×

โต้ข่าวลือเผาโรงงานเคลมประกัน ‘ศรีนานาพร’ เปิดแผนเร่งฟื้นกำลังผลิตหลังไฟไหม้ เจรจาคู่ค้าสำเร็จ รอดค่าปรับส่งล่าช้า

13.10.2026
  • LOADING...
ภาพผู้บริหารศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง แถลงข่าวชี้แจงกรณีไฟไหม้โรงงานและแผนฟื้นฟูกิจการ

บมจ. ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SNNP ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งที่ 2 ในรอบกว่า 1 เดือน ภายในพื้นที่โรงงาน ซอยสุขาภิบาล 2 พุทธมณฑลสาย 5 ซึ่งส่งผลกระทบต่อพื้นที่คลังสินค้าอาคารผลิตขนมขาไก่และน่องไก่ พร้อมทั้งปฏิเสธกระแสข่าวลือในสื่อสังคมออนไลน์ที่ระบุว่าเป็นการวางเพลิงเพื่อหวังเงินเคลมประกัน

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

เปิดลำดับเหตุการณ์-สรุปผลตรวจชี้ ‘อุบัติเหตุจากการทำงาน’

 

วิโรจน์ วชิรเดชกุล รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายธุรกิจในประเทศ SNNP เปิดเผยถึงภาพรวมเหตุการณ์ว่า ก่อนหน้านี้เคยเกิดเหตุเพลิงไหม้ที่โรงงานขนมโลตัสไปเมื่อช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา ก่อนจะเกิดเหตุซ้ำล่าสุดที่โรงงานเบนโตะ ในช่วงเช้ามืดวันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม เวลาประมาณ 04:30 น. โดยเจ้าหน้าที่ดับเพลิงสามารถเข้าควบคุมสถานการณ์และดับไฟได้สำเร็จในเวลาประมาณ 06:00 น. รวมใช้เวลาในการระงับเหตุราว 2 ชั่วโมง

 

สำหรับการตรวจสอบหาสาเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยพิสูจน์หลักฐานได้เข้าตรวจค้นพื้นที่อย่างละเอียดและตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด ผลการตรวจสอบเบื้องต้นสรุปได้ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นอุบัติเหตุจากการทำงาน หรือเกิดจากความผิดพลาดของระบบ โดยไม่พบหลักฐานใดๆ ที่เชื่อมโยงกับการตั้งใจวางเพลิง

 

ขณะเดียวกัน ผู้บริหาร SNNP ย้ำว่า ข้อกล่าวหาเรื่องการตั้งใจเผาโรงงานเพื่อหวังเงินประกันเป็นสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผลและเป็นไปไม่ได้เลยในเชิงธุรกิจ เนื่องจากโรงงานแห่งนี้เป็นแหล่งสร้างรายได้หลัก รายได้จากการขายสินค้าเพียง 2–3 เดือนก็มีมูลค่าสูงกว่าความเสียหายของอาคารทั้งหมด ดังนั้น การกระทำดังกล่าวจึงไม่มีความคุ้มค่าใดๆ ทางธุรกิจทั้งสิ้น

 

ประเมินความเสียหายโครงสร้าง 10% ยันเครื่องจักรหลักไม่พัง

 

ในส่วนของการประเมินความเสียหายเบื้องต้นของโรงงานเบนโตะ พบว่าโครงสร้างอาคารได้รับความเสียหายประมาณ 10% เนื่องจากเปลวไฟได้ลุกลามขึ้นสู่หลังคาและเยื่อฉนวนกันความร้อน แต่เครื่องจักรหลักส่วนใหญ่ไม่ได้รับความเสียหายรุนแรง โดยบริษัทได้ทำประกันภัยครอบคลุมทั้งตัวอาคารและเครื่องจักรเอาไว้เรียบร้อยแล้ว

 

ทั้งนี้ บริษัทยังขอสงวนการเปิดเผยตัวเลขทุนประกันและมูลค่าเคลมสุทธิ จนกว่าผลการสอบสวนของตำรวจและการประเมินจากบริษัทประกันภัยจะสรุปอย่างเป็นทางการ เพื่อป้องกันไม่ให้กระทบต่อกระบวนการทางกฎหมายและการเคลมประกัน

 

