ในงานประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) THE STANDARD WEALTH มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย ถึงยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทย
ประเด็นสำคัญ
พร้อมถอดบทเรียน ประสบการณ์ และมุมมองเชิงลึกจากเวทีระดับโลก นำมาสู่การวางแนวทางปฏิบัติจริงเพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงในอนาคต
เวทีโลกสะท้อนความเชื่อมั่นของประเทศไทย
ขัตติยา เริ่มฉายภาพว่า การที่ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปีสถาบันการเงินระดับโลกอย่าง World Bank Annual Meeting เป็นครั้งที่ 2 นั้น ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ช่วยตอกย้ำและสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนานาชาติที่มีต่อประเทศไทยได้เป็นอย่างดี

ขณะเดียวกัน การประชุมระดับสากลในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นเวทีแสดงศักยภาพความแข็งแกร่งของภาคการเงินและสถาบันการเงินไทยให้ทั่วโลกได้เห็นเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นในการต่อยอดและสร้างพันธมิตรทางธุรกิจในระยะยาว เพื่อร่วมกันแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ตลอดจนสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจร่วมกันต่อไป
MSME กระดูกสันหลังเศรษฐกิจไทยที่ต้องเร่งยกระดับ
ขัตติยา ให้มุมมองว่า กลุ่มธุรกิจ MSME ซึ่งครอบคลุมทั้ง Micro, Nano และ SME เปรียบเสมือน กระดูกสันหลัง ที่แท้จริงของระบบเศรษฐกิจไทย เนื่องจากมีสัดส่วนสูงเกินกว่า 90% ของจำนวนบริษัททั้งหมดในประเทศ อีกทั้งยังเป็นแหล่งจ้างงานหลักที่รองรับแรงงานไทยมากถึง 70%

อย่างไรก็ตาม แม้ว่า MSME จะมีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ แต่กลับพบว่าสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ GDP ในประเทศได้เพียง 35% เท่านั้น ซึ่งถือว่ายังต่ำกว่ามาตรฐานสากลที่ควรจะสะท้อนมูลค่าออกมาได้ราว 40 – 60%
สถิติดังกล่าวเป็นสัญญาณเตือนว่า ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนจะต้องผนึกกำลังกันเร่งสนับสนุนเพื่อยกระดับให้กลุ่ม MSME ให้สามารถเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
โดยในส่วนของธนาคารกสิกรไทย ซึ่งครองส่วนแบ่งการตลาดสินเชื่อ SME สูงที่สุดในประเทศอยู่ที่ประมาณ 28% นั้น ยอมรับว่าธนาคารเองยังต้องเรียนรู้และพัฒนาการประเมินความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เท่าทันกับพฤติกรรมของลูกค้ารายย่อยที่มีความซับซ้อนมากขึ้น
เจาะลึก 3 ‘คอขวด’ เชิงโครงสร้าง ขวางทางเติบโต
นอกจากนี้ ตลอดช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ยอดสินเชื่อ SMEs หดตัวลงอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปกับปัญหาตัวเลขหนี้เสีย (NPL) ที่ปรับตัวสูงขึ้นตามรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ยืนยันถึงอุปสรรคเชิงโครงสร้างที่ฝังลึก
ซึ่ง แม่ทัพใหญ่กสิกร ได้เผยปัจจัยหลักออกเป็น 3 ด้านได้แก่
- ความเปราะบางของตัวธุรกิจเอง MSME กำลังเจอมรสุมและแรงกระแทกรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน ในระดับโลก ตามด้วยการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี รวมถึงต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น ตลอดจนปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ธุรกิจขาดความสามารถในการปรับตัว
- ข้อจำกัดด้านข้อมูลและระบบบัญชี ปัจจุบัน MSME ยังคงทำธุรกรรมด้วยเงินสดมากกว่าครึ่ง ประกอบกับส่วนใหญ่ยังไม่ได้เข้าสู่ระบบบัญชีเล่มเดียว และยังมีการปะปนกันระหว่างบัญชีส่วนตัวกับบัญชีธุรกิจ ส่งผลให้ธนาคารขาดข้อมูลเชิงลึกที่ชัดเจนในการประเมินกระแสเงินสดและพฤติกรรมทางการเงินเพื่ออนุมัติสินเชื่อ
- กับดักต้นทุนการปล่อยสินเชื่อ เมื่อนำต้นทุนเงิน ต้นทุนการดำเนินงาน และต้นทุนความเสี่ยงทางเครดิต มารวมกัน พบว่าการปล่อยสินเชื่อให้แก่ SMEs ของธนาคารพาณิชย์ในปัจจุบัน แทบจะอยู่ในสภาวะขาดทุน ในทุกๆ บาทที่ปล่อยกู้ ซึ่งกลายเป็นความท้าทายของธนาคารในฐานะผู้บริหารจัดการเงินฝากของประชาชน
เพื่อทลายคอขวดดังกล่าว ภาคการเงินจึงจำเป็นต้องเร่งปรับตัวครั้งใหญ่ ด้วยการนำข้อมูลแบบเปิดและข้อมูลทางเลือก มาประมวลผลร่วมกับ AI เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการประเมินวิเคราะห์สินเชื่อ
ขณะเดียวกัน ธนาคารกสิกรไทยมีความพร้อมที่จะจับมือร่วมกับผู้ให้บริการเทคโนโลยีทางการเงิน (FinTech) และธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) ในฐานะพันธมิตรที่จะเข้ามาช่วยเสริมศักยภาพซึ่งกันและกัน
พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนบทบาทของธนาคารจากการเป็นเพียงผู้ให้กู้ มาเป็น ผู้สนับสนุน โดยการสนับสนุนเงินทุนให้แก่กลุ่ม Tech Player หรือผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร ที่มีความเชี่ยวชาญในการเข้าถึงลูกค้าเฉพาะกลุ่มได้ดีกว่า เพื่อให้การส่งผ่านสินเชื่อและอัตราดอกเบี้ยผ่อนปรน ไปถึงมือ MSME ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เปิดรับโอกาสจากเทรนด์ลงทุนใหม่
นอกเหนือจากการอุ้มธุรกิจ MSME แล้ว ธนาคารกสิกรไทยยังคงเดินหน้าสู่การเป็นธนาคารแห่งความยั่งยืน โดยมองว่ากระแสการลงทุนในศูนย์ข้อมูล และระบบ AI ในปัจจุบัน ถือเป็นคลื่นลูกใหม่ที่ประเทศไทยกำลังได้รับประโยชน์
อย่างไรก็ดี ขัตติยา ยังเน้นย้ำว่า การลงทุนเหล่านี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่ดีเท่านั้น ประเทศไทยต้องเร่งต่อยอดด้วยการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร สร้างแพลตฟอร์ม AI ของตนเอง รวมถึงขยายผลไปสู่อุตสาหกรรมชิป เพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจระยะยาว ไม่ใช่เป็นเพียงผู้รับผลประโยชน์จากการลงทุนในระยะสั้นเท่านั้น
ชูโมเดลทีมฟุตบอล ขับเคลื่อนประเทศ
สำหรับเป้าหมายใหญ่ในการพาประเทศไทยก้าวไปสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูงภายใน 12 ปีข้างหน้านั้น หัวเรือใหญ่กสิกรไทย ได้เปรียบเทียบกลยุทธ์การทำงานร่วมกันเป็น ‘โมเดลทีมฟุตบอล’ ที่ทุกตำแหน่งต้องประสานงานกัน ภายใต้ปรัชญา ‘เป้าชัด ทิศตรง ลงมือทำ’ โดยแบ่งหน้าที่ออกเป็น 3 ส่วนหลัก กองหน้า เป็นภาคเอกชน นำโดยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และองค์กรธุรกิจต่างๆ ที่ต้องทำหน้าที่เป็นหัวหอกในการบุกเสาะหาตลาดใหม่ๆ และสร้างยอดขายให้แก่ประเทศ
ตามมาด้วยกองกลาง ธนาคารและสถาบันการเงิน ทำหน้าที่คอยสนับสนุนแหล่งเงินทุน และเฟ้นหาธุรกิจที่มีศักยภาพสูง ทั้งในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายแห่งอนาคตและอุตสาหกรรมดั้งเดิม
และกองหลัง หน่วยงานกำกับดูแลและรัฐบาล ต้องทำหน้าที่ปลดล็อกกฎหมายและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค เพื่อเปิดทางให้เกมการทำงานของทุกภาคส่วนมีความคล่องตัวและรวดเร็วขึ้น
ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์ดังกล่าวจะต้องมีการติดตามและวัดผลอย่างใกล้ชิดผ่านตัววัดผลสำเร็จ (KPI) ทั้งวัดผลล่วงหน้า และวัดผลตามหลัง ในทุกตำแหน่ง หากพบว่าผลงานไม่เป็นไปตามเป้าหมายก็พร้อมที่จะปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทันที ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะสามารถบรรลุเป้าหมายการเติบโตของ GDP ที่ระดับ 3% – 5% ต่อปีได้อย่างยั่งยืน

