กระทรวงกลาโหมจีนประกาศเมื่อวันที่ 29 กันยายน ที่ผ่านมา ว่าได้เปิด ‘ศูนย์สนับสนุนและฝึกอบรมร่วมจีน-ลาว’ และ ‘โรงเรียนการบินมิตรภาพจีน-ลาว’ ที่สนามบินบ้านเกิน ซึ่งเป็นฐานทหารแห่งใหม่ที่ตั้งอยู่ห่างจากกรุงเวียงจันทน์ ไปทางทิศเหนือประมาณ 50 กิโลเมตร และห่างจากชายแดนจังหวัดหนองคายของไทยเพียงประมาณ 40 กิโลเมตร
ประเด็นสำคัญ
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวก่อให้เกิดการจับตามองว่า จีนอาจใช้ฐานบินแห่งนี้ในการขยายอิทธิพลทางทหารในภูมิภาค ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่า ฐานบินแห่งนี้จะช่วยเพิ่มเครือข่ายสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารในต่างประเทศของจีนที่มีจำนวนไม่มากแต่กำลังขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ
อย่างไรก็ตาม กระทรวงกลาโหมจีนระบุว่า ศูนย์สนับสนุนและสนามบินบ้านเกินจะถูกใช้สำหรับการช่วยยกระดับฝึกอบรมแก่นักบินกองทัพอากาศลาว และไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อต่อต้านฝ่ายใด และจะได้รับการดูแลรักษาโดยทั้งสองประเทศร่วมกัน พร้อมกับมีการเปิดตัวสถาบันการบินมิตรภาพจีน-ลาวอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมพบว่า การก่อสร้างสนามบินแห่งใหม่นี้เริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายปี 2025 และปัจจุบันมีรันเวย์ความยาวประมาณ 2,000 เมตร และมีลานจอดเครื่องบินที่มีพื้นที่หลายหมื่นตารางเมตร และหอบังคับการบิน โดยโครงสร้างพื้นฐานสนับสนุนส่วนใหญ่ได้ดำเนินการก่อสร้างเสร็จสิ้นแล้ว
จากภาพดาวเทียมที่บันทึกได้ 1 วันหลังพิธีเปิดศูนย์สนับสนุนและฝึกอบรมร่วมจีน-ลาว ยังพบว่ามีเครื่องบินขับไล่ขนาดเบารุ่น K-8 จำนวน 8 ลำ และยานพาหนะสนับสนุนอีกกว่า 20 คัน จอดอยู่บนรันเวย์ ซึ่งพบว่ายังมีการดำเนินงานก่อสร้างเป็นบริเวณกว้างโดยรอบรันเวย์ด้วย


พื้นที่ก่อสร้างฐานบินแห่งนี้ เดิมเป็นพื้นที่เกษตรกรรม และต่อมารู้จักกันในชื่อ “Lima Site 44” ซึ่งเป็นหนึ่งในเครือข่ายสนามบินที่กองทัพสหรัฐฯ และสำนักข่าวกรองกลาง (CIA) เคยใช้งานในช่วงสงครามเวียดนาม สมัยที่สหรัฐฯ ให้การสนับสนุนอย่างลับๆ แก่กลุ่มกบฏชาวม้งที่ต่อต้านคอมมิวนิสต์
ฐานทหารใน สปป.ลาวแห่งนี้ ถือเป็นฐานปฏิบัติการทางทหารในต่างประเทศแห่งสำคัญแห่งที่สามของจีน ต่อจากศูนย์สนับสนุนและฝึกอบรมร่วมที่ฐานทัพเรือเรียม (Ream Naval Base) ในกัมพูชา และฐานทหารของจีนในประเทศจิบูตี
นักวิเคราะห์ด้านการทหารของจีนมองเห็นความเป็นไปได้ที่กว้างไกลกว่าเพียงแค่เรื่องการฝึกนักบิน โดยมองว่า ฐานทหารแห่งนี้อาจช่วยให้จีนขยายอิทธิพลในคาบสมุทรอินโดจีนได้ในอนาคต อีกทั้งยังช่วยผลักดันให้กองทัพอากาศลาวหันมาใช้อุปกรณ์ที่ผลิตในจีน และสร้างการดำรงอยู่ของกองทัพจีนอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการกระชับความสัมพันธ์กับกองทัพลาวให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
ขณะที่นักวิเคราะห์ไทยตั้งข้อสังเกตถึงผลกระทบและความเสี่ยงของไทย จากการที่ฐานบินแห่งนี้ อยู่ใกล้ชายแดนไทยจนอาจเกิดผลกระทบด้านความมั่นคง
ทำไมต้องเป็นบ้านเกิน?
จวินอู่ ซื่อเหว่ยเมี่ยน (Junwu Ciweimian) บล็อกเกอร์สายทหารที่มีชื่อเสียงของจีนระบุถึงเหตุผลหลักสองประการ ที่จีนเลือกตั้งฐานทหารในพื้นที่บ้านเกิน
เหตุผลประการแรกคือเรื่องการคมนาคมขนส่ง โดยบ้านเกินตั้งอยู่แนวเส้นทางรถไฟจีน-ลาว ซึ่งช่วยให้การเคลื่อนย้ายบุคลากรและยุทโธปกรณ์จากจีนทำได้สะดวกยิ่งขึ้น
ประการที่สองคือเรื่องภูมิศาสตร์ บ้านเกินตั้งอยู่ใกล้กับเมืองหลวง ทำให้สะดวกต่อผู้เข้ารับการฝึกและง่ายต่อการบริหารจัดการของรัฐบาลลาว
นอกจากนี้ พื้นที่โดยรอบยังค่อนข้างราบเรียบเมื่อเทียบกับพื้นที่ส่วนใหญ่ของลาวที่เป็นภูเขา ทำให้เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการสร้างสนามบินและการฝึกบิน
ความหมายเชิงยุทธศาสตร์ของฐานบินบ้านเกิน
ซื่อเหว่ยเมี่ยน มองว่าฐานบินที่บ้านเกินนั้นมีวัตถุประสงค์ในเชิงยุทธศาสตร์ 3 ประการ ได้แก่
- เพื่อการฝึกอบรมกองทัพอากาศลาว เนื่องจากกองทัพอากาศลาวมีขนาดเล็กมาก โดยมีเครื่องบินฝึกขั้นสูง Yak-130 จำนวน 3 ลำ และเครื่องบินฝึกระดับกลาง K-8 ที่ผลิตในจีนอีก 4 ลำ ซึ่งเปิดช่องให้จีนเข้ามามีอิทธิพลได้มาก และการจัดตั้งโรงเรียนการบินร่วมนี้ ทำให้มีแนวโน้มในอนาคตว่ายุทโธปกรณ์ของกองทัพอากาศลาว จะต้องเปลี่ยนมาใช้ของที่ผลิตในจีนทั้งหมด
- เพื่อการสนับสนุนปฏิบัติการของกองทัพอากาศจีนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โยดยจีนจัดการฝึกซ้อมทางอากาศในภูมิภาคนี้เป็นประจำอยู่แล้ว รวมถึงการฝึกร่วมกับไทยในทุกๆ ปี ดังนั้นฐานทหารที่บ้านเกินอาจเป็นอีกหนึ่งจุดปฏิบัติการสำหรับอากาศยานของจีน แทนที่จะต้องเคลื่อนย้ายเครื่องบินทั้งหมดไปยังประเทศไทยโดยตรง จีนอาจเลือกจอดเครื่องบินบางส่วนไว้ที่ฐานบินบ้านเกิน และทำการฝึกซ้อมโดยใช้ฐานทัพทั้งสองแห่ง ซึ่งจะทำให้ได้การฝึกที่ “ใกล้เคียงกับสถานการณ์การรบจริง” มากขึ้น
- เพื่อการขยายอิทธิพลของจีนในภูมิภาค เพราะฐานบินแห่งนี้ตั้งอยู่ในทำเลเชิงยุทธศาสตร์ที่ได้เปรียบ โดยเมืองสำคัญหลายแห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ห่างออกไปเพียงประมาณ 500 ถึง 700 กิโลเมตร ในขณะที่เมืองที่อยู่ไกลออกไปก็มีระยะทางเพียงกว่า 1,000 กิโลเมตรจากฐานแห่งนี้ โดยการจัดตั้งฐานบินในพื้นที่นี้ จะเป็นประโยชน์ต่อจีนในการ “สร้างอิทธิพลในคาบสมุทรอินโดจีนในอนาคต”

ด้าน รศ. ดร.ปิติ ศรีแสงนาม อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ว่าความหมายเชิงยุทธศาสตร์ของฐานบินบ้านเกินนั้น ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้มอง โดยแบ่งเป็น 3 มุมมองหลัก ได้แก่
- มุมมองของประเทศไทย โดยเขามองว่า การที่ฐานบินแห่งนี้ตั้งอยู่ห่างจากชายแดนจังหวัดหนองคายเพียง 40 กิโลเมตร หากมีการติดตั้งยุทโธปกรณ์ทางสงครามอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Warfare) จะสามารถรบกวนสัญญาณในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสานของไทยได้โดยตรง และด้วยระยะทางเพียง 40 กิโลเมตร หากมหาอำนาจเช่นจีนเข้ามาใช้สนามบินแล้วมีท่าทีเป็นปฏิปักษ์ ระบบเรดาร์ตรวจการณ์ของไทยจะตรวจจับไม่ทัน ทำให้การมอนิเตอร์ทำได้ยาก ไทยจึงต้องเพิ่มความระมัดระวังและปรับยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางอากาศให้สมดุลยิ่งขึ้น
- มุมมองของ สปป. ลาว โดย รศ. ดร.ปิติ ชี้ว่า รัฐบาลลาวยืนยันว่า นี่คือศูนย์ฝึกอบรมการบินและการช่วยเหลือด้านการกู้ภัยเพื่อเพิ่มศักยภาพกองทัพอากาศลาว และพัฒนาความมั่นคงของมนุษย์ ขณะที่ลาวยึดนโยบายต่างประเทศที่เป็นอิสระตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่อนุญาตให้ชาติใดเข้ามาตั้งฐานทัพถาวร
- มุมมองของเวียดนามและสหรัฐอเมริกา ซึ่ง รศ. ดร.ปิติ ชี้ว่า น่าจะมีความกังวลมากที่สุด โดยเวียดนามกังวลเรื่องการถูกโอบล้อม เพราะเดิมมีประเด็นกับจีนทางทิศเหนือ (ชายแดน), ทิศตะวันออก (ทะเลจีนใต้) และทิศใต้ (ฐานทัพเรือเรียมและคลองฟูนันเตโชในกัมพูชา) การเพิ่มสนามบินทางทิศตะวันตกในลาวจะทำให้เวียดนามกังวลมากยิ่งขึ้น
ขณะที่สหรัฐอเมริกา อาจจะกังวลเรื่องระยะห่าง 40 กิโลเมตรจากชายแดนไทย เพราะอุปกรณ์กวนสัญญาณและการตรวจการณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์สามารถครอบคลุมไปถึงภาคเหนือของไทย ซึ่งรวมถึงพื้นที่กงสุลใหญ่สหรัฐฯ ที่จังหวัดเชียงใหม่
กลุ่มหัวพัน ‘Balancer’ ผู้คลายความกังวลเวียดนาม
สำหรับท่าทีของเวียดนามต่อกรณีของฐานบินบ้านเกินนั้น รศ. ดร.ปิติ มองว่าฝ่ายการเมืองของลาวเข้าใจความกังวลนี้ดี ซึ่งการปรับโครงสร้างอำนาจทางการเมือง ที่เกิดขึ้นล่าสุด โดยดันผู้นำ ‘กลุ่มหัวพัน’ อย่าง สะเหลิมไซ กมมะสิด ขึ้นมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สปป.ลาว คนใหม่ ซึ่งกลุ่มหัวพันขึ้นชื่อว่าเป็น “Balancer” ที่มีความสัมพันธ์ดีกับทั้งเวียดนามและจีน จึงช่วยสื่อสารและลดความระแวงของเวียดนามได้ อีกทั้งกลุ่มนี้ยังรู้เทคนิคว่า จะใช้เวียดนามในการถ่วงดุล อิทธิพลของจีนอย่างไร

สะเหลิมไซ กมมะสิด นายกรัฐมนตรี สปป.ลาว คนใหม่
การให้กลุ่มหัวพันขึ้นมาคุมอำนาจเต็มที่ ช่วยให้ลาวสามารถ สื่อสารและลดความหวาดระแวงของเวียดนาม ต่อกรณีการเข้ามาของจีนและสนามบินบ้านเกินได้เป็นอย่างดี และถือเป็นการบริหารนโยบายต่างประเทศที่ลื่นไหล (Dynamic) และมีการวางแผนอย่างเป็นระบบ
ขณะที่การก้าวขึ้นมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของสะเหลิมไซ กมมะสิด ถือว่า “ถูกที่ถูกเวลา” เพราะในเวลานี้ลาวต้องการผู้นำสายความมั่นคงและการต่างประเทศที่มีความเชี่ยวชาญ น่าเชื่อถือ และเข้าใจมิติเศรษฐกิจเพื่อรับมือกับมหาอำนาจ
สำหรับสหรัฐอเมริกา ประเด็นที่น่ากังวลต่อกรณีของฐานบินบ้านเกิน คือเรื่องระยะห่าง 40 กิโลเมตรจากชายแดนไทย เพราะอุปกรณ์กวนสัญญาณและการตรวจการณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์สามารถครอบคลุมไปถึงภาคเหนือของไทย รวมถึงพื้นที่กงสุลใหญ่สหรัฐฯ ที่เชียงใหม่
ความแตกต่างกับฐานทหารในต่างประเทศอื่นๆ ของจีน
อนาลโย กอสกุล ผู้ก่อตั้งและเจ้าของเว็บไซต์ ThaiArmedForce.com มองว่า
แม้ว่าฐานบินบ้านเกิน จะมีชื่อเรียกว่าศูนย์ฝึกร่วมจีน-ลาว แบบเดียวกับที่จีนตั้งชื่อฐานทัพเรือเรียม ว่าศูนย์ฝึกร่วมจีน-กัมพูชา แต่ฟังก์ชันจริงๆ ของฐานทัพเรือเรียมนั้นไม่ได้ใช้ฝึกอย่างเดียว เพราะว่าจีนยังจอดเรือคอร์เวต 2 ลำที่ฐานทัพเรือเรียมเป็นการถาวร ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ว่า นอกจากการฝึกร่วม ฐานบินบ้านเกินก็จะถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการทางทหาร ในฐานะฐานบินส่วนหน้านอกประเทศ ซึ่งเขามองว่า จีนอาจจะมาวางกำลังเครื่องบินขับไล่ หรือเครื่องบินโจมตี หรือเครื่องบินฝึกที่ฐานบินนี้

ฐานทัพเรือเรียม
ขณะที่อนาลโยเปิดเผยว่า ฐานบินบ้านเกิน ซึ่งตอนนี้มีรันเวย์ความยาวประมาณ 2,000 เมตร สามารถที่จะรองรับเครื่องบินลำเลียงขนาดเล็กและขนาดกลางรวมถึงเครื่องบินขับไล่ได้ และยังมีที่ว่างเพียงพอที่จะขยายรันเวย์ได้อีกถึง 4,000 เมตร ซึ่งก็จะรองรับเครื่องบินขนาดใหญ่ได้ ดังนั้นจะเป็นฟังก์ชันหนึ่งที่ทำให้จีนสามารถที่จะมีฐานบินในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อขยายระยะปฏิบัติการได้ ถ้าจีนต้องการส่งเครื่องบินกองทัพเดินทางในทะเลจีนใต้ หรือผ่านภูมิภาคอาเซียนสามารถมาแวะฐานบินนี้ได้
ขณะที่ หรงปิง (Ronping) นักวิเคราะห์ด้านการทหารชาวจีน มองว่า ฐานบินที่บ้านเกินเป็นรูปแบบของฐานทหารที่แตกต่างจากฐานทหารของจีนที่จิบูตีและฐานทัพเรือเรียม
โดยจิบูตีเป็นที่ตั้งฐานทัพในต่างประเทศแห่งแรกอย่างเป็นทางการของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) ทำหน้าที่สนับสนุนภารกิจปราบปรามโจรสลัดในอ่าวเอเดนและปฏิบัติการต่างๆ ของจีนในทวีปแอฟริกา ส่วนฐานทัพเรือเรียมนั้น เน้นภารกิจทางเรือในอ่าวไทยและทะเลจีนใต้เป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม ฐานบินบ้านเกิน ถือเป็นศูนย์ฝึกร่วมในต่างประเทศแห่งแรกของจีนที่เน้นภารกิจของกองทัพอากาศ ซึ่งนอกจากการเป็นศูนย์สนับสนุนและฝึกอบรมร่วม PLA น่าจะใช้ฐานแห่งนี้เพื่อสนับสนุนกำลังพลที่หมุนเวียนเข้ามาใน สปป.ลาว โดยอาจรวมถึงการมีหน่วยสนับสนุนภาคสนามขนาดเล็กประจำการอยู่ด้วย
ห่างชายแดนไทยเพียง 40 กิโลเมตร : สิ่งที่ไทยต้องจับตา
สำหรับประเทศไทย ความใกล้ของฐานบินแห่งนี้เป็นประเด็นที่มีความสำคัญโดยตรง เพราะสนามบินอยู่ห่างจากชายแดนไทยประมาณ 40 กิโลเมตร และไม่มีภูเขาขนาดใหญ่กั้นระหว่างพื้นที่
คำถามหนึ่งที่เกิดขึ้นคือ ความใกล้ดังกล่าวจะทำให้จีนมีความสามารถในการตรวจจับหรือดักรับสัญญาณจากระบบต่างๆ ของไทยเพิ่มขึ้นหรือไม่
อนาลโยมองว่า ‘มีความเป็นไปได้’ โดยเฉพาะในเรื่องการตรวจจับสัญญาณ เนื่องจากระยะทางที่ใกล้และลักษณะภูมิประเทศที่ไม่มีภูเขาแทรก ทำให้การติดตั้งระบบตรวจจับทั้งแบบ Active และ Passive สามารถทำได้ง่ายขึ้น
ในทางทหาร Active หมายถึงการส่งคลื่นออกไปเพื่อตรวจจับ เช่น ระบบเรดาร์ ขณะที่ Passive เป็นการติดตั้งระบบรับสัญญาณเพื่อดักรับหรือรวบรวมสัญญาณที่มีอยู่แล้ว
ผลที่ตามมาคือ ฐานแห่งนี้อาจไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะในฐานะสนามบิน แต่ยังอาจกลายเป็นจุดเก็บข้อมูลข่าวกรองส่วนหน้า
อนาลโยอธิบายว่า การที่จีนสามารถเข้าถึงสัญญาณและกิจกรรมทางอากาศของไทยได้มากขึ้น จะช่วยให้จีนสร้างสิ่งที่เรียกว่า ‘Library’ ของระบบอาวุธและกิจกรรมทางทหารของไทยได้สะดวกขึ้น กล่าวคือ การสะสมข้อมูลเกี่ยวกับรูปแบบการทำงานของระบบต่างๆ ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ด้านข่าวกรองได้ในอนาคต
เขายกตัวอย่างฐานทัพเรือเรียมในกัมพูชา ซึ่งมีการติดตั้งระบบป้องกันภัยทางอากาศและเรดาร์ที่มีขีดความสามารถในการตรวจจับในระยะไกลประมาณ 500 กิโลเมตร โดยสามารถตรวจจับกิจกรรมในห้วงอากาศครอบคลุมพื้นที่อ่าวไทยได้
จากกรณีดังกล่าว อนาลโยประเมินว่าฐานปฏิบัติการในลาวก็น่าจะมีการติดตั้งระบบ Air Search Radar เพื่อตรวจจับกิจกรรมทางอากาศ รวมถึงอาจมีความสามารถในการดักรับสัญญาณด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้มองว่าประเทศไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงมาตรการทางทหารในทันที
เหตุผลสำคัญคือ ณ เวลานี้ไทยกับจีนยังไม่ได้อยู่ในสถานะที่เป็นศัตรูกัน และการปฏิบัติการของกองทัพไทยยังคงเกิดขึ้นภายในพื้นที่ของประเทศไทยเอง ไทยจึงยังมีมาตรการทางสงครามอิเล็กทรอนิกส์หลายรูปแบบที่สามารถใช้ป้องกันไม่ให้ฝ่ายอื่นเก็บข้อมูลได้ง่าย เช่น การบริหารการเปิด-ปิดเรดาร์ การลดการแพร่สัญญาณ หรือการใช้มาตรการรบกวนสัญญาณ
ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่เหมาะสมในเวลานี้จึงอาจเป็นการ ‘เฝ้าระวัง’ มากกว่าการแสดงท่าทีว่าไทยกำลังเผชิญภัยคุกคามทางทหารโดยตรง
ด้าน รศ. ดร.ปิติ มองว่า การตั้งฐานบินของจีนใน สปป.ลาว จะส่งผลให้สมการด้านความมั่นคงของไทยและอาเซียนเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน เพราะเดิมทีประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาวไม่ได้มีแสนยานุภาพทางอากาศที่น่ากังวล แต่ปัจจุบันมีมหาอำนาจอย่างจีนคอยสนับสนุนอยู่ด้านหลัง ทำให้ไทยต้องดำเนินยุทธศาสตร์อย่างรอบคอบและรัดกุมยิ่งขึ้น
เขาชี้ว่า ไทยต้องทบทวนยุทธศาสตร์การต่างประเทศควบคู่กับยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางทหาร เพื่อรับมือพื้นที่สุ่มเสี่ยงทางยุทธศาสตร์
ขณะที่ในมิติด้านการต่างประเทศและความมั่นคง เขามองว่า ไทยต้องเร่งฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดทางการต่างประเทศ วางยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมทั้งเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางทหาร และศักดิ์ศรีของชาติ
ฐานบินบ้านเกิน กับสมการความมั่นคงของอาเซียน
อนาลโย ชี้ว่า หากจีนมีหารวางกำลังทางอากาศไว้ที่ฐานบินบ้านเกิน จะถือเป็นการแสดงอิทธิพลทางทหารในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมา จีนพยายามที่จะเพิ่มอิทธิพลทางทหารเข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือบางประเทศในภูมิภาคนั้นมีความขัดแย้งกับจีนโดยตรง ในกรณีทะเลจีนใต้
ขณะที่อนาลโยมองว่า การที่จีนประกาศว่า มีฐานบินใน สปป.ลาว และมีฐานทัพเรือในกัมพูชานั้น ก็เหมือนการบอกสมาชิกอาเซียนว่า จีนได้เข้ามามีอิทธิพลตรงนี้แล้ว ซึ่งยุทธวิธีหลักของจีนที่ใช้ในทะเลจีนใต้ คือพยายามทำให้ชาติอาเซียนรวมตัวกันไม่ติด เพื่อเวลาเจรจาจะได้เจรจาแยกเป็นรายประเทศ เพราะจีนรู้ว่า หากเจรจาแบบรวมกลุ่มประเทศ อิทธิพลของอาเซียนก็จะมากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม หากมองไปยังประเทศอาเซียนอื่นๆ จะเห็นว่า ไม่ใช่จีนที่เป็นมหาอำนาจเพียงชาติเดียวที่มีการตั้งฐานทหารในประเทศอาเซียน โดยสหรัฐอเมริกา ก็ใช้สิงคโปร์เป็นฐานส่งกำลังบำรุงส่วนหน้า คล้ายๆ กับฐานบินบ้านเกิน คือไม่ได้มีกำลังพลอยู่ประจำ แต่เป็นจุดที่ถูกกำหนดไว้ว่าจะเป็นฐานส่งกำลังบำรุงส่วนหน้า
ในเรื่องของความกังวลต่อความเสี่ยงด้านความมั่นคง เขามองว่า ชาติอาเซียนอาจจะไม่ต้องกังวลถึงขั้นตกใจ เพราะท้ายที่สุด เชื่อว่าในภาพรวมของอาเซียน ยังมีจุดยืนไม่ต้องการให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจการภายในของประเทศใดๆ และถ้าหากจีนยังสามารถแสดงให้เห็นว่า การตั้งฐานบินแห่งนี้เป็นแค่กิจกรรมภายในของลาวกับจีนเอง เชื่อว่าอาเซียนก็จะไม่เข้ามายุ่งหรือแสดงท่าทีกังวลใดๆ
ส่วนกรณีเวียดนาม อนาลโย ชี้ว่า เวียดนามซึ่งมีข้อขัดแย้งเรื่องอธิปไตยในทะเลจีนใต้กับจีนโดยตรง และยึดถือนโยบายความมั่นคง ‘3 ไม่ (Three No’s Policy)’ คือ ไม่เป็นพันธมิตรทางทหารกับใคร, ไม่ร่วมมือกับใครต่อต้านประเทศที่สาม และไม่ให้ต่างชาติมาตั้งฐานทัพ ทำให้การมีฐานทัพต่างชาติ โดยเฉพาะจีน มาตั้งอยู่ประชิดประตูด้านหลังย่อมสร้างความระแวงแก่เวียดนามเป็นธรรมดา
เขามองว่าทางออกสำคัญ เป็นหน้าที่ของรัฐบาลลาวในการดำเนินทางการทูตเชิงรุก เช่น การเชิญผู้ช่วยทูตทหารในกลุ่มอาเซียนมาชี้แจงวัตถุประสงค์และขอบเขตการปฏิบัติงาน เพื่อสร้างความโปร่งใส ลดความหวาดระแวง และรักษาความเป็นเอกภาพ รวมถึงความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างสมาชิกอาเซียนในภาพรวม