ด้านผลกระทบต่อชุมชนรอบข้าง บริษัทยืนยันว่าไม่มีความขัดแย้งกับคนในพื้นที่แต่อย่างใด โดยทันทีที่เกิดเหตุ ได้จัดส่งทีมงาน CSR เข้าไปดูแลและเยี่ยมเยียนเพื่อนบ้านที่ได้รับผลกระทบ พร้อมเปิดรับข้อร้องเรียน ซึ่งจนถึงปัจจุบันยังไม่พบปัญหาหรือ

 

ข้อร้องเรียนใดๆ จากชุมชน

 

กางแผนฟื้นฟูกำลังผลิต ปรับโครงสร้างจัดส่งสินค้าชดเชย

 

วิโรจน์ กล่าวต่อถึงแผนการฟื้นฟูสายการผลิตและบริหารจัดการสินค้าว่า สายการผลิตสินค้าบางประเภท เช่น เวเฟอร์ ขนมปัง และหนังไก่ ไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ เนื่องจากตั้งอยู่บริเวณคนละฝั่งกับจุดเกิดเหตุ

 

ในส่วนของสินค้าที่ได้รับผลกระทบ ได้มีการวางแผนบริหารจัดการเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ สินค้าน่องไก่ สามารถฟื้นฟูกำลังการผลิตกลับมาได้แล้วประมาณ 70–80% โดยการย้ายเครื่องจักรมาติดตั้งที่โรงงานแห่งที่ 2 ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกัน

 

ตามด้วยสินค้าขาไก่ เดิมบริษัทผลิตเองได้เพียงประมาณ 40% ของกำลังการผลิต จึงได้ปรับกลยุทธ์ใช้แหล่งผลิต 3 ทางควบคู่กัน เพื่อดึงกำลังการผลิตรวมกลับมาอยู่ที่ประมาณ 80% ได้แก่ การผลิตเองในโรงงานเดิม, การจ้างผลิต (OEM) ผ่านบริษัท สยามฟู้ด และการนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากโรงงาน SNNP ในประเทศเวียดนาม

 

และสินค้าแบรนด์เบนโตะ บริษัทได้ปรับปรุงพื้นที่คลังสินค้าฝั่งซ้ายซึ่งมีความปลอดภัย โดยทำการเทพื้นปูนดัดแปลงให้เป็นโรงงานชั่วคราว พร้อมขนย้ายสินค้าออกจากคลังโดยใช้รถบรรทุก 10 ล้อ จำนวน 60–70 คัน เพื่อเร่งเคลียร์พื้นที่ ทั้งนี้ คาดว่ากำลังการผลิตเบนโตะในไทยจะกลับมาแตะระดับ 70–80% ได้ภายในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน และหากเร่งรัดการทำงานเป็นระบบ 24 ชั่วโมง อาจฟื้นตัวได้เร็วกว่านั้น และยังมีแผนนำเข้าสินค้าเบนโตะจากโรงงานเวียดนามเข้ามาเสริมในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน เพื่อรองรับความต้องการในช่วงไฮซีซันเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคมปีนี้

 

นอกจากนี้ บริษัทยังได้วางระบบการจัดสรรสินค้าให้เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้า โดยสินค้าที่ผลิตเองในไทยจะเน้นป้อนให้กับลูกค้ารายใหญ่และกลุ่ม Modern Trade บางรายที่มีกฎเกณฑ์การตรวจโรงงานอย่างเข้มงวด ส่วน Modern Trade รายอื่นๆ ห้างค้าส่ง-ค้าปลีกระดับภูมิภาค และร้านค้าทั่วไป จะจัดส่งสินค้าที่มาจากโรงงานเวียดนามหรือ OEM แทน เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานและความต้องการของแต่ละกลุ่ม

 

เจรจาคู่ค้าสำเร็จ รอดค่าปรับส่งล่าช้า 20 ล้านบาท

 

สำหรับการบริหารจัดการลูกค้าและสต็อกสินค้า SNNP ได้เปิดการเจรจาเชิงรุกกับลูกค้ารายใหญ่ เช่น 7-Eleven และ Makro เพื่อปรับแผนการสั่งซื้อและจัดโปรโมชันล่วงหน้า ป้องกันความเสี่ยงสินค้าขาดแคลน และลดความเสี่ยงจากการถูกปรับกรณีส่งสินค้าล่าช้า ซึ่งตามสัญญาระบุอัตราค่าปรับไว้ที่ 10%

 

