ภาพการกล่าวสุนทรพจน์ของประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ในวาระครบรอบ 77 ปี ‘จีนใหม่’ ในช่วงวันชาติจีนที่ผ่านมา รวมถึงเนื้อหาการรวมชาติ การฟื้นฟูความเจริญรุ่งเรืองของชนชาติจีนที่เป็นประเด็นหลักที่สื่อต่างชาติหยิบยกไปนำเสนอ อาจไม่ใช่ประเด็นหลักที่คนในชาติส่วนใหญ่ให้ความสนใจ แม้ประธานาธิบดีจีนจะบอกว่า การฟื้นฟูความเจริญรุ่งเรืองของชาติเป็นภารกิจที่ต้องทำต่อเนื่องและไม่สามารถหยุดยั้งได้ แต่คนส่วนใหญ่ในชาติที่เป็น ‘เดอะแบก’ ในยุคนี้กลับมีความกังวลและมองเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นกับจีนในอีก 15-20 ปีข้างหน้า
ประเด็นสำคัญ
รู้จัก ‘เดอะแบก’ ยุคนี้ของจีน
‘เดอะแบก’ ที่เรากำลังพูดถึงคือ คนจีนที่เกิดในยุคหลังปี 1970 และ 1980 (ที่คนจีนเรียกว่า 70后, 80后) คนกลุ่มนี้มีอายุระหว่าง 37-56 ปี แม้จะไม่ได้เป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ แต่คนกลุ่มนี้ก็เป็นประชากรกลุ่มใหญ่ที่มีอิทธิพลมากที่สุดในสังคมจีนตอนนี้ ปริมาณของคนกลุ่มนี้คิดเป็นเกือบ 1 ใน 3 ของประชากรจีนทั้งหมด หรือประมาณ 400 กว่าล้านคน คนกลุ่มนี้นอกจากจะเป็นกำลังหลักของวัยทำงาน ยังเป็นกำลังหลักทางเศรษฐกิจในแง่การผลิตและการบริโภคของจีน นิยามของคำว่า ‘เดอะแบก’ หมายถึง การที่คนกลุ่มนี้ต้องรับผิดชอบเลี้ยงดูพ่อแม่ (คนรุ่นปี 1950-60) และลูก (เด็กที่เกิดหลังปี 2000) รวมถึงการทำงานหนัก ผลักดันให้เศรษฐกิจจีนเติบโตมาจนถึงทุกวันนี้
ความกังวลของ ‘เดอะแบก’
สิ่งที่คนกลุ่มนี้กำลังเป็นกังวลก็คือ เมื่อวันที่พวกเขาต้องเกษียณหรือวางมือออกจากสังคม สังคมจะตอบแทนและดูแลพวกเขาอย่างไร พวกเขาจะต้องเจอกับอะไรบ้าง ในวันที่จีนอยู่ในการดูแลของคนรุ่นหลัง เราต้องไม่ลืมว่า คนกลุ่มนี้เติบโตมาในช่วงการปฏิรูปและเปิดประเทศของจีน (改革开放时期) เป็นกำลังหลักในการก่อร่างสร้างประเทศจีนให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด พวกเขาได้ผ่านเหตุการณ์สำคัญๆ ผ่านวันที่ยากลำบาก อดทนฟันฝ่าอุปสรรค คนกลุ่มนี้ได้ชื่อว่า เป็นกลุ่มคนที่ทำงานหนัก ใช้จ่ายอย่างประหยัด และอดออมมากที่สุดในช่วงที่ผ่านมาของจีน
ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2025 ทางการจีนได้ประกาศให้ขยายเวลาเกษียณอายุออกไปอีกไม่เกิน 3 ปี ในเวลานั้นคนกลุ่มนี้มีคำถามว่า เมื่อเวลาของพวกเขามาถึง พวกเขาจะสามารถเกษียณได้จริงหรือไม่ หรือเวลาจะถูกขยายออกไปอีก และเมื่อมองภาพของคนรุ่นใหม่ที่กำลังเข้ามาแทนที่ ทำให้มีทั้งคำถามและความกังวลว่า เมื่อถึงวันนั้นพวกเขาจะต้องเกษียณในสภาพแบบใด
‘เดอะแบก’ มองคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่รักสบาย อยากเป็นข้าราชการ
นายหลี่ อายุ 46 ปี ชาวปักกิ่ง ประกอบธุรกิจการท่องเที่ยว เปิดใจกับผู้สื่อข่าว THE STANDARD ว่า เขาค่อนข้างกังวลกับอนาคตของประเทศ เพราะย้อนกลับไปในช่วง 20 กว่าปีก่อน ตอนที่เขายังเป็นวัยรุ่นหลังจบมหาวิทยาลัย เขารู้สึกว่า เขาอยากมีกิจการเป็นของตัวเอง เขาใช้ความพยายามอย่างมากที่จะไล่ตามความฝัน จนประสบผลสำเร็จ เมื่อเทียบกับคนรุ่นใหม่ (ที่เกิดหลังปี 2000) ในยุคนี้ที่เรียนจบปริญญาตรีแล้ว ส่วนใหญ่ถ้ามีทุนทรัพย์หรือทางบ้านส่งเสียก็จะเรียนต่อปริญญาโท เมื่อเรียนจนไม่อยากเรียนแล้วก็จะอยู่บ้าน เพราะหางานทำไม่ได้ และคนสมัยนี้ส่วนใหญ่ก็คิดว่าอยากทำงานราชการ แม้เงินเดือนจะน้อย แต่มั่นคงและอยู่ได้ยาวโดยไม่มีการไล่ออกหากไม่ทำผิดร้ายแรง แม้การสอบข้าราชการอาจต้องใช้ความพยายามในช่วงสอบแต่เมื่อเข้าทำงานแล้วก็ไม่ต้องพยายามมาก ถ้าคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่คิดแต่จะทำงานราชการ ไม่มีใครมีความอดทน ไม่คิดสร้างเนื้อสร้างตัว สร้างชาติเหมือนคนรุ่นก่อนๆ คุณคิดว่า อนาคตจีนในอีก 15-20 ปี จะเป็นอย่างไร หลี่ทิ้งท้ายคำถามนี้ไว้ให้กับผู้สื่อข่าว THE STANDARD
จากสถิติพบว่า จำนวนผู้สอบเข้ารับราชการจีนเพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่ปี 2024 มีจำนวนผู้สมัครและผ่านคุณสมบัติมากกว่า 3 ล้านคน จนมาถึงปี 2026 มีจำนวนผู้สมัครและผ่านคุณสมบัติอยู่ที่ 3.7 ล้านคน อัตราการแข่งขันอยู่ที่ 98:1 ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่า การเข้ารับราชการในจีนยังคงเป็นที่ต้องการของคนจำนวนมาก แม้ว่าหลายพื้นที่จะลดจำนวนข้าราชการลง แต่จำนวนผู้สมัครยังคงเพิ่มขึ้น ทำให้อัตราการแข่งขันเพิ่มสูงขึ้นในทุกๆ ปี
ในขณะเดียวกันตัวเลขการว่างงานของคนรุ่นใหม่ในจีนกลับเพิ่มขึ้นทุกปี ตั้งแต่ปี 2024 โดยตัวเลขล่าสุดในเดือนสิงหาคมของปีนี้มีจำนวน ‘คนรุ่นใหม่’ ที่ว่างงานถึง 18.9% แม้ว่าทางรัฐบาลจะพยายามออกมาตรการภาษีและให้เงินอุดหนุนสำหรับการจ้างงานเพิ่มหลายรายการ รวมถึงการใช้วิธีการคำนวณโดยรวมผู้ที่ทำงานไม่ประจำเข้าไว้ในบัญชีผู้มีงานทำ แต่ตัวเลขการว่างงานของคนรุ่นใหม่จีนก็ยังคงอยู่ในระดับสูง
‘เดอะแบก’ มองคนรุ่นใหม่ไม่เอาญาติ ต้องเตรียมพร้อมก่อนเกษียณ
ในขณะที่นางหลิว อายุ 52 ปี ชาวปักกิ่ง ประกอบธุรกิจให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ มีลูกสาว 1 คน (เกิดหลังปี 2000) พูดถึงความกังวลถึงการเปลี่ยนแปลงของจีนในช่วง 15-20 ปี ข้างหน้าว่า มีความกังวลเป็นอย่างมาก จากประสบการณ์ที่ตัวเองมีลูกสาวที่อยู่ในช่วงวัยรุ่นจะเห็นได้ว่าคนจีนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับตัวเอง อยากมีอิสระ ไม่เอาญาติพี่น้อง ใช้อารมณ์นำเหตุผล ใช้เงินซื้อของตามความชอบ หลิวยกตัวอย่างกรณีวันตรุษจีนที่ในกลุ่ม Wechat ของครอบครัว วัยรุ่นจะไม่พูดอะไร มีแต่ผู้ใหญ่ที่ยังพูดคุยและส่งอั่งเปา หากวันหนึ่งที่ญาติผู้ใหญ่เหล่านั้นจากไป ความสัมพันธ์ก็จะเลือนหาย ญาติห่างๆ อาจกลายเป็นคนแปลกหน้า ซึ่งจากการสำรวจสภาพชนบทของจีนในปัจจุบันพบว่า หมู่บ้านขนาดกลาง (300-400 หลังคาเรือน) แทบจะไม่มีการจัดงานแต่งงาน ส่วนใหญ่จะเป็นการจัดงานศพ
เมื่อผู้สื่อข่าวถามนางหลิวว่า คาดหวังให้ลูกมาดูแลหลังเกษียณหรือไม่ นางหลิวตอบว่า ไม่ เพราะสังคมจีนปัจจุบันทำให้เห็นว่า การดูแลผู้สูงอายุไม่ใช่หน้าที่ของลูก หลาน หรือคนในครอบครัวอีกต่อไป เรากำลังเข้าสู่ยุคที่จะต้องพึ่งพาเงิน ระบบและบริการในการดูแล หน้าที่ของเราก็คือ ต้องปรับตัวตามสังคมยุคใหม่ ปล่อยวาง เก็บออมเงินเพื่อใช้ชีวิตหลังเกษียณ รักษาสมดุลระหว่างเงินออมกับการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ
จากการสำรวจของสำนักข่าวซินหัวพบว่า คนรุ่นใหม่ของจีน 59.8% มองว่าตัวเองควรดูแลตัวเองตอนแก่เป็นหลัก และรัฐบาลจีนเองก็ได้วางแผนระดับชาติระยะกลางและระยะยาวสำหรับการรับมือกับประชากรผู้สูงวัยเชิงรุก โดยแผนระยะกลางจะเริ่มต้นในปี 2035 พยายามที่จะให้การดูแลผู้สูงอายุกลายเป็นระบบบริการทางสังคม จากเดิมที่เคยพึ่งพาลูกหลานก็กลายเป็นพึ่งพารัฐ เทคโนโลยี และภาคธุรกิจ
คำกล่าวเกี่ยวกับวงจร 3 รุ่นที่ว่า “富不过三代” (ความมั่งคั่งอยู่ไม่เกิน 3 รุ่น) ทำให้เดอะแบกของจีนที่ได้มองเห็นชีวิตที่ผ่านมาของตัวเองเปรียบเทียบกับพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ และเริ่มมองอนาคตในอีก 15-20 ปีข้างหน้า ที่การวางมือของ พวกเขาจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดอีกครั้งของจีนและจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่สามารถย้อนกลับมาได้ คนจีนจำนวนมากในตอนนี้โดยเฉพาะกลุ่ม “เดอะแบก” กำลังเตรียมตัวและเตรียมใจยอมรับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะมาถึง
แฟ้มภาพ: Samurai R Photography / Shutterstock
อ้างอิง:


