ซิลวานา เตนเรย์โร (Silvana Tenreyro) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวกับ THE STANDARD ว่า การเติบโตของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญเบื้องหลังตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เราได้เห็น คือ Demand shock ครั้งใหญ่ ที่ผลักดันให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจและระดับราคา (หรืออัตราเงินเฟ้อ) สูงขึ้นอย่างชัดเจน นอกจากนี้ AI ที่เป็นเทคโนโลยีใหม่และเป็นการลงทุนขนาดใหญ่ ย่อมมีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนสูงในรูปของการเพิ่มผลผลิตหรือผลิตภาพ (Productivity) ในอนาคต แต่ในขณะเดียวกันก็มาพร้อมกับความไม่แน่นอนเฉกเช่นการลงทุนทั่วไป
เตนเรย์โรยังกล่าวต่อว่า หากไม่มีแรงขับเคลื่อน AI นี้ สถานการณ์เศรษฐกิจโลกคงจะอ่อนแอกว่านี้มาก เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ยังอธิบายต่อว่า IMF พบว่า การค้าโลกมีอัตราการเติบโตที่ 8.6% โดยจำนวนนี้เป็นการค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI เติบโตสูงถึงเกือบ 30% ดังนั้น หากปราศจากการเติบโตในส่วนนี้ เราคงจะได้เห็นการเติบโตในภาพรวมเพียง 4.6% ซึ่งถือเป็นความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ แรงขับเคลื่อน AI ยังช่วยชดเชย หรือแม้กระทั่งส่งผลดีมากกว่าการชดเชยผลกระทบเชิงลบที่เกิดจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์และราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากสงคราม
AI ช่วยฉุดไทยพ้นวัฏจักรเงินฝืด
หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจของประเทศไทยจะเติบโตที่ระดับ 2.1% ในปีนี้และปีหน้า รวมถึงไทยได้หลุดพ้นจากวัฏจักรเงินฝืด (deflationary cycle) ที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่ผ่านมา โดยคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อในปีนี้จะอยู่ที่ 2.1% และจะอยู่ที่ระดับ 1.7% ในปีหน้า จึงนับเป็นระบบเศรษฐกิจที่มีการเติบโตอย่างมีสุขภาพดี เนื่องจากการได้รับอานิสงส์จากการเติบโตอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี AI มีส่วนช่วยให้ประเทศไทยสามารถรับมือกับปัจจัยกดดันจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นได้เป็นอย่างดี แม้ประเทศไทยมีสถานะเป็นผู้นำเข้าพลังงาน (energy importer)
อานิสงส์ AI ต่อเศรษฐกิจไทย ชั่วคราวหรือยาวนาน
โดยเตนเรย์โรยังกล่าวต่อว่า “ความเฟื่องฟูนี้จะเป็นเพียงสภาวะชั่วคราวหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับว่าวัฏจักรการลงทุนทั่วโลกจะดำเนินไปยาวนานเพียงใด ซึ่งแน่นอนว่ายังคงมีความไม่แน่นอนในเรื่องนี้ เช่นเดียวกับความไม่แน่นอนว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะยืดเยื้อไปอีกนานเท่าใด ปัจจัยทั้งสองประการนี้สามารถพลิกผันสถานการณ์ไปในทิศทางที่แตกต่างกันได้ ดังนั้น แรงขับเคลื่อนทั้งสองนี้กำลังดึงเศรษฐกิจไทยไปในทิศทางที่สวนทางกัน แต่โดยสุทธิแล้ว AI กำลังเป็นฝ่ายชนะในเกมชักเย่อระหว่างแรงขับเคลื่อนทั้งสองนี้”