จากเหตุการณ์ดังกล่าว ในเดือนที่ผ่านมาบริษัทมีความเสี่ยงที่จะถูกปรับเป็นมูลค่ารวมสูงกว่า 20 ล้านบาท แต่จากการเข้าเจรจาและวางแผนทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ทำให้บริษัทสามารถหลีกเลี่ยงการถูกปรับได้ทั้งหมด โดยไม่ต้องเสียค่าปรับแม้แต่บาทเดียว และยังรักษาความสัมพันธ์เชิงพาณิชย์ที่ดีกับคู่ค้าไว้ได้

 

ขณะเดียวกัน บริษัทได้ปรับลดจำนวนวันเก็บสต็อกชั่วคราวจากเดิมประมาณ 30 วัน เหลือ 10–14 วัน (เช่น 7-Eleven ปรับลดเหลือ 14 วัน) เพื่อเร่งการหมุนเวียนสินค้าป้องกันปัญหาไร้สินค้าบนชั้นวาง โดยมีแผนจะเร่งเติมสต็อกสินค้าคืนเข้าสู่ระบบเต็มรูปแบบในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคมนี้

 

แจงผลประกอบการ รับแรงกระแทกหนัก

 

ผู้บริหาร SNNP ยังชี้แจงถึงผลการดำเนินงานว่า บริษัทได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัยภายนอก ส่งผลให้ยอดขายในไตรมาส 1 ติดลบประมาณ 12–14% และไตรมาส 2 ติดลบประมาณ 11% ขณะที่ไตรมาส 3 ยังคงได้รับผลกระทบซ้ำจากเหตุเพลิงไหม้และปัจจัยลบอื่นๆ

 

อย่างไรก็ดี คาดว่าไตรมาส 4 จะฟื้นตัวได้ดีขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับไตรมาส 3 จากการกลับมาเดินเครื่องผลิต ตลอดจนการนำเข้าสินค้าจากเวียดนาม และการเติมสต็อกสินค้าคืนสู่หน้าร้าน ซึ่งภาพรวมทั้งปีคาดว่ายอดขายรวมจะติดลบประมาณ 7–8% ซึ่งเป็นผลกระทบสะสมจากทั้งสถานการณ์สงคราม ภัยน้ำท่วม และเหตุเพลิงไหม้

 

สำหรับแผนระยะยาว บริษัทมีแผนสร้างและปรับปรุงโรงงานใหม่โดยคาดว่าจะใช้เวลาดำเนินงาน 6–9 เดือน โรงงานใหม่นี้จะนำระบบอัตโนมัติมาติดตั้งใช้งานมากขึ้น เพื่อลดการใช้แรงงานคนในขั้นตอนที่เคยใช้คนถึง 20–30% เช่น งานบรรจุซอง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตในระยะยาวตามโมเดลสำเร็จของโรงงานในเวียดนาม โดยบริษัทตั้งเป้าหมายจะกลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งในปีหน้า โดยคาดว่ายอดขายจะเติบโตมากกว่า 7%

 

เดินหน้าออกสินค้าใหม่ต่อเนื่อง

 

ในแง่ของผลิตภัณฑ์ใหม่ บริษัทยังคงเดินหน้าขยายไลน์สินค้าต่อเนื่อง เช่น การคอลแลบส์พิเศษ ‘Jele x KAMU’ ซึ่งการผลิตล็อตแรกจำนวน 30,000 ลัง สามารถจำหน่ายหมดได้อย่างรวดเร็วและสร้างอัตรากำไรสูง รวมถึงการขยายสินค้าในกลุ่ม Magic Farm เช่น น้ำโซดาราคา 10 บาท เพื่อเจาะกลุ่มผู้บริโภคระดับแมส ขณะเดียวกัน โรงงานในประเทศเวียดนามซึ่งมีฐานผู้บริโภคมากกว่า 100 ล้านคน เริ่มตั้งหลักได้ดีและกลายเป็นกำลังสำคัญในการขยายตลาดต่างประเทศ

 

ช่วงท้าย วิโรจน์ ยังได้ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจในปี 2570 ส่วนตัวมองในเชิงบวกมากขึ้น โดยคาดว่าจะได้รับปัจจัยหนุนจากต้นทุนค่าขนส่งและราคาน้ำมันที่เริ่มทรงตัว รวมถึงแรงส่งจากสิทธิประโยชน์ BOI ที่มุ่งเน้นการลงทุนที่เกิดการจ้างงานจริงในประเทศ ตลอดจนมาตรการของธนาคารแห่งประเทศไทยในการจำกัดการถอนเงินสดและการซื้อทองคำ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อดึงเงินนอกระบบกลับเข้าสู่ระบบการเงิน และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในวงกว้าง

 

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories