำไมรัฐจึงเริ่มจากแปลงขิง?
รองอธิบดีกรมป่าไม้กล่าวว่า จากการสอบถามและตรวจสอบข้อมูลในพื้นที่ ผู้ปลูกข้าวและข้าวโพดส่วนหนึ่งเป็นประชาชนในท้องถิ่น ขณะที่การปลูกขิงมีข้อมูลว่าเกี่ยวข้องกับกลุ่มทุนจากต่างพื้นที่ อย่างไรก็ตาม การระบุตัวผู้กระทำผิดและความเชื่อมโยงของผู้เกี่ยวข้องยังต้องดำเนินการผ่านกระบวนการสืบสวน
พัฒน์พงษ์ย้ำว่า ประเด็นในการบังคับใช้กฎหมายคือการเข้าไปบุกรุกพื้นที่ป่าและตัดไม้ ไม่ใช่การปลูกขิงโดยตัวมันเอง หากปลูกในที่ดินที่มีสิทธิครอบครองหรือได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง ย่อมเป็นการประกอบอาชีพทางการเกษตรได้
แต่แปลงที่เข้าดำเนินการครั้งนี้อยู่ในพื้นที่สวนป่าซึ่งต้องรักษาไว้ และไม่ได้เป็นพื้นที่จัดสรรตามโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล หรือ คทช.
อีกเหตุผลที่กรมป่าไม้ระบุว่าต้องเร่งดำเนินการ คือผลกระทบต่อดิน แหล่งน้ำ และระบบนิเวศในพื้นที่ต้นน้ำแม่ทะลบ โดยพัฒน์พงษ์กล่าวว่า เกษตรอำเภอไชยปราการตรวจพบเชื้อราในขิง และกังวลว่าหากปล่อยทิ้งไว้อาจแพร่กระจายไปยังพืชผลอื่น จึงต้องจัดการพื้นที่ควบคู่กับการเตรียมฟื้นฟูสภาพป่า
ด้านชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ซึ่งร่วมลงพื้นที่ ระบุว่า ปัญหาการบุกรุกไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะสวนป่าในความดูแลของ ออป. แต่ยังครอบคลุมพื้นที่ของกรมป่าไม้และพื้นที่เตรียมประกาศอุทยานแห่งชาติ โดยประเมินว่าพื้นที่ที่มีปัญหารวมกันมากกว่า 10,000 ไร่ ซึ่งเป็นขอบเขตที่กว้างกว่าพื้นที่สวนป่าไชยปราการเพียงแห่งเดียว
ชัยวัฒน์กล่าวว่า ลักษณะการบุกรุกที่พบคือการเปิดพื้นที่ป่าขึ้นใหม่ รวมถึงป่าเต็งรังและสวนป่าสัก เพื่อเปลี่ยนเป็นแปลงปลูกขิง พร้อมอธิบายว่า ผู้ปลูกต้องการพื้นที่ดินที่ยังอุดมสมบูรณ์และไม่มีปัญหาโรคพืชตกค้าง จึงเกิดการขยายแปลงเข้าไปในพื้นที่ป่า
“การเข้าไปทำลายป่าสมบูรณ์ต้องถูกตรวจสอบและดำเนินการ ไม่ว่าผู้กระทำจะเป็นกลุ่มทุนหรือบุคคลทั่วไป”
สำหรับพืชผลชนิดอื่น ชัยวัฒน์ระบุว่า แนวทางที่ได้รับทราบจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมคือ ให้ดำเนินการกับแปลงขิงก่อน ส่วนข้าวและข้าวโพดให้รอจนเก็บเกี่ยวครบตามรอบ เพื่อคำนึงถึงประชาชนที่ยังอยู่ในพื้นที่
ปมกลุ่มทุนและเจ้าหน้าที่ที่ยังต้องพิสูจน์
ขณะเดียวกัน ชัยวัฒน์ตั้งข้อสังเกตถึงความเชื่อมโยงระหว่างผู้ปลูกขิงกับผู้จัดหาพันธุ์ขิง ปุ๋ย และสารเคมี โดยกล่าวว่า ข้อมูลจากการร้องเรียน การพูดคุย และคลิปที่เกี่ยวข้อง ทำให้เชื่อว่าผู้ปลูกบางกลุ่มอาจเชื่อมโยงผ่านแหล่งจัดหาปัจจัยการผลิตเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวยังต้องอาศัยหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความเกี่ยวข้องของแต่ละบุคคล
ชัยวัฒน์ยังกล่าวอ้างว่า มีบุคคลในท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนเกี่ยวข้องกับการชักนำผู้ปลูกจากต่างพื้นที่เข้ามาใช้ที่ดิน ก่อนขยายเข้าไปในสวนป่าและป่าสงวนแห่งชาติ
ส่วนพัฒน์พงษ์ระบุว่า ความเชื่อมโยงของกลุ่มทุนกับบุคคลที่ถูกดำเนินคดีก่อนหน้านี้ยังอยู่ระหว่างการสืบสวน จึงยังไม่เปิดเผยรายละเอียดที่อาจกระทบสิทธิของผู้เกี่ยวข้อง
ในประเด็นความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ พัฒน์พงษ์กล่าวว่า ออป. ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว เพื่อพิจารณาว่ามีการละเลยหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ หากพบการกระทำผิดก็ต้องพิจารณาทั้งความรับผิดทางวินัยและทางอาญา โดยขณะนี้ยังอยู่ในกระบวนการสอบสวน
จากการตรวจยึด 8 คดี สู่ปฏิบัติการรื้อถอน
ก่อนเปิดปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่เข้าตรวจยึดพื้นที่บุกรุกในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าลุ่มน้ำแม่ฝาง ซึ่งครอบคลุมสวนป่าไชยปราการ ระหว่างวันที่ 4-20 พฤษภาคม 2569 และวันที่ 4 มิถุนายน 2569 รวม 8 คดี โดยคดีที่มีพื้นที่มากที่สุดครอบคลุมกว่า 6,147 ไร่ ทั้งนี้ ไม่พบตัวผู้กระทำผิดระหว่างเข้าตรวจยึด
ต่อมา วันที่ 2 กันยายน 2569 ออป.เขตเชียงใหม่มีหนังสือแจ้งความคืบหน้าคดีและขอให้สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 1 (เชียงใหม่) ดำเนินการตามมาตรา 25 ก่อนที่สำนักฯ จะขอเอกสารเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 7 กันยายน และได้รับสำเนาหลักฐานพร้อมแผนที่ตรวจยึดทั้ง 8 คดีเมื่อวันที่ 11 กันยายน
จากนั้นฝ่ายกฎหมายได้สรุปเรื่องเสนอผู้อำนวยการสำนักฯ ซึ่งเห็นชอบให้ดำเนินการตามกฎหมายเมื่อวันที่ 14 กันยายน
ระหว่างนั้น วันที่ 9 กันยายน ออป. ชี้แจงว่า ได้จัดคณะทำงานตรวจตราป้องกันพื้นที่สวนป่าไชยปราการ โดยหมุนเวียนเจ้าหน้าที่อย่างน้อยวันละ 25-30 นาย และรายงานผลทุกสัปดาห์ พร้อมระบุว่า จากการตรวจตราไม่พบการเข้ามาปลูกขิงหรือทำเกษตร รวมถึงไม่พบการบุกรุกหรือแผ้วถางเพิ่มเติม ขณะที่พื้นที่ซึ่งแจ้งความดำเนินคดีแล้วอยู่ระหว่างขอให้ดำเนินการตามมาตรา 25
วันที่ 18 กันยายน 2569 หน่วยงานด้านป่าไม้ ออป. และฝ่ายความมั่นคงยังสนธิกำลังกว่า 200 นาย เข้าตรวจยึดพื้นที่ปลูกขิงในอำเภอไชยปราการเพิ่มเติมกว่า 19 ไร่ โดยไม่พบตัวผู้ต้องหาในจุดเกิดเหตุเช่นกัน
สำหรับการรื้อถอนครั้งนี้ พัฒน์พงษ์ระบุว่า เป็นการดำเนินการตามมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 หลังตรวจสอบพื้นที่ ออกคำสั่งทางปกครอง และปิดประกาศให้ผู้เกี่ยวข้องดำเนินการตามขั้นตอนแล้ว แต่ไม่มีผู้มาแสดงตัวเป็นเจ้าของแปลงหรือคัดค้านภายในระยะเวลาที่กำหนด
แผนรื้อถอนแปลงขิง 258 ไร่ตั้งเป้าให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน หลังจากนั้นจะประเมินพื้นที่อีกครั้ง เนื่องจากการใช้โดรนตรวจสอบพบว่า ยังมีแปลงขิงหลงเหลือเพิ่มเติมประมาณ 100 กว่าไร่ ก่อนจัดทำแผนร่วมกับฝ่ายปกครอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชน เพื่อดำเนินการกับพืชผลและสิ่งปลูกสร้างอื่นต่อไป
สิทธิทำกินกับพื้นที่บุกรุก: รัฐชี้ต้องแยกให้ชัด
ส่วนข้อเรียกร้องค่าชดเชย พัฒน์พงษ์ชี้แจงว่า ต้องแยกระหว่างพื้นที่ที่ ออป. เคยอนุญาตให้ประชาชนเข้าใช้ประโยชน์โดยมีสัญญา กับพื้นที่ที่ตรวจพบการบุกรุกในปฏิบัติการครั้งนี้
กรณีที่มีสัญญาต้องพิจารณาตามเงื่อนไขและการยกเลิกสัญญา ขณะที่พื้นที่บุกรุกดังกล่าวไม่มีสัญญาอนุญาตจากภาครัฐ จึงไม่มีแนวทางชดเชยตามที่ผู้เรียกร้องเสนอ
นอกจากนี้ กรมป่าไม้เตรียมประสานจังหวัดตรวจสอบพื้นที่ คทช. แห่งอื่นที่อาจมีการนำสิทธิใช้ที่ดินไปให้กลุ่มทุนเช่าช่วง หากพบว่าผิดเงื่อนไขก็จะพิจารณามาตรการที่เหมาะสม ซึ่งอาจรวมถึงการจำกัดสิทธิหรือเรียกคืนพื้นที่ โดยต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี
รื้อขิงแล้ว ป่าจะกลับมาอย่างไร?
สำหรับมูลค่าความเสียหาย พัฒน์พงษ์ประเมินเบื้องต้นว่า หากคำนวณพื้นที่สวนป่าที่เสียหายประมาณ 7,000 ไร่ โดยมีมูลค่าราว 100,000-150,000 บาทต่อไร่ตามสภาพและขนาดของต้นไม้ ความเสียหายอาจอยู่ที่ประมาณ 700 ล้านบาทถึง 1,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังเป็นเพียงการประเมินคร่าวๆ ของพื้นที่สวนป่าที่เสียหาย ไม่ใช่มูลค่าแปลงขิง 258 ไร่ และกรมป่าไม้กับ ออป. ต้องประเมินความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นทางการ เพื่อใช้ประกอบการดำเนินคดีหากพบตัวผู้กระทำผิด
เมื่อรื้อถอนแล้วเสร็จ ออป. จะส่งคืนพื้นที่ให้กรมป่าไม้เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูป่าและระบบนิเวศ โดยพัฒน์พงษ์ระบุว่า จะพิจารณาความร่วมมือกับภาคเอกชนในการปลูกป่า รวมถึงแนวทางให้ประชาชนมีส่วนร่วมภายใต้ระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้พื้นที่กลับมาเป็นแหล่งต้นน้ำและพื้นที่สีเขียวของชุมชน
สุดท้ายการรื้อแปลงขิงอาจหยุดการใช้ประโยชน์ในพื้นที่เป้าหมายได้ แต่การฟื้นคืนสวนป่าไชยปราการยังขึ้นอยู่กับภารกิจที่ตามมา ทั้งการพิสูจน์ว่าใครเป็นผู้บุกรุก เจ้าหน้าที่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือละเลยหน้าที่หรือไม่ และการฟื้นฟูจะทำให้พื้นที่กลับมาทำหน้าที่เป็นป่าต้นน้ำได้อย่างไร
คำถามเหล่านี้จะเป็นตัวชี้วัดว่า ยุทธการ ‘พิทักษ์ป่าไชยปราการ’ จะไปได้ไกลเพียงใด หลังจากรถไถออกจากแปลงขิงและปฏิบัติการรื้อถอนสิ้นสุดลง


